- หน้าแรก
- เคล็ดวิชาขวดหยก สร้างตำนานเซียนอมตะ
- บทที่ 25 - หวนคำนึงถึงบ้านเกิด
บทที่ 25 - หวนคำนึงถึงบ้านเกิด
บทที่ 25 - หวนคำนึงถึงบ้านเกิด
บทที่ 25 - หวนคำนึงถึงบ้านเกิด
หลินเส้าฮวาเอนกายพิงโต๊ะปรุงยา เขาล้วงหาโอสถเม็ดหนึ่งจากแขนเสื้อแล้วกลืนลงไป สีหน้าของเขาพลันแข็งทื่อและดูย่ำแย่ลงตามฤทธิ์ยา ร่างกายโอนเอนไปมาเกือบจะล้มพับลงตรงนั้น
เจียงเฉินรีบถลาเข้าไปประคอง แต่หลินเส้าฮวากลับโบกมือห้าม
"ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าใช้ไข่แมลงกดทับเถาวัลย์มารเอาไว้ ชั่วคราวนี้ข้ายังไม่ตกอยู่ในสภาวะธาตุไฟเข้าแทรกหรอก ตลอดหลายปีมานี้ที่ข้ายังมีชีวิตรอดมาได้ก็ต้องขอบคุณไข่ของด้วงลายทองนี่แหละ"
เจียงเฉินนึกถึงศิษย์ผู้ดูแลที่ถูกปรสิตเกาะกินจนตายในถ้ำสมุนไพร เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ที่บอกว่าเถาวัลย์มารช่วยให้คนบำเพ็ญเพียรได้รวดเร็วขึ้น ล้วนเป็นเพียงข้ออ้างที่ผู้อาวุโสเย่ปั้นแต่งขึ้นมาใช่หรือไม่ขอรับ ข้าคิดว่าการที่ผู้อาวุโสเย่รีบร้อนชักจูงให้ผู้คนกลืนเมล็ดพันธุ์มารลงไปเช่นนี้ ร้อยทั้งร้อยคงมีแผนการอื่นแอบแฝงอยู่เป็นแน่"
"ถูกต้อง เจ้าฉลาดมาก"
หลินเส้าฮวากล่าวด้วยความสะท้อนใจ "ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้น หากไม่มีผลประโยชน์ย่อมไม่ลงมือทำสิ่งใดให้เหนื่อยเปล่า เย่ฉางชุนผู้นั้นเป็นคนเห็นแก่ตัวหน้าไหว้หลังหลอก มีหรือที่เขาจะยอมเสียสละเพื่อปูทางสู่ความเป็นเซียนให้ผู้อื่น"
"เมื่อถูกเถาวัลย์มารเกาะกิน แม้ผู้บำเพ็ญเพียรจะสามารถหยิบยืมพลังของมันมาช่วยเร่งดูดซับปราณฟ้าดินเพื่อบำเพ็ญเพียรได้ ทว่าการเติบโตของเถาวัลย์มารกลับแลกมาด้วยการกัดกินพลังชีวิตของมนุษย์"
"เมื่อกลืนเมล็ดพันธุ์มารลงไปแล้ว ก็จำต้องเลื่อนระดับขั้นบำเพ็ญเพียรขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อดิ้นรนยืดอายุขัยของตนเอามาหล่อเลี้ยงเถาวัลย์มาร"
"หากการบำเพ็ญเพียรหยุดชะงักเมื่อใด เถาวัลย์มารก็จะสูบเอาอายุขัยที่เหลืออยู่จนเหือดแห้ง ทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นเพียงซากศพเดินได้"
"บรรดาศิษย์ที่ตายเพราะธาตุไฟเข้าแทรกเหล่านั้น ล้วนแต่ถูกเถาวัลย์มารสูบอายุขัยไปจนหมดสิ้นนั่นแหละ"
เจียงเฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย "แล้วผู้อาวุโสเย่ใช้วิธีใดนำคนที่ถูกปรสิตเกาะกินเหล่านี้มาเป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือขอรับ"
หลินเส้าฮวาส่ายหน้า
"นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเย่ฉางชุน!"
"ในสายตาของเขา ศิษย์สายนอกทุกคนล้วนเป็นเพียงปุ๋ยบำรุงชั้นดี มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้วิธีดูดซับพลังจากเถาวัลย์มารในร่างผู้อื่นมาเพิ่มพูนพลังให้ตนเอง เขาไม่มีทางถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ให้ผู้ใดเด็ดขาด"
เมื่อเจียงเฉินได้ฟังดังนั้น คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่น
"ในเมื่อหัวหน้าผู้ดูแลหลินมองทะลุถึงธาตุแท้ของผู้อาวุโสเย่มาตั้งนานแล้ว เหตุใดจึงไม่นำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่ทางศิษย์สายในเล่าขอรับ สำนักเสินฮว๋าเป็นถึงสำนักฝ่ายธรรมะ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ผู้อาวุโสเย่มากระทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าเยี่ยงพรรคมารในเขตศิษย์สายนอกเช่นนี้แน่ หากผู้อาวุโสฝ่ายกฎระเบียบของสำนักทราบเรื่อง ย่อมต้องลงมือจับกุมผู้อาวุโสเย่มาลงโทษตามกฎอย่างแน่นอนขอรับ!"
หลินเส้าฮวาส่ายหน้าอย่างจนใจ
"ตาเฒ่าเย่ฉางชุนผู้นี้แม้จะชอบพ่นวาจาเหลวไหล ทว่าบางคำพูดก็ยากจะปฏิเสธ เขาเคยบอกว่าในสายตาของคนฝั่งศิษย์สายใน พวกเราศิษย์สายนอกล้วนเป็นแค่มดปลวกและไอ้โง่เง่า มีค่าแค่เป็นทาสรับใช้พวกมันเท่านั้น คำพูดประโยคนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน!"
"ข้าเองก็เคยคิดหาโอกาสนำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่ศิษย์สายใน ทว่าศิษย์สายนอกไม่อนุญาตให้ก้าวล่วงเข้าไปในเขตศิษย์สายใน ส่วนคนของศิษย์สายในก็ไม่อยากเสวนาพาทีกับพวกเรา ต่อให้ข้าอยากจะเปิดโปงความจริง ข้าก็ไม่มีช่องทางให้ทำได้หรอก"
"อีกอย่างเย่ฉางชุนก็จับตาดูข้าอย่างเข้มงวด แม้ข้าจะสามารถไปไหนมาไหนในเขตศิษย์สายนอกได้อย่างอิสระ ทว่าเมื่อใดที่ข้าย่างเท้าออกจากเขตสายนอก ตาเฒ่านั่นก็จะรู้ตัวทันทีและตามจับข้ากลับมา ข้าเองก็ไม่มีหลักฐานมัดตัวมันแน่นหนา ต่อให้หาทางติดต่อกับศิษย์สายในได้ พวกเขาก็คงไม่ยอมรับฟังคำพูดเลื่อนลอยของศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อยอย่างข้าหรอก"
หลินเส้าฮวาบีบเมล็ดพันธุ์มารที่ตายแล้วเม็ดนั้นไว้ในมือ
"แต่ตอนนี้ข้ามีหลักฐานแล้ว เมล็ดพันธุ์มารเม็ดนี้บวกกับบันทึกตลอดหลายปีของข้า หากของสองสิ่งนี้ส่งไปถึงมือศิษย์สายในได้ ย่อมต้องสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ได้แน่"
เจียงเฉินพลันกระจ่างแจ้ง
"ท่านต้องการยืมมือข้าส่งหลักฐานไปให้ศิษย์สายในหรือขอรับ"
หลินเส้าฮวาพยักหน้าด้วยความยินดี
"ที่ข้าช่วยชีวิตเจ้า ไม่ใช่แค่เพราะเห็นใจในชะตากรรมเดียวกัน แต่เป็นเพราะเล็งเห็นว่าเจ้ามีคนใกล้ชิดบำเพ็ญเพียรอยู่ในศิษย์สายใน แม่หนูน้อยคนนั้นน่าจะได้รับความสำคัญจากผู้หลักผู้ใหญ่ในนั้นไม่น้อย หากเจ้ายอมมอบหลักฐานให้นาง ความผิดของผู้อาวุโสเย่ย่อมไม่มีทางหลบซ่อนได้อีกต่อไป!"
ทันทีที่ได้ยินว่าหลินเส้าฮวาต้องการดึงเสี่ยวผิงเข้ามาเอี่ยวด้วย เจียงเฉินที่เพิ่งจะเลือดเดือดฮึกเหิมเมื่อครู่ก็พลันเงียบกริบ เขาไม่มั่นใจเลยว่าเรื่องที่หลินเส้าฮวาพูดจะลุล่วงไปได้ตามแผน
ตัวเขาเองตกอยู่ในวงล้อมนี้แล้ว จะบุกน้ำลุยไฟก็ย่อมได้ ทว่าเสี่ยวผิงนางอยู่ห่างไกลจากเรื่องพวกนี้ เจียงเฉินไม่อยากดึงนางลงมาเกลือกกลั้วกับน้ำขุ่นคลั่กนี้เลยจริงๆ
เมื่อเห็นเจียงเฉินมีท่าทีลังเล หลินเส้าฮวาก็เริ่มร้อนรน
"เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่หนูน้อยคนนั้นหรอก นางเพียงแค่ช่วยนำความไปแจ้งแก่ผู้อาวุโสฝ่ายกฎระเบียบของศิษย์สายในเท่านั้น อีกทั้งฐานะศิษย์สืบทอดสายตรงของนาง ก็ยังมีศักดิ์สูงกว่าผู้อาวุโสสายนอกอย่างเย่ฉางชุนเสียอีก นี่คือทางรอดเดียวของพวกเราในตอนนี้นะ!"
"แต่ว่า..."
หลินเส้าฮวากล่าวด้วยความทอดถอนใจ "ไม่มีสิ่งใดให้ต้องลังเลแล้ว! เจียงเฉินแม้ตอนนี้เจ้าจะยังไม่ถูกเถาวัลย์มารเกาะกิน ทว่าหากปล่อยเวลาล่วงเลยไป เย่ฉางชุนย่อมต้องพบพิรุธและลงมือฝังเมล็ดพันธุ์มารลงในร่างเจ้าด้วยตนเองแน่ ถึงเวลานั้นข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้วนะ!"
"เมื่อเมล็ดพันธุ์มารหยั่งรากลงไปแล้ว การจะถอนรากถอนโคนมันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือมันไม่มีทางถอนออกได้เลยต่างหาก!"
เจียงเฉินเลิกคิ้วขึ้น
"แล้วท่านจะทำเช่นไรเล่าขอรับ"
"ต่อให้เปิดโปงสำเร็จ ผู้อาวุโสเย่ยอมรับผิดรับโทษ ทว่าท้ายที่สุดท่านก็ยังต้องถูกเถาวัลย์มารสูบพลังจนตายอยู่ดีมิใช่หรือ หรือว่าแม้แต่ยอดฝีมือของสำนักเสินฮว๋าก็ยังไม่อาจถอนเถาวัลย์มารในตัวท่านได้"
หลินเส้าฮวาเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องหน้า แววตาของเขาช่างเศร้าสร้อยรันทดราวกับจะมองทะลุผืนนภาอันกว้างใหญ่ไพศาล
"เท่าที่ข้าสังเกต เถาวัลย์มารได้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับจุดตันเถียนของข้าไปนานแล้ว หากถอนเถาวัลย์มารออก ย่อมต้องทำลายจุดตันเถียนของข้าไปด้วย สำนักเสินฮว๋ามียอดฝีมือดั่งเมฆหมอก บางทีอาจจะมีใครสักคนที่สามารถขับไล่เถาวัลย์มารออกไปได้โดยที่ข้าไม่บุบสลาย แต่เจ้าคิดว่ายอดฝีมือเหล่านั้นจะยอมลงแรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อมดปลวกอย่างข้าหรือ"
"ข้ากลายเป็นคนตายไปนานแล้ว การเปิดโปงเย่ฉางชุนเป็นเพียงการแก้แค้นของข้าเท่านั้น!"
"ปีนั้นเขาใช้คำพูดหว่านล้อมหลอกล่อข้าออกมาจากตระกูล สัญญากับข้าถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ สัญญากับข้าว่าจะช่วยให้ข้าประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง"
หลินเส้าฮวากำหมัดแน่นทุบลงบนโต๊ะปรุงยาอย่างแรง
"แต่ตอนนี้ข้าได้สิ่งใดกลับมาบ้าง ก็แค่ร่างที่กำลังจะตายกับใจที่เฝ้าถวิลหาบ้านเกิดเท่านั้นเอง!"
"ข้ายินดีอ้าแขนรับความตายอย่างสงบ แต่มันต้องไม่ได้อยู่สุขสบาย!"
เมื่อเห็นขอบตาที่แดงก่ำของหลินเส้าฮวา เจียงเฉินก็พยักหน้ารับ
"ตกลงขอรับ!"
"ข้าจะมอบหลักฐานเหล่านี้ให้เสี่ยวผิง อาจารย์ของนางคือผู้อาวุโสหวังผู้เลื่องชื่อ เป็นถึงยอดฝีมือขั้นจินตัน หากท่านผู้อาวุโสหวังยอมยื่นมือเข้าช่วย ผู้อาวุโสเย่ก็ย่อมไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่ แต่หัวหน้าผู้ดูแลหลินท่านอย่าเพิ่งหมดหวังไป บางทีถึงเวลานั้นผู้อาวุโสหวังอาจจะยอมช่วยถอนเถาวัลย์มารให้ท่าน เพื่อให้ท่านได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยก็ได้นะขอรับ"
"กลับบ้านหรือ..."
เมื่อพูดถึงคำสองคำนี้ หลินเส้าฮวาก็ทอดถอนใจเฮือกใหญ่
"พวกเขาก็คงไม่อยากเจอหน้าข้าแล้วกระมัง..."
"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรขอรับ!"
"เจ้าไม่เข้าใจหรอก..."
ด้วงลายทองตัวหนึ่งคลานออกมาจากแขนเสื้อของหลินเส้าฮวา มันไต่สำรวจไปทั่วฝ่ามือของเขา ในที่สุดมันก็ตั้งท่าจะกางปีกบิน ทว่ากลับถูกหลินเส้าฮวาคว้าหมับเอาไว้ เขาพึมพำแผ่วเบา "ข้าไม่ได้เกิดในครอบครัวชาวบ้านทั่วไป ข้าคือทายาทของตระกูลหลินแห่งคุนซาน ตระกูลหลินแห่งคุนซานแม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่คับฟ้า ทว่าก็สืบทอดกันมานับพันปี บรรพบุรุษยังเคยให้กำเนิดยอดฝีมือขั้นจินตันด้วยซ้ำ"
"ตระกูลหลินของเรายึดถือการหลอมโอสถและเลี้ยงแมลงวิเศษเป็นรากฐาน วิชาหลอมโอสถและเลี้ยงแมลงนี้สืบทอดให้เฉพาะบุรุษไม่ถ่ายทอดให้สตรี ทว่าการหมกมุ่นอยู่กับการหลอมโอสถและเลี้ยงแมลงมีพิษมายาวนาน ส่งผลกระทบต่อร่างกายของคนในตระกูล คนตระกูลหลินของเราจึงมีลูกยากขึ้นเรื่อยๆ คุณภาพรากปราณของลูกหลานรุ่นหลังก็ตกต่ำลงทุกที"
"เมื่อสืบทอดมาถึงรุ่นพ่อของข้า ตระกูลหลินก็เหลือสายเลือดหลักเพียงสายเดียว ท่านพ่อท่านแม่ของข้าอายุล่วงเข้าวัยร้อยปีแล้วจึงค่อยให้กำเนิดข้ามาได้ เดิมทีพวกท่านตั้งความหวังไว้ว่าข้าจะสามารถนำพาตระกูลหลินให้เจริญรุ่งเรืองและสืบทอดทายาทต่อไปได้ ทว่าข้ากลับมีรากปราณเบญจธาตุที่แสนจะไม่เอาถ่านเสียนี่!"
"เจ้าเข้าใจความสิ้นหวังแบบนั้นหรือไม่"
หลินเส้าฮวาถอนหายใจยาว "ตั้งแต่เล็กจนโตข้าต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสายตาดูแคลนของบรรดาผู้อาวุโสในตระกูลหลิน แม้กระทั่งพ่อบังเกิดเกล้า เมื่อเห็นหน้าข้าก็เอาแต่ยืนถอนหายใจ ข้าไม่หลงเหลือความคาดหวังใดต่อตระกูลหลินอีกแล้ว ข้าเพียงแค่อยากกลับไปเยี่ยมท่านแม่ของข้าสักครั้งก็เท่านั้น..."
"พวกเขารังแกข้าเหยียดหยามข้า ข้าล้วนอดทนได้ ทว่าท่านแม่ของข้ากลับทนไม่ได้ ทุกครั้งนางจะต้องออกกางปีกปกป้องข้าและตอบโต้สายตาดูแคลนเหล่านั้น"
"ข้าอยากจะเชิดหน้าชูตาให้ท่านแม่ อยากแสดงฝีมือให้พวกมันหุบปาก ข้าจึงถูกคำลวงของเย่ฉางชุนปั่นหัวได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น ข้าตามเขามาบำเพ็ญเพียรที่สำนักเสินฮว๋า เฝ้ารอคอยว่าจะมีสักวันที่ข้าได้ผงาดง้ำ ทว่าน่าเสียดาย... ท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงขยะในสายตาของพวกมันดังคำปรามาสอยู่ดี..."
"เช่นนั้นท่านยิ่งต้องรอดกลับไปให้ได้นะขอรับ!"
เจียงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"มีชีวิตอยู่ถึงจะมีความหวัง มีชีวิตอยู่ถึงจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้!"
"ท่านยังมีมารดาเฝ้ารอให้ท่านกลับไป ส่วนข้าบิดามารดาด่วนจากไปตั้งนานแล้ว ถึงจะเป็นเช่นนั้น ข้าก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป"
"การมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่ออวดให้ใครเห็น แต่การมีชีวิตอยู่ในแบบของตนเองต่างหากคือความเก่งกาจที่แท้จริง!"
หลินเส้าฮวามองเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนเป็นสิบปีด้วยความอึ้งงัน เขาไม่คิดเลยว่าจะได้ยินเหตุผลอันหนักแน่นทรงพลังจากปากของเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะไม่ประสีประสาเรื่องทางโลกเช่นนี้ ทว่าเพียงชั่วพริบตาต่อมาเขาก็คลายความกังวลใจลงได้ คงมีเพียงเด็กหนุ่มวัยนี้เท่านั้นกระมัง ที่จะมีเลือดลมพลุ่งพล่านไม่ยอมก้มหัวให้ใครเยี่ยงนี้ เมื่อครั้งอดีตตัวเขาเองก็เคยเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ
"ดี!"
หลินเส้าฮวาตบไหล่เจียงเฉินอย่างแรง
"พวกเราต้องรอดออกไปจากเขตศิษย์สายนอกนี้ด้วยกัน"
"ตกลงตามนี้!"
"ตกลงตามนี้!"
[จบแล้ว]