- หน้าแรก
- ข้าฝึกเซียนอยู่ดีๆ สวรรค์ดันส่งมาฝ่าภัยแล้งซะงั้น
- บทที่ 18 ดำเนินการเรื่องทะเบียนสำมะโนประชากร
บทที่ 18 ดำเนินการเรื่องทะเบียนสำมะโนประชากร
บทที่ 18 ดำเนินการเรื่องทะเบียนสำมะโนประชากร
บทที่ 18 ดำเนินการเรื่องทะเบียนสำมะโนประชากร
เสียงอสนีบาตดังกึกก้อง หยาดฝนร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
คนตระกูลจ้าวที่หาที่พักพิงไม่ได้เลยแม้แต่น้อยทำได้เพียงนำผ้าห่มมาคลุมไว้บนศีรษะ
จ้าวฝูซิงถูกมารดากอดรัดไว้ในอ้อมอกแน่น บนศีรษะคลุมด้วยหนังสัตว์บางส่วน ชั่วคราวจึงยังไม่ค่อยเปียกฝนเท่าใดนัก
มองดูม่านฝนด้านนอก จิตใจของนางกลับตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับว่ามีสิ่งสำคัญยิ่งยวดบางอย่างกำลังจะจากนางไปเช่นนั้น
ทว่าไม่ว่านางจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกแม้แต่น้อย ภายในใจรู้สึกขมขื่นเป็นหมื่นแสน
ท่านพ่อและพวกพี่ชายหลายคนล้วนได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าหลังจากพายุฝนห่านี้ผ่านพ้นไป อาการบาดเจ็บของพวกเขาจะรุนแรงขึ้นหรือไม่
หากมีสมุนไพรก็คงดี ทว่าวันนี้นางได้แอบอธิษฐานวิงวอนมาเนิ่นนานแล้ว กลับหาพบเพียงสมุนไพรแก้ร้อนในได้ต้นเดียวเท่านั้น
ที่ผ่านมาทุกครั้งที่นางต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ สิ่งของเหล่านั้นก็มักจะปรากฏอยู่รอบกายนางเสมอ
ทว่าครั้งนี้กลับปรากฏสิ่งของออกมาน้อยยิ่งกว่าน้อย
ในส่วนลึกของจิตใจ นางรู้สึกว่าชีวิตของตนไม่ควรจะเป็นเช่นนี้เลย
ทั้งหมดต้องโทษเฉียวชีสตรีชั่วร้ายผู้นั้น หากนางตายไปก็คงไม่มีเรื่องราวมากมายเช่นนี้แล้ว
ไฉนนางถึงไม่ไปตายเสียที!
ไฉนถึงต้องมาพัวพันกับพวกนางอีก!
แววตาของจ้าวฝูซิงฉายแววเคียดแค้นอย่างบิดเบี้ยว
……
เฉียวชีกินมันเทศปิ้งเสร็จกำลังเตรียมตัวพักผ่อนสักครู่ คานบ้านของครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านกลับหักโค่นลงมา
เสียงดังโครมคราม หลังคาทั้งหลังถล่มลงมา พายุฝนสาดเทเข้ามาด้านใน
เฉียวชี: “……”
หากไม่ใช่เพราะนางหลบหลีกได้รวดเร็วก็คงถูกทับไปแล้ว บ้านผุพังอันใดกัน มิสู้บ้านกระท่อมฟางยังจะแข็งแรงกว่าเสียอีก
นางไม่เป็นอันใด ทว่าเฉิงเฟิงกลับโชคร้าย ท่อนแขนหลุดร่วง เจ็บปวดจนใบหน้าซีดเผือด
เฉียวชีเข้าไปในเรือนรอง เห็นเฉิงเฟิงห้อยแขนข้างหนึ่งอยู่ นางไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว ยกมือขึ้นจับกระดูกที่เคลื่อนผิดรูปของเขากลับเข้าที่ในทันที ทำเอาเขาเจ็บปวดจนแหกปากร้องโหยหวนออกมา
“ซีด เจ็บแทบตาย นี่มันบ้านอันใดกัน ยังกล้าเรียกว่าเรือนหลังคากระเบื้องอิฐสีครามอีกหรือ ไม่แข็งแรงเอาเสียเลย”
นี่เพิ่งจะฝนตกได้ไม่นาน บ้านก็พังทลายลงมาเสียแล้ว แม้แต่กระท่อมฟางก็ยังอยู่ดีแท้ๆ
ยังดีที่เขาดวงแข็ง
เฉิงเฟิงบ่นอุบอิบอยู่หลายประโยค เฉียวชีหาหมวกสานในห้องมาสวมไว้บนศีรษะ แล้วไปตรวจสอบคานบ้านที่หักโค่น
แม้คานบ้านจะไม่ใช่ไม้ชั้นเลิศ ทว่าก็แข็งแรงทนทานอย่างแน่นอน ซ้ำยังไม่ถูกแมลงกัดกิน ภายในก็ไม่มีร่องรอยของการผุพัง
ดีๆ อยู่ย่อมไม่มีทางหักโค่นลงมาได้
เมื่อตัดความเป็นไปได้อื่นๆ ออกไป ย่อมเหลือเพียงความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น
คาดว่านางเอกดาวนำโชคตัวน้อยของพวกเรา ยามนี้คงกำลังเคียดแค้นนางเข้ากระดูกดำเป็นแน่
ฮ่าฮ่าฮ่า นี่หรือคือนางเอกดาวนำโชคตัวน้อยผู้มีจิตใจงดงามดีเลิศ
ยามรักก็ปรารถนาให้อยู่รอด ยามเกลียดชังก็ปรารถนาให้ตายตก
กลับมาที่เรือนรอง เฉียวชีถอดหมวกสานวางไว้ด้านข้าง จากนั้นจึงมองไปยังเฉิงเฟิงด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เฉิงเฟิงผู้นี้ก็ช่างโชคร้ายเสียจริง เดิมทีควรจะเป็นหนึ่งในวาสนาของนางเอก บัดนี้กลับถูกความเคียดแค้นของนางเอกลุกลามมาถึงตัวเสียแล้ว
คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับคำสั่งเสียก่อนหน้านี้ของนาง
เฉิงเฟิงไม่เข้าใจเรื่องราว ถูกเฉียวชีมองจนหนังศีรษะชาวาบ มักจะรู้สึกเหมือนไม่มีเรื่องดีอันใดเกิดขึ้น
“พี่... พี่สาวจอมยุทธ์หญิง ปะ... เป็นอันใดไปหรือ?”
“สตรีแซ่จ้าวที่ข้าเคยเอ่ยถึงกับเจ้าก่อนหน้านี้ หากเจ้าไม่อยากสังหารนางให้ตายก็อย่าไปล่วงเกินให้ถึงตาย มิฉะนั้น นี่ก็คือจุดจบของเจ้า”
เฉียวชีชี้ไปที่มือที่กระดูกหักของเขา รอยยิ้มดูพิลึกพิลั่น
เฉิงเฟิงไม่ใช่นาง หากปล่อยให้จ้าวฝูซิงเคียดแค้นเข้ากระดูกดำ คาดว่าคงได้ตายอย่างน่าอนาถเป็นแน่
“เหตุใดหรือ?”
ดวงตากลมโตของเฉิงเฟิงฉายแววฉงนสงสัย ไม่อาจเข้าใจเรื่องราวเหนือธรรมชาติเช่นที่เฉียวชีกล่าวมาได้
เฉียวชีไม่ได้อธิบายอันใดอีก เฉิงเฟิงอยากถามแต่ก็ไม่กล้าถาม ทำได้เพียงกลั้นเอาไว้
……
แสงรุ่งอรุณแรกแย้ม พายุฝนเพิ่งจะหยุดตกเมื่อถึงยามฟ้าสาง
หลังจากเฉิงเฟิงแน่ใจแล้วว่าเฉียวชีจะไม่พาเขาไปด้วยอย่างแน่นอน เมื่อคืนวานเขาจึงฝ่าสายฝนไปติดต่อผู้คนบางส่วนในหมู่บ้าน
ขอเพียงส่งเขาไปยังเมืองผิงหยวนได้อย่างปลอดภัย แต่ละคนก็จะได้รับเงินสองร้อยตำลึงเงิน
ภายใต้เงินรางวัลสูงลิ่วถึงเพียงนี้ ผู้คนไม่น้อยต่างก็หวั่นไหว
ส่วนเรื่องที่ว่าคำพูดของเฉิงเฟิงเป็นความจริงหรือไม่นั้น พวกเขาไม่มีเวลาให้พิจารณาอันใดมากมายอีกแล้ว
ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องเดินทางไปยังเมืองผิงหยวนอยู่แล้ว หากบังเอิญเป็นเรื่องจริงเล่า? จากที่นี่ห่างจากเมืองผิงหยวนเพียงแค่ระยะทางเดินเท้าไม่กี่วันเท่านั้น
สำหรับการลักพาตัวเฉิงเฟิงเพื่อเรียกค่าไถ่ให้ได้มากขึ้นนั้น โดยพื้นฐานแล้วไม่มีผู้ใดเคยคิดเลย
บนเส้นทางหนีภัยแล้ง ทุกคนล้วนเป็นปีศาจร้าย เพื่ออาหารเพียงคำเดียว ต่อให้ต้องฆ่าคนวางเพลิงแล้วจะทำไม
ทว่าเมื่อถึงเมืองผิงหยวน ถึงเมืองที่สงบร่มเย็นแล้ว ทุกคนก็จะกลับมาสวมหนังมนุษย์อีกครั้ง ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุขในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง
……
เฉียวชีกินแผ่นแป้งย่างชิ้นสุดท้ายห่อกับผักดองจนหมดเกลี้ยง
เมื่อนึกถึงแผนที่ขุมทรัพย์ที่ได้มาจากมือของฉีซือลี่เมื่อคืนวาน นางก็นำแผนที่ขุมทรัพย์ออกมาตรวจสอบด้วยความตื่นเต้น
การที่สามารถทำให้ฉีซือลี่ให้ความสำคัญได้ถึงเพียงนี้ คิดว่าสมบัติที่อยู่ภายในนั้นย่อมต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
เพียงแต่เฉียวชีมองซ้ายมองขวา ภูมิประเทศที่วาดไว้ด้านบนก็ไม่รู้ว่าเป็นสถานที่แห่งใด ไม่อาจจำแนกออกได้เลยแม้แต่น้อย
เฉียวชีไม่ได้ใส่ใจอันใดมากนัก นางไม่ได้มีความสนใจในแผนที่ขุมทรัพย์มากนัก
หลังจากโยนแผนที่ขุมทรัพย์เข้าไปในมิติ เฉียวชีก็ออกเดินทางอีกครั้ง
หากราบรื่น ช่วงบ่ายวันนี้ก็สามารถไปถึงเมืองผิงหยวนได้แล้ว
พายุฝนตกหนักตอนกลางดึก รุ่งสางมีผู้หนีภัยแล้งเข้ามาในหมู่บ้านไม่น้อย เมื่อเห็นว่าทุกครัวเรือนในหมู่บ้านล้วนไม่มีผู้คน จึงเริ่มออกค้นหาไปทีละบ้านทีละบ้าน ด้วยหวังว่าจะสามารถค้นหาอาหารได้บ้างเล็กน้อย
ในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็นำข่าวสารบางอย่างมาด้วย
เมื่อวานนี้ด้านนอกประตูเมืองอำเภอต้าเสอมีคนตายตกไปไม่น้อย
ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นคิดจะบุกรุกเข้าไปในอำเภอเมือง ซ้ำยังเตรียมที่จะวางเพลิงเผาประตูเมืองอีกด้วย
ท้ายที่สุดนายอำเภอจึงออกคำสั่งให้ยิงสังหารผู้คนที่ตกค้างอยู่บริเวณหน้าประตูเมือง คนที่หนีไม่ทันล้วนตายตกอยู่ที่นั่น
…
ด้านนอกเมืองผิงหยวนมีผู้ลี้ภัยมารวมตัวกันอยู่ไม่น้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ก่อการจลาจล ราชสำนักจึงได้ส่งทหารมาด้วย
ผู้ลี้ภัยจำนวนมากถูกจัดให้อยู่ด้านนอกเมือง ห่างจากเมืองประมาณสิบลี้ หากไม่มีป้ายคำสั่งจากทางการ ผู้ลี้ภัยก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองโดยเด็ดขาด
ทำได้เพียงสร้างเพิงพักชั่วคราวอยู่แถบชานเมืองไปก่อน เพื่อรอคอยการจัดสรรจากทางการ
เฉียวชีจูงม้าโดยไม่ได้รีบร้อนไปลงทะเบียนข้อมูล สาเหตุหลักคือทะเบียนสำมะโนประชากรเดิมของนางไม่ได้อยู่กับตัว ยามนี้หากคิดจะทำเรื่องขอใหม่ก็ยากลำบากยิ่งนัก
หากไม่มีทะเบียนสำมะโนประชากรก็คือผู้อพยพเร่ร่อน ผู้อพยพเร่ร่อนมีโอกาสสูงมากที่จะถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงาน หรือไม่ก็ถูกทางการจับไปขายเป็นทาส
ทว่าในยามปกติการจะทำทะเบียนสำมะโนประชากรใหม่สักฉบับไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในยามนี้ การจะทำทะเบียนสำมะโนประชากรใหม่สักฉบับกลับไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีเงินทองก็เป็นอันใช้ได้
เฉียวชียังไม่ทันได้ไปตามหาผู้คน ก็มีคนลอบเข้ามาใกล้เงียบๆ แล้ว
ผู้ที่ทำอาชีพนี้โดยเฉพาะ ย่อมมีสายตาที่มองได้ละเอียดรอบคอบกว่าผู้อื่น
“แม่นาง ต้องการทะเบียนสำมะโนประชากรหรือไม่?”
ผู้ที่มาคือบุรุษร่างผอมเล็ก บนริมฝีปากยังมีไฝอยู่หนึ่งเม็ด
เฉียวชีพยักหน้ารับ
“ต้องการ เป็นทะเบียนบ้านสตรีเดี่ยว”
“ได้ ทะเบียนสำมะโนประชากรทั่วไปราคาสามสิบตำลึงเงิน ทว่าหากเป็นทะเบียนบ้านสตรีเดี่ยวจะแพงกว่าทะเบียนสำมะโนประชากรทั่วไปอยู่บ้าง ต้องเพิ่มเงินอีกสิบตำลึงเงิน”
ราคาเช่นนี้สำหรับคนทั่วไปแล้ว ถือว่าเป็นราคาสูงลิ่วเทียมฟ้าเลยทีเดียว
เฉียวชีไม่ขาดแคลนเงินทอง เพียงแต่ก็ต้องป้องกันไม่ให้คนผู้นี้เชิดเงินหนีไป
“แม่นาง หากท่านไม่วางใจ จะรอให้ได้ทะเบียนสำมะโนประชากรมาก่อนแล้วค่อยจ่ายเงินก็ได้”
เขาไม่กลัวว่าเฉียวชีจะเชิดทะเบียนสำมะโนประชากรหนีไป ในเมื่อเขาทำอาชีพนี้ ย่อมต้องมีลู่ทางของตนเองอย่างแน่นอน
ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง เฉียวชีจึงหาสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อรอคอยเขา
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม อีกฝ่ายก็ถือทะเบียนสำมะโนประชากรมาแล้ว
“แม่นางเฉียว ของได้แล้ว ท่านลองดูเสียก่อน”