- หน้าแรก
- ระบบยอดนักตกปลา ข้าแค่อยากหนีมาปลีกวิเวก ไหงกลายเป็นมหาเซียนไปได้
- บทที่ 47 - แมลงฤดูร้อนมิอาจพรรณนาถึงน้ำแข็ง
บทที่ 47 - แมลงฤดูร้อนมิอาจพรรณนาถึงน้ำแข็ง
บทที่ 47 - แมลงฤดูร้อนมิอาจพรรณนาถึงน้ำแข็ง
บทที่ 47 - แมลงฤดูร้อนมิอาจพรรณนาถึงน้ำแข็ง
กลับมาถึงหมู่ตึกหลิ่นเยว่ ซูผิงถึงค่อยมีกะจิตกะใจมาทบทวนการเดินทางไปยังตลาดชุมนุมจิ่วเยี่ยในครั้งนี้
พร้อมกับทบทวนภาพความทรงจำของฝูงหนูในหัวอย่างละเอียด
คาดเดาเรื่องราวคร่าวๆ ได้ว่า: คนของพันธมิตรปราบปรามความชั่วร้ายต้องการของบางอย่างหรือความลับบางอย่างจากผู้ฝึกตนหน้าเหยี่ยวผู้นั้น จึงได้จงใจวางแผนไล่ล่าสังหาร
เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าผู้ฝึกตนหน้าเหยี่ยวจะมีเคล็ดวิชาหลบหนี ทำให้บุคคลระดับสูงในเมฆดำต้องปรากฏตัวลงมือด้วยตัวเอง
ส่วนเรื่องที่สังหารผู้ฝึกตนรอบๆ เขาจิ่วเยี่ยเพื่อปิดปากจนหมดสิ้นนั้น
ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายมีจิตสังหารรุนแรงเกินไป ก็อาจจะเป็นเพราะกังวลว่าผู้ฝึกตนหน้าเหยี่ยวจะแพร่งพรายความลับหรือทิ้งเบาะแสอะไรไว้ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานกระมัง?
เพราะอย่างไรเสีย ก็มีแต่คนตายเท่านั้นที่จะเก็บความลับไว้ได้
ส่วนการที่ตลาดชุมนุมจิ่วเยี่ยสามารถรอดพ้นมาได้ เกรงว่าคงต้องขอบคุณผู้ฝึกตนอวิ๋นหยวนที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เปิดค่ายกลตัดขาดการสื่อสารทั้งภายในและภายนอก เพื่อกันตัวเองออกจากเรื่องนี้แต่เนิ่นๆ
แน่นอนว่า ในเรื่องนี้การที่ตระกูลอวิ๋นเป็นตระกูลผู้ฝึกตนก็คงมีบทบาทสำคัญเช่นกัน
มิฉะนั้น เพียงแค่อีกฝ่ายมีข้อสันนิษฐานลอยๆ ตลาดชุมนุมจิ่วเยี่ยก็คงถูกล้างบางไปแล้ว...
เมื่อลำดับเหตุและผลจนกระจ่าง ซูผิงก็สัมผัสได้อย่างลึกซึ้งถึงวิกฤตการณ์จากโลกภายนอก
“อาณาเขตสำนักเซียนนับวันยิ่งวุ่นวาย ภายใต้กลียุคเช่นนี้ พึ่งพาใครก็ไม่สู้พึ่งพาตนเอง!”
“ถ้ำสวรรค์ในกาน้ำก็มีแล้ว งานประมูลคราวนี้ยังได้ค่ายกลลวงตาและอุปกรณ์เวทที่เกี่ยวข้องมาอีก!”
“การวางหมากบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้พอสมควรแล้ว”
“อย่างน้อยก็ลองหาทางเอาของที่สามารถเพิ่มพลังรบมาให้ได้มากขึ้นแล้ว”
ก่อนหน้านี้ ซูผิงเกิดความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณต่ออารยธรรมทางเทคโนโลยีของบ้านเกิด
จึงมักจะทำอะไรกล้าๆ กลัวๆ เน้นการพัฒนาอย่างระมัดระวังเป็นหลัก
ในความเป็นจริงนี่ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
จากข้อมูลที่ซูผิงรวบรวมมาได้ในปัจจุบันเพื่อนำมาประเมิน
ผู้ฝึกตนตัวน้อยขั้นหลอมปราณ ไม่อาจต้านทานอาวุธประจำกายที่ทันสมัยได้
ต่อให้เป็นผู้ฝึกกายาที่มีร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กหล่อ จะแข็งแค่ไหนก็ไม่แข็งไปกว่าแผ่นเหล็กหนาสองนิ้วหรอก
แต่แผ่นเหล็กหนาขนาดนี้ อาวุธประจำกายที่มีอยู่ถมเถก็สามารถยิงทะลุได้สบาย!
แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าผู้ฝึกตนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมือปืน
ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณ แม้จะหลบกระสุนไม่พ้น แต่ก็เร็วกว่าสายตาและการตอบสนองทางร่างกายของมือปืน ดังนั้นขอเพียงแค่หลบปลายกระบอกปืนให้พ้นก็พอแล้ว
ดังนั้นในมุมมองของซูผิง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย แท้จริงแล้วกลับยิ่งเหมาะให้ผู้ฝึกตนระดับต่ำใช้งานมากกว่า!
อาศัยประสาทสัมผัสทั้งห้าและความเร็วในการตอบสนองของร่างกายผู้ฝึกตน ถึงจะสามารถดึงศักยภาพที่แท้จริงของอาวุธเหล่านี้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
จนแสดงให้เห็นถึงพลังรบของมือปืนระดับเทพที่ดูแล้วขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ในมังงะหรือภาพยนตร์ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว สิ่งนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก!
“จริงสิ ยังมีแผ่นศิลาสายเลือดอยู่นี่นา!”
จู่ๆ ซูผิงก็นึกถึงของประมูลที่แพงที่สุดที่ตนเองประมูลมาได้
ในขณะที่กำลังจะหยดเลือดเพื่อทดลอง เขาก็นึกถึงที่มาที่ไปของแผ่นศิลาสายเลือดชิ้นนี้ขึ้นมาได้กะทันหัน
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจว่าจะเข้าไปทดลองในถ้ำสวรรค์ในกาน้ำดีกว่า
มิฉะนั้น หากแผ่นศิลาสายเลือดนี้มีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่ อย่างเช่น หากตรวจสอบพบกายาวิญญาณพิเศษบางอย่างแล้วจะแอบส่งข้อมูลไปให้ผู้สร้าง
ถ้าเป็นแบบนั้นตนเองก็คงหาเหาใส่หัวแท้ๆ
ภายในถ้ำสวรรค์ในกาน้ำ ซูผิงหยิบแผ่นศิลาสายเลือดออกมา
ดูเผินๆ มันก็แค่แผ่นศิลาสีเทาขาวรูปทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาดเท่าฝ่ามือ
ด้านหน้าและด้านหลังของแผ่นศิลาสลักอักษรอาคมอันลึกล้ำสุดจะหยั่งไว้หลายพันตัว
ซูผิงนำหินปราณก้อนหนึ่งไปวางไว้ในร่องตรงกลางแผ่นศิลาสายเลือด จากนั้นก็ค่อยๆ กรีดปลายนิ้ว แล้วหยดเลือดสดๆ หยดหนึ่งลงบนแผ่นศิลา
หลายวินาทีต่อมา แผ่นศิลาสายเลือดก็เริ่มทำงาน พร้อมกับเปล่งแสงสีขาวจางๆ ออกมา
รอจนกระทั่งแสงค่อยๆ จางหายไป
อักษรสีทองตัวใหญ่ห้าตัวคำว่า ‘กายาดับสูญสิบทิศ’ ก็ปรากฏลอยอยู่กลางอากาศเหนือแผ่นศิลาสายเลือด
“เป็นกายาดับสูญสิบทิศจริงๆ ด้วย!”
ซูผิงมองดูชื่อกายาวิญญาณที่ปรากฏบนแผ่นศิลาสายเลือด แม้จะเดาไว้ก่อนแล้วแต่ก็อดดีใจไม่ได้:
“กายาดับสูญสิบทิศแค่หนึ่งในสิบส่วนก็ยังคงเป็นกายาดับสูญสิบทิศ!”
“นี่คือกายาวิญญาณที่สามารถทำให้กลายเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของนิกายสิบทิศได้เลยนะ! ขอแค่ข้ากินปลาหลีฮื้อรุ้งโลหิตชาดอีกเก้าตัว ข้าก็จะได้มาครอบครองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว!”
“อนาคตสดใสรออยู่ การมีอายุยืนยาวก็มีความหวังแล้ว!”
ความกังวลในใจของซูผิงที่มีต่อเรื่องเขาจิ่วเยี่ย ดูเหมือนจะถูกความปีติยินดีนี้พัดพาจนมลายหายไป ทำให้เขาอารมณ์ดีเบิกบานขึ้นมา
หลังจากนั้นซูผิงก็เตรียมตัวเล็กน้อย แล้วเปิดใช้ยันต์กลับเมือง เพื่อเดินทางกลับไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
อารามตงหวัง
นักพรตน้อยโจวเสวียนปั่นจักรยานกลับมาที่อาราม
เขาเพิ่งจะเข้าร่วมงานเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเสร็จ
ผู้ที่ได้พบพานผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริงมาแล้วอย่างเขา ย่อมไม่ใส่ใจที่จะไปเข้าร่วมการถกเถียงเรื่องพระธรรมคัมภีร์เหล่านี้หรอก
เพราะถึงจะเถียงกันไปเถียงกันมา ก็ไม่ได้ช่วยให้สำเร็จอิทธิฤทธิ์ หรือกลายเป็นเซียนขึ้นมาได้หรอก
เพียงแต่งานเสวนาในครั้งนี้ท่านอาจารย์ของเขาก็มาร่วมด้วย โจวเสวียนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
มิฉะนั้น ท่านอาจารย์อาจจะสงสัยเอาได้ว่าเขาฝึกฝนจนธาตุไฟเข้าแทรก หรือหลอมโอสถไม่สำเร็จจนคิดจะหันไปกินยาปลุกประสาท...
“เฮ้อ แมลงฤดูร้อนมิอาจพรรณนาถึงน้ำแข็ง เมื่อก่อนทำไมข้าถึงไม่เคยรู้ตัวเลยนะ ว่าข้ามีอุปสรรคในการสื่อสารกับพวกเขามากขนาดนี้?”
นักพรตน้อยโจวเสวียนบ่นกระปอดกระแปดในใจ จอดจักรยานไว้ให้เรียบร้อย แล้วเดินกลับไปที่ลานด้านหลัง
ฝีเท้าของเขาพลันชะงักงัน ร่างกายยืดตรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
จากนั้นก็โค้งคำนับอย่างลึกซึ้งไปยังแผ่นหลังที่ยืนอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นเทพในอารามด้านหลัง พร้อมกับลดเสียงพูดลงว่า:
“ท่านนักพรต ท่านกลับมาแล้ว”
“อืม ช่วงนี้การฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซูผิงขานรับ หันกลับมามองโจวเสวียน ดวงตาทั้งสองข้างเป็นประกาย จนทำให้โจวเสวียนรู้สึกลนลานจนต้องก้มหน้าลง แล้วเอ่ยเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงและข้อสงสัยในการฝึกฝนของตนเองในช่วงที่ผ่านมาด้วยเสียงแผ่วเบา
“น่าสนใจดี”
หลังจากซูผิงฟังจบ เขาก็ประเมินอยู่ในใจ
โจวเสวียนสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไร้พลังวิญญาณแห่งนี้ แล้วฝึกฝนเคล็ดวิชาเบญจธาตุซึ่งเป็นวิชาดาดๆ ที่ตนมอบให้ จนเกิดความเข้าใจได้อย่างมากมาย
แม้จะยังไม่รู้ถึงพรสวรรค์ด้านรากปราณของเขา แต่ในด้านของสติปัญญาและความเข้าใจ อย่างน้อยก็ต้องจัดอยู่ในระดับอัจฉริยะชั้นยอดเลยทีเดียว!
“ยื่นมือออกมาสิ”
ซูผิงหยิบแผ่นศิลาสายเลือดออกมา แล้วเอ่ยกับโจวเสวียนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ตั้งแต่ตอนที่ซูผิงหยิบแผ่นศิลาออกมา สายตาของโจวเสวียนก็ไม่อาจละไปจากมันได้เลย
เขายื่นมือออกไปอย่างว่าง่าย
จากนั้นซูผิงก็ใช้เล็บกรีดเบาๆ เพื่อให้โจวเสวียนหยดเลือดลงบนแผ่นศิลา
ครู่ต่อมา แผ่นศิลาสายเลือดก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
ซูผิงส่ายหน้าเบาๆ แต่ก็รู้ดีว่านี่เป็นเรื่องที่ผิดคาดแต่ก็สมเหตุสมผล
กายาวิญญาณจะปรากฏขึ้นมาง่ายๆ ได้อย่างไรกัน?
ขนาดในสำนักเซียนที่เต็มไปด้วยเหล่าอัจฉริยะ ก็ยังแทบไม่เคยได้ยินว่ามีสักกี่คนที่มีกายาวิญญาณเลย
ต่อให้บ้านเกิดจะไม่มีพลังวิญญาณ แต่ดูจากพืชพรรณและสัตว์ที่มีความนึกคิดแล้ว ก็ไม่ได้มีสัดส่วนน้อยไปกว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเลย
การจะตามหาผู้ที่มีกายาวิญญาณ ก็ยังคงต้องการเวลาและความช่วยเหลือจากภายนอกอยู่บ้าง
“ท่านนักพรต... ข้า นี่คือ ไม่มีวาสนาเซียนใช่หรือไม่ครับ?”
โจวเสวียนมองดูแผ่นศิลาสายเลือดที่ไร้การตอบสนอง ความรู้สึกเศร้าโศกและไม่ยินยอมก็เอ่อล้นไปทั่วทั้งร่าง
ไม่รอให้น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาในดวงตาของเขา
ซูผิงก็เก็บแผ่นศิลาสายเลือดกลับคืนไป แล้วกล่าวว่า:
“ก็ไม่เชิงหรอก เจ้าก็แค่ไม่มีกายาเต๋าเท่านั้นเอง... แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป ผู้ฝึกตนที่มีรากปราณแต่ไม่มีกายาเต๋ามีอยู่ถมเถไป”
“ขนาดข้าเอง ก็ยังมีกายาเต๋าเพียงแค่ชนิดเดียวเท่านั้น”
“หากอยากรู้ว่าจะสามารถบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนได้หรือไม่ ก็รอให้เจ้าไปถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ถ้ำสวรรค์ แล้วดูว่าจะสามารถชักนำพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายได้หรือไม่ ก็รู้เองแหละ”
ซูผิงกล่าวจบ มือขวาก็ตวัดเบาๆ ในอากาศ
หยกพกโปร่งแสงครึ่งหนึ่ง ดูเลือนรางและไม่เหมือนของจริง ก็ถูกประทับลงในมือของโจวเสวียน
นี่คือบัตรเชิญเข้าสู่ถ้ำสวรรค์ในกาน้ำ
รูปแบบของบัตรเชิญ ซูผิงในฐานะเจ้าของสามารถกำหนดได้เอง
แขกที่ต้องการจะเข้าไปในถ้ำสวรรค์ในกาน้ำ จำเป็นต้องสัมผัสกับบัตรเชิญ และเมื่อได้รับคำเชิญ ก็ต้องตอบตกลงในใจเสียก่อน จึงจะสามารถเข้าไปได้
โจวเสวียนรู้สึกตื่นเต้นจนอยากจะกำหยกพกไว้แน่น แต่ก็พบว่าหยกพกนั้นราวกับภาพโฮโลแกรม ไม่มีสัมผัสที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย
แต่ไม่นานเขาก็ไม่สนข้อสงสัยนี้อีกต่อไป
เมื่อมีคำถามลึกลับบางอย่างดังขึ้นในหัว
ทั้งที่ฟังเสียงคำถามนั้นไม่ออก แต่ก้นบึ้งของหัวใจกลับรับรู้ได้ว่า เสียงนั้นกำลังถามว่าตนยินดีที่จะเข้าไปยังอีกโลกหนึ่งที่อยู่นอกเหนือโลกใบนี้หรือไม่!
“ข้า... ข้ายินดี!”
โจวเสวียนตะโกนลั่นในใจ
จากนั้น ในชั่วพริบตาต่อมา!
ทิวทัศน์ทุกอย่างเบื้องหน้าโจวเสวียนก็พลิกตลบในชั่วอึดใจ และแปรเปลี่ยนเป็น... แดนเซียนเมฆาเยือน!
[จบแล้ว]