- หน้าแรก
- เคล็ดวิชาขวดหยก สร้างตำนานเซียนอมตะ
- บทที่ 28 - เสี่ยวผิงมาเยือน
บทที่ 28 - เสี่ยวผิงมาเยือน
บทที่ 28 - เสี่ยวผิงมาเยือน
บทที่ 28 - เสี่ยวผิงมาเยือน
ด้วยการสั่งสอนอย่างเอาใจใส่ของหลินเส้าฮวา ผนวกกับธูปหอมหล่อเลี้ยงวิญญาณที่คอยช่วยบำรุงจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่อง วิชาอาคมของเจียงเฉินจึงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
เพียงสิบสองวัน เขาก็สามารถใช้วิชาลูกไฟได้อย่างเชี่ยวชาญ สามารถเสกสะเก็ดไฟร้อนแรงให้พุ่งกระโจนออกมาจากความว่างเปล่าได้
หลินเส้าฮวายังแสดงวิธีผสานวิชาเคียวสายลมเข้ากับวิชาลูกไฟให้เจียงเฉินดู เพื่อสร้างเป็นวิชาเคียวอัคคีที่มีอานุภาพร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม
เจียงเฉินพบว่าหลินเส้าฮวาไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญการหลอมโอสถเท่านั้น ทว่ายังมีมุมมองอันลึกซึ้งต่อวิชาอาคมอีกด้วย แม้วิชาอาคมทั้งสิบสองชนิดนี้จะเป็นเพียงวิชาพื้นฐานแสนเรียบง่าย แต่เมื่ออยู่ในมือของเขากลับสามารถพลิกแพลงลูกเล่นได้สารพัด
เขาอดไม่ได้ที่จะรำพึงรำพัน อาจารย์คือยอดอัจฉริยะแห่งยุคอย่างแท้จริง น่าเสียดายที่รากปราณเบญจธาตุกลายเป็นตัวถ่วงรั้งฝีเท้าของเขาเอาไว้ มิเช่นนั้นเขาคงได้กลายเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกผู้บำเพ็ญเพียรไปแล้ว!
รอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปก่อนเถิด หากในวันข้างหน้าระดับการบำเพ็ญเพียรของข้ารุดหน้า ข้าจะแบ่งปันสมุนไพรวิเศษที่ใช้ขวดแก้วเร่งอายุขึ้นมาให้อาจารย์ได้ใช้ประโยชน์ เมื่อมีสมุนไพรวิเศษคอยช่วยหนุนนำ อาจารย์ย่อมสามารถชดเชยข้อด้อยของรากปราณเบญจธาตุได้ และต้องสามารถสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรได้อย่างแน่นอน!
เวลาพริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน เจียงเฉินกลืนกินยารวบรวมลมปราณไปไม่น้อย และใช้ธูปหอมหล่อเลี้ยงวิญญาณไปถึงสิบสองก้าน ในที่สุดเขาก็สามารถเลื่อนระดับสู่ขั้นสร้างรากฐานชั้นที่สี่ได้อย่างราบรื่น
เพื่อไม่ให้ผู้อาวุโสเย่เกิดความสงสัย เขาจึงทำตัวว่าง่ายเดินไปให้ผู้อาวุโสเย่ตรวจสอบระดับการบำเพ็ญเพียรถึงหอฉี่เทียน พร้อมกับร้องขอวิชาลูกไฟที่ตนเรียนรู้จนเชี่ยวชาญแล้วมาด้วย
เมื่อผู้อาวุโสเย่เห็นว่าเจียงเฉินใช้เวลาเพียงสามเดือนก็สามารถเลื่อนขึ้นสู่ชั้นที่สี่ได้ เขาก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขาปักใจเชื่อว่าเจียงเฉินก้าวหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ย่อมเป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเถาวัลย์มาร เขาจึงเอ่ยปากชมเชยความพากเพียรของเจียงเฉินอย่างออกรสออกชาติ ซ้ำยังกำชับให้เขาพยายามต่อไป และสัญญาว่าเมื่อเจียงเฉินบรรลุถึงชั้นที่ห้าเมื่อใด เขาจะลงมือหลอมอุปกรณ์เวทให้เจียงเฉินด้วยตนเอง
แน่นอนว่าเจียงเฉินแสร้งทำเป็นหวาดกลัวและซาบซึ้งในพระคุณอย่างล้นเหลือ ทว่าในใจกลับก่นด่าโคตรเหง้าศักราชของผู้อาวุโสเย่ไปแล้วสิบแปดชั่วโคตร
เมื่อกลับมาถึงหอหลอมโอสถ เจียงเฉินก็เล่าเรื่องที่ผู้อาวุโสเย่ตั้งใจจะหลอมอุปกรณ์เวทให้ตนฟัง หลินเส้าฮวาได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเหยียดหยามทันที
"ตาเฒ่านั่นจะไปมีปัญญาหลอมอุปกรณ์เวทดีๆ อันใดให้เจ้าได้กันเล่า อย่างมากก็แค่เอาอุปกรณ์เวทระดับต่ำห่วยๆ มาหลอกซื้อใจคนเท่านั้นแหละ"
"อุปกรณ์เวทมีแบ่งแยกเป็นระดับชั้นด้วยหรือขอรับ"
"ย่อมต้องมีสิ สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนแบ่งแยกสูงต่ำลดหลั่นกันไป"
หลินเส้าฮวาอธิบายต่อ "อุปกรณ์เวทถือเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของผู้บำเพ็ญเพียร ความสำคัญของมันอาจจะเหนือกว่าวิชาอาคมเสียด้วยซ้ำ!"
"ช่วงขั้นรวบรวมลมปราณจะสามารถหลอมและใช้งานได้เพียงอุปกรณ์เวทเท่านั้น เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานจึงจะสามารถหลอมและใช้งานอุปกรณ์วิญญาณได้ และเมื่อถึงขั้นจินตันจึงจะสามารถหลอมของวิเศษประจำกายเป็นของตนเองได้"
เมื่อกล่าวถึงของวิเศษประจำกาย แววตาของหลินเส้าฮวาก็ทอประกายใฝ่ฝัน "ตระกูลหลินของเราเคยมีบรรพบุรุษบรรลุขั้นจินตัน แม้ท่านปรมาจารย์จินตันผู้นั้นจะสิ้นอายุขัยไปนานแล้ว ทว่าของวิเศษประจำกายของท่านยังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ข้าเคยเห็นท่านทวดและท่านปู่ร่วมมือกันใช้ของวิเศษชิ้นนั้น ระเบิดสัตว์อสูรระดับสามพร้อมกับภูเขาลูกใหญ่ไปพร้อมกัน ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายเลยทีเดียว!"
ระเบิดภูเขาทั้งลูกเลยหรือ!
เจียงเฉินไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าภาพเหตุการณ์นั้นจะน่าตื่นตาตื่นใจเพียงใด
"ความแข็งแกร่งของของวิเศษนั้นยากจะพรรณนา ส่วนอุปกรณ์วิญญาณและอุปกรณ์เวทนั้นด้อยกว่ามากนัก อุปกรณ์วิญญาณและอุปกรณ์เวทถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง และระดับสุดยอด อานุภาพของแต่ละระดับนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อุปกรณ์เวทระดับต่ำนั้นแข็งแกร่งกว่าอาวุธทั่วไปเพียงเล็กน้อย ทว่าอุปกรณ์เวทระดับสุดยอดกลับสามารถสังหารคนได้โดยไร้ร่องรอย"
"น่าเสียดายที่อาจารย์ไม่มีวัตถุดิบหลอมอุปกรณ์ที่เหมาะสมอยู่ในมือเลย วัตถุดิบในการหลอมของสำนักล้วนถูกเย่ฉางชุนผูกขาดไว้แต่เพียงผู้เดียว ข้าจึงหามาไม่ได้ มิเช่นนั้นต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็จะต้องหลอมอุปกรณ์เวทระดับสูงให้เจ้าไว้ป้องกันตัวสักชิ้นให้จงได้"
เจียงเฉินเบิกตากว้าง "อาจารย์หลอมอุปกรณ์เวทเป็นด้วยหรือขอรับ!"
"วิชาหลอมอุปกรณ์และหลอมโอสถนั้นเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกัน แม้ตระกูลหลินของเราจะไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการหลอมอุปกรณ์ แต่การหลอมอุปกรณ์เวทระดับสูงสักชิ้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด"
"แล้วการหลอมอุปกรณ์ต้องใช้วัตถุดิบอันใดบ้างหรือขอรับ"
"ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกแร่ธาตุแปลกประหลาด หรือสมุนไพรวิเศษบางชนิดก็สามารถนำมาหลอมอุปกรณ์ได้เช่นกัน อย่างเช่นไผ่เก้าสีที่เคยพูดถึงก่อนหน้านี้ เพียงแต่วัตถุดิบในการหลอมอุปกรณ์นั้นหายากกว่าวัตถุดิบในการหลอมโอสถเสียอีก"
"เช่นนั้นอาจารย์สอนข้าหลอมอุปกรณ์ได้หรือไม่ขอรับ"
หลินเส้าฮวาชะงักไปเล็กน้อย
"สอนน่ะสอนได้ แต่แม่ครัวที่เก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจหุงข้าวได้หากไร้ซึ่งข้าวสาร หากได้แต่สอนปากเปล่าก็คงเป็นเพียงการคุยโวโอ้อวดไร้ความหมาย" หลินเส้าฮวาทอดถอนใจ "หากมีไผ่เก้าสีที่เหมาะสมก็คงจะดี ของวิเศษประจำตระกูลหลินของเราก็เป็นกระบี่บินที่หลอมมาจากไผ่เก้าสีอายุแปดพันปี ลูกหลานรุ่นหลังล้วนเลียนแบบกระบี่บินเล่มนี้ในการหลอมอุปกรณ์ พวกเราจึงมีประสบการณ์ในการหลอมไผ่เก้าสีมากที่สุด!"
"อุปกรณ์เวทไผ่เก้าสียังสามารถนำมาใช้ร่วมกับด้วงลายทองที่กินใบไผ่เก้าสีเป็นอาหาร เพื่อสร้างเป็นสุดยอดกระบวนท่ากระบี่อย่างประกายทองเงาไผ่ได้อีกด้วย!"
เมื่อได้ยินหลินเส้าฮวาอธิบายเช่นนั้น เจียงเฉินก็ยิ่งรอไม่ไหวอยากจะเรียนรู้วิธีการหลอมอุปกรณ์เวทให้ได้
เขาสามารถเร่งอายุไผ่เก้าสีได้ ส่วนไข่ของด้วงลายทองก็กำลังค่อยๆ ฟักตัว ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาอาจจะหลอมอุปกรณ์เวทไผ่เก้าสีอันทรงพลังขึ้นมาได้จริงๆ และได้ใช้กระบวนท่าในตำนานอย่างประกายทองเงาไผ่อีกด้วย!
กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างเงียบเชียบ เหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บพร้อมกับหิมะโปรยปรายได้หวนกลับมาเยือนดินแดนแห่งนี้อีกครา
เผลอแป๊บเดียวเจียงเฉินก็เข้ามาอยู่ในเขตศิษย์สายนอกเกือบจะครบหนึ่งปีแล้ว เมื่อยืนมองหิมะตกโปรยปรายอยู่ภายในหอหลอมโอสถ เจียงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจให้กับโชคชะตาอันน่าประหลาดของชีวิต
หิมะตกหนักเช่นนี้เมื่อปีกลาย เขาเป็นเพียงลูกศิษย์ที่ต้องอาศัยใบบุญผู้อื่น และเกือบจะหนาวตายอยู่กลางป่าเขา ทว่าปีนี้เขากลับกลายเป็นเซียนในสายตาของปุถุชนทั่วไปเสียแล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสถานะ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือสถานการณ์
ต่อให้ได้เปลี่ยนสถานะแล้ว สถานการณ์ของเจียงเฉินในยามนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่าอดีตสักเท่าใดนัก
นับจากวันที่เสี่ยวผิงมาเยี่ยมคราวก่อนก็ล่วงเลยมาถึงห้าเดือนแล้ว เมื่อก่อนเจียงเฉินมักจะกังวลว่าเสี่ยวผิงเอาแต่พะวงถึงตนจนส่งผลเสียต่อการบำเพ็ญเพียรของนาง ทว่ามาบัดนี้เขากลับกังวลว่าเสี่ยวผิงจะลืมเลือนเขาไปแล้ว และไม่กลับมาเยี่ยมเยียนที่เขตศิษย์สายนอกอีก
"วันนี้เจ้าเป็นคนหลอมยารวบรวมลมปราณเตานี้ก็แล้วกัน"
"ขอรับอาจารย์"
เจียงเฉินเดินมาหยุดอยู่หน้าเตาหลอมโอสถ เขาออกคำสั่งให้ผู้คนช่วยกันเร่งไฟในเตาทองแดงอย่างคล่องแคล่ว
ตลอดครึ่งปีที่หลินเส้าฮวาถ่ายทอดวิชาความรู้ให้จนหมดเปลือก เจียงเฉินก็สามารถเรียนรู้วิชาหลอมโอสถของหลินเส้าฮวาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้จะยังไม่ชำนาญเท่าหลินเส้าฮวา ทว่าตอนนี้เขาก็สามารถลงมือหลอมโอสถด้วยตนเองได้อย่างไร้ปัญหา อย่างมากก็แค่อัตราความสำเร็จในการหลอมและคุณภาพของโอสถจะด้อยกว่าเล็กน้อยเท่านั้น
ก่อกองไฟ โยนโครงยาลงไป หลอมรวมตัวยาหลัก ปรับเปลี่ยนอุณหภูมิไฟ ผสมผสานสรรพคุณยา...
ขั้นตอนการหลอมโอสถอันซับซ้อนดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้การสั่งการอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเจียงเฉิน ในที่สุดยารวบรวมลมปราณชุดหนึ่งก็หลอมเสร็จสมบูรณ์ เจียงเฉินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ทันใดนั้นเสียงปรบมือดังกังวานก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"เตานี้เสียหายไปตั้งสามเม็ด หลอมได้แย่กว่าเตาที่แล้วเสียอีก ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งชมข้าเลยขอรับ"
"ศิษย์น้องเจียงใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็สามารถลงมือหลอมยารวบรวมลมปราณด้วยตนเองได้แล้ว ต่อให้มีเสียงปรบมือให้ศิษย์น้องเจียงมากกว่านี้ก็ไม่ถือว่ามากเกินไปหรอก"
เมื่อได้ยินเสียงนี้ เจียงเฉินก็หันขวับกลับไปมองทันที เขาก็พบศิษย์พี่จ้าวเรือนผมสีแดงกำลังเดินย่ำหิมะเข้ามาหานางเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายเขา แม้ใบหน้าของศิษย์พี่จ้าวจะแต่งแต้มเครื่องสำอางงดงาม ทว่าเจียงเฉินกลับรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก ในสายตาของเขา หญิงสาวผู้นี้เป็นดั่งอสรพิษเคลือบยาพิษอันฉูดฉาด
"ศิษย์พี่จ้าวอุตส่าห์มาเยือนถึงที่ ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดจะชี้แนะหรือขอรับ"
"ข้าแค่แวะมาดูว่าศิษย์น้องเจียงเรียนวิชาหลอมโอสถไปถึงขั้นใดแล้วต่างหากเล่า"
นางหยิบยารวบรวมลมปราณขึ้นมาเม็ดหนึ่งแล้วพลิกดูซ้ายดูขวา
"ไม่เลว ไม่เลวเลย มีฝีมือเทียบเท่าศิษย์พี่หลินถึงเจ็ดส่วนแล้ว หากท่านอาจารย์ทราบเรื่องย่อมต้องดีใจมากแน่"
เจียงเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชมเชยขอรับ"
"จริงสิ เกือบจะลืมบอกเจ้าไปเลย แม่หนูเพื่อนสมัยเด็กจากศิษย์สายในของเจ้ามารอเจ้าอยู่ที่ริมลำธารแล้วนะ อากาศหนาวเหน็บปานนี้นางยังอุตส่าห์ลดตัวมาเยี่ยมเจ้า..." ศิษย์พี่จ้าววางมือลงบนไหล่ของเจียงเฉิน พลางเป่าลมหายใจหอมกรุ่นรดริมหูของเขา "เจ้าหนูนี่วาสนาเรื่องผู้หญิงไม่เบาเลยนะ"
เสี่ยวผิงมาแล้ว!!?
หัวใจของเจียงเฉินเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นทันที
"ศิษย์พี่ เช่นนั้นข้าขอตัวไปหานางก่อนนะขอรับ จะปล่อยให้คนของศิษย์สายในรอนานไม่ได้"
"ไปสิ พวกเราไปด้วยกัน พวกเจ้าก็จู๋จี๋ดูดดื่มกันไป ข้าศิษย์พี่คนนี้จะคอยดูต้นทางให้อยู่ห่างๆ รับรองว่าจะไม่มีใครเข้าไปขัดจังหวะความหวานชื่นของพวกเจ้าได้แน่"
ศิษย์พี่จ้าวเดินนำหน้าไปก่อน นางหันขวับกลับมามอง
"ศิษย์น้องยังมัวยืนอึ้งอยู่อีกทำไมเล่า ปล่อยให้สาวงามรอนานมันเสียมารยาทรู้หรือไม่!?"
เจียงเฉินปรายตามองหลินเส้าฮวาที่ยืนเงียบอยู่ ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าตามไป
[จบแล้ว]