- หน้าแรก
- ลิขิตรักข้ามภพ
- บทที่ 22 - แคว้นหนิงใช้มนตร์ดำ
บทที่ 22 - แคว้นหนิงใช้มนตร์ดำ
บทที่ 22 - แคว้นหนิงใช้มนตร์ดำ
บทที่ 22 - แคว้นหนิงใช้มนตร์ดำ
★★★★★
คบเพลิงขนาดใหญ่ทั้งสองฝั่งของประตูเมืองส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด
ทหารชุดเกราะของแคว้นจ้าวกองหนึ่งกำลังเดินผ่านอุโมงค์ประตูเมือง
ทหารที่เดินนำหน้าชูโล่ขึ้นสูงเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ทหารชุดเกราะที่ตามมาด้านหลังเอามือแตะด้ามดาบเตรียมพร้อม หากพบความผิดปกติใดๆ ระหว่างที่บุกเข้าเมือง พวกเขาจะรีบพุ่งเข้าไปสังหารทันที และใช้ความเร็วที่สุดเพื่อช่วยกองทัพที่อยู่ด้านนอกควบคุมประตูเมืองแห่งนี้ เป็นการเบิกทางให้กองทัพใหญ่บุกเข้ามาได้
ขอเพียงกองทัพใหญ่บุกเข้ามาได้สำเร็จ ต่อให้ในเมืองจะมีกับดัก พวกเขาก็สามารถใช้กำลังพลบุกทะลวงทำลายเมืองได้อยู่ดี
นี่คือแผนการบุกเข้าเมืองที่จ้าวไท่เป็นคนวางเอาไว้
อวี๋เหวินรุ่ยและเหล่าทหารที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเงามืดบนกำแพงเมือง ต่างก็เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวเบื้องล่างด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ พวกเขากำลังเฝ้ารอจังหวะเวลาที่จะลงมือ
ทหารชุดเกราะกลุ่มแรกของแคว้นจ้าวผ่านอุโมงค์ประตูเมืองเข้ามาได้อย่างราบรื่น
พื้นที่หลังประตูเมืองว่างเปล่าไร้ผู้คน ดูเหมือนจะไม่มีความผิดปกติใดๆ แต่ก็ไม่เห็นคนของหยางเซี่ยนมารอรับเช่นกัน ทหารเกราะเหล่านี้ไม่สนใจอะไรให้มากความ เมื่อแน่ใจว่าหลังประตูเมืองไม่มีอันตรายซ่อนอยู่ ก็รีบส่งคนกลับไปรายงานทันที
"ทูลองค์ชาย ด้านหลังประตูเมืองปลอดภัยดีพ่ะย่ะค่ะ บุกเข้าเมืองได้เลย"
ทหารส่งสารวิ่งเข้ามารายงานต่อหน้าจ้าวไท่
"ฮ่าๆๆ ต้องขอบใจท่านแม่ทัพใหญ่มากที่ยอมยกความดีความชอบสูงสุดในการทำลายเมืองให้ข้า"
จ้าวไท่หัวเราะร่วนอย่างได้ใจ ก่อนจะสั่งการเสียงดังลั่น "เคลื่อนทัพ บุกเข้าเมือง"
สิ้นเสียงสั่งการ แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและหัวใจก็เต้นระรัวด้วยความปีติยินดี
เมืองหลวงที่ถูกปิดล้อมมานานกว่าสามเดือนกำลังจะถูกตีแตกด้วยน้ำมือของเขา เขาจะได้เป็นผู้ทำลายแคว้นหนิงด้วยตัวเองและนำความดีความชอบอันยิ่งใหญ่กลับไป เขาอยากจะรู้นักว่าองค์ชายใหญ่จะเอาอะไรมาสู้กับเขา ตำแหน่งรัชทายาทในตอนนี้ราวกับของตายที่อยู่ในกำมือเขาแล้ว
เมื่อได้ยินคำสั่ง กองทัพจ้าวก็แห่กันไปรวมตัวที่หน้าประตูเมือง
จ้าวไท่นำทัพเตรียมบุกเข้าเมือง หากอยากได้ความดีความชอบสูงสุดก็ต้องเป็นผู้นำทัพบุกเข้าไปสังหารศัตรูด้วยตัวเอง
เฉินอ้าวฟังคำพูดอวดดีของจ้าวไท่แล้วสีหน้าก็ดำทะมึนลง ไม่รู้ว่าในใจเขากำลังคิดอะไรอยู่
ตัดภาพมาที่บนกำแพงเมือง
"ท่านแม่ทัพใหญ่ กองทัพจ้าวมารวมตัวกันแล้วขอรับ"
นายทหารคนหนึ่งชะโงกหน้าลงไปดูเบื้องล่างอย่างระมัดระวัง
แววตาของอวี๋เหวินรุ่ยเย็นเยียบ รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน เขาตะโกนสั่งการ "เตรียมตัว ลงมือได้"
"ลงมือ"
นายทหารคนนั้นรีบถ่ายทอดคำสั่งลงไปทันที
ชั่วอึดใจเดียว คำสั่งรบก็ถูกถ่ายทอดไปทั่วกำแพงเมือง ก่อนจะส่งต่อไปยังกองกำลังที่อยู่เบื้องล่าง
"สามารถลงมือได้แล้ว"
หนิงอู๋ซวงทอดพระเนตรเห็นคบเพลิงบนกำแพงเมืองถูกแกว่งไกวอย่างเงียบเชียบ
นั่นคือสัญญาณที่ตกลงกันไว้ ขอเพียงเห็นสัญญาณคบเพลิง กองกำลังที่ซุ่มซ่อนอยู่หลังประตูเมืองก็จะเป็นฝ่ายลงมือเป็นอันดับแรก
"พลธนู เตรียมพร้อม"
"ผู้ใช้ธนูทดกำลังยิงนำไปก่อน ที่เหลือคอยยิงกดดันตามไปติดๆ"
"สกัดศัตรูที่บุกเข้ามาเอาไว้ สร้างจังหวะให้ท่านแม่ทัพใหญ่"
หยางเหยียนอิงตะโกนสั่งการอย่างฉับไว
พวกเขาได้ทดสอบอานุภาพอันน่าทึ่งของธนูทดกำลังกันมาแล้ว เมื่อได้ยินคำสั่ง พลธนูห้าสิบนายก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับจุดคบเพลิงสว่างไสว เผชิญหน้ากับทหารชุดเกราะของแคว้นจ้าวทันที
"ฆ่า"
เสียงตะโกนก้องกังวานดังก้องไปทั่วบริเวณหลังประตูเมือง
สิ้นเสียงตะโกน ผู้ใช้ธนูทดกำลังก็ง้างสายธนูจนสุด ลูกศรพุ่งแหวกอากาศเข้าหาทหารเกราะแคว้นจ้าว เสียงแหวกอากาศดังกึกก้องบาดหูท่ามกลางความเงียบงันของยามราตรี
ทหารเกราะแคว้นจ้าวที่อยู่แถวหน้าซึ่งถือโล่ป้องกันตัว พอเห็นคนโผล่มาก็ตั้งใจจะส่งเสียงเตือน แต่ลูกธนูกลับพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงทะลวงผ่านโล่ป้องกันของพวกเขาอย่างง่ายดาย ทหารหลายสิบนายล้มลงสิ้นใจในทันที
ทหารเกราะคนอื่นๆ เริ่มรู้ตัวแล้วว่ามีความผิดปกติ
"หลังประตูเมืองมีกับดัก"
มีคนตะโกนร้องเตือนเสียงหลง
ทว่าสิ้นเสียงเตือนได้ไม่ทันไร ห่าพายุธนูระลอกที่สองจากธนูทดกำลังก็พุ่งเข้าใส่และเจาะทะลุโล่ป้องกันของพวกเขาอีกครั้ง
เมื่อโล่ถูกเจาะทะลุ แรงทะลวงของลูกธนูยังไม่ลดลง มันยังพุ่งทะลุเกราะของทหารที่อยู่ด้านหลังโล่ ทำให้ทหารอีกหลายสิบนายต้องล้มลงสิ้นใจอยู่หลังประตูเมืองนั้นเอง
"ธนูทดกำลังนี่อานุภาพร้ายแรงเกินไปแล้ว"
หยางเหยียนอิงตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะตะโกนสั่งการต่อ "ง้างสายธนู ยิง"
พลธนูอีกห้าร้อยนายที่รอรับคำสั่งอยู่ก็ง้างสายธนูพร้อมกัน
ทหารเกราะแคว้นจ้าวที่ถือโล่ป้องกันถูกสังหารไปจนเกือบหมดสิ้น จากนั้นห่าพายุลูกศรก็พุ่งตกลงมาปกคลุมกองกำลังแคว้นจ้าวที่กำลังแห่กันบุกเข้าเมือง
ทหารแคว้นจ้าวที่กำลังบุกเข้าเมืองเริ่มตื่นตระหนก สถานการณ์ที่เผชิญอยู่หลังประตูเมืองช่างแตกต่างจากแผนการที่องค์ชายสามวางไว้ราวฟ้ากับเหว
พวกเขาพยายามจะบุกฝ่าออกไปเพื่อสร้างทางเลือดและคุ้มกันให้กองทัพใหญ่ที่อยู่ด้านหลังบุกเข้ามา แต่โล่ป้องกันกลับถูกยิงทะลุจนหมด แถมยังถูกห่าพายุลูกศรกดดันเอาไว้จนขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้
พวกเขาคิดจะถอยทัพ แต่กองทัพจ้าวจำนวนมหาศาลก็กำลังหลั่งไหลมารวมตัวกันอยู่ที่อุโมงค์ประตูเมืองเพื่อเตรียมจะบุกเข้ามา การจะถอยกลับออกไปก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว
"หลังประตูเมืองมีกับดัก พวกเจ้าอย่าเพิ่งเข้ามา"
"รีบถอยกลับไปเร็วเข้า ในเมืองมีทหารซุ่มอยู่"
"ถอยเร็ว"
ทหารแคว้นจ้าวที่บุกเข้าไปแล้วจำต้องตะโกนร้องเตือนเสียงดังลั่น
แต่คนที่เตรียมจะบุกเข้าไปก็ยังคงดันตัวไปข้างหน้า พวกเขาเบียดเสียดกันอยู่ในอุโมงค์ประตูเมืองจนขยับตัวไม่ได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง
"ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น"
จ้าวไท่ที่กำลังใจฮึกเหิมเตรียมจะบุกเข้าเมือง พอเดินมาใกล้ประตูเมืองก็รู้สึกถึงความผิดปกติ ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถาม เสียงกึกก้องกัมปนาทก็ดังมาจากด้านหลัง
พวกเขาหันขวับไปมองและเห็นแสงประกายไฟสว่างจ้าท่ามกลางเสียงระเบิดดังสนั่น
เสียงอันน่าสะพรึงกลัวนั้นทำเอาพื้นดินสั่นสะเทือนไปชั่วขณะ
"องค์ชาย แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ในที่สุดก็มีทหารนายหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากประตูเมืองและตะโกนด้วยความร้อนรน "มีทหารซุ่มโจมตี ในเมืองมีทหารซุ่มโจมตีเราพ่ะย่ะค่ะ"
พอได้ยินว่ามีการซุ่มโจมตี จ้าวไท่ยังไม่ทันได้สั่งการอะไร ทหารอีกนายก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาพร้อมกับร้องเสียงหลง "มนตร์ดำ องค์ชาย พวกแคว้นหนิงมีมนตร์ดำ หนีเร็วพ่ะย่ะค่ะ"
ความวุ่นวายหลังประตูเมืองเพิ่งจะก่อตัวขึ้น ความวุ่นวายหน้าประตูเมืองก็ปะทุตามมาติดๆ
นั่นไม่ใช่มนตร์ดำอะไรหรอก แต่มันคือฝีมือของอวี๋เหวินรุ่ยที่จุดชนวนประทัดและโยนลงไปใส่กองทัพจ้าวเบื้องล่างต่างหาก
เสียงประทัด เสียงพลุ พลุจรวด และประทัดยักษ์ระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ที่ใต้กำแพงเมือง ประกายไฟหลากสีสันสาดกระจายไปทั่ว เสียงดังกึกก้องยิ่งกว่าฟ้าร้อง ทำเอาอวี๋เหวินรุ่ยและทหารบนกำแพงเมืองที่ยืนมองอยู่ถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
แม้ว่าอวี๋เหวินรุ่ยจะได้เห็นอานุภาพของประทัดมาแล้วล่วงหน้า แต่พอมาเจอสถานการณ์จริงก็อดตื่นตะลึงไม่ได้
พวกเขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าอาวุธจะถูกประดิษฐ์ออกมาในรูปแบบนี้ได้
ไม่ว่าอานุภาพการทำลายล้างจะเป็นอย่างไร แต่เพียงแค่ความน่าสะพรึงกลัวที่มันสร้างขึ้นก็มากพอที่จะทำให้คนที่ไม่เคยเห็นพลุและประทัดแตกตื่นจนเสียขวัญได้แล้ว
กองทัพจ้าวเบื้องล่างในตอนนี้กำลังตกอยู่ในความโกลาหลอย่างหนัก
ในจังหวะนั้นเอง หยางเหยียนอิงก็นำประทัดสองม้วนมาจุดชนวนและโยนลงไปที่ประตูเมืองบ้าง
เสียงประทัดดังระงมขึ้นภายในอุโมงค์ประตูเมือง
ทหารแคว้นจ้าวที่เพิ่งจะเผชิญกับห่าพายุลูกศร พอโดนเสียงประทัดข่มขวัญซ้ำเติมเข้าไปอีกก็ยิ่งตื่นตระหนกและเบียดเสียดกันหนีตายอยู่ที่หน้าประตูเมือง
จ้าวไท่ที่เพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูเมืองถึงกับสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"คุ้มครององค์ชาย คุ้มครององค์ชาย"
บรรดาแม่ทัพนายกองของแคว้นจ้าวต่างก็ร้องตะโกนสั่งการกันจ้าละหวั่น "องค์ชาย มาทางนี้พ่ะย่ะค่ะ เร็วเข้า ป้องกันไว้ คุ้มครององค์ชายฝ่าวงล้อมออกไป"
เฉินอ้าวที่ยืนอยู่รอบนอกเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"นี่มันอาวุธบ้าอะไรกัน"
เฉินอ้าวตกใจจนแทบสิ้นสติ แต่สถานการณ์ก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้คิดอะไรมากนัก เขารีบตะโกนสั่งการ "ถ่ายทอดคำสั่งข้า รวบรวมกำลังพล ตีฆ้องถอยทัพ ทหาร คุ้มครองกองทัพให้ถอยร่นไปเดี๋ยวนี้"
ต่อให้เขาจะเกลียดชังจ้าวไท่มากแค่ไหน แต่สถานการณ์แบบนี้เขาก็ต้องช่วยพาจ้าวไท่หนีเอาตัวรอดอยู่ดี
คนที่กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายล้วนเป็นทหารของแคว้นจ้าว และเป็นทหารที่เขาเป็นคนฝึกปรือมาทั้งนั้น
คำสั่งต่างๆ ถูกถ่ายทอดออกไปทั่วกองทัพจ้าวอย่างต่อเนื่อง
จ้าวไท่ที่เมื่อครู่นี้ยังทำตัวอวดดีและฮึกเหิม ตอนนี้กลับมีสภาพสะบักสะบอมหน้าตาเปื้อนฝุ่นกำลังบุกฝ่าวงล้อมออกมาอย่างทุลักทุเล สมองของเขายังคงมึนงงและว่างเปล่า
จนกระทั่งหนีหลุดพ้นจากวงล้อมออกมาได้ เขาก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ถึงเกิดความโกลาหลขึ้นมาได้
ภายใต้การสั่งการของเฉินอ้าว กองทัพจ้าวที่แตกตื่นก็เริ่มกลับมามีระเบียบวินัยอีกครั้ง พอได้ยินเสียงฆ้องถอยทัพ พวกเขาก็รีบวิ่งหนีตายกันอย่างไม่คิดชีวิต
แต่พอพวกเขาวิ่งหนีออกมาจากใต้กำแพงเมืองได้ไม่ไกลนัก ก็มีวัตถุบางอย่างลอยละลิ่วตกลงมาใส่กลุ่มของพวกเขา แถมยังตกใส่หัวทหารที่กำลังวิ่งหนีจนสลบเหมือดไปคนหนึ่งด้วย
ตูม
ยังไม่ทันที่ทหารคนอื่นจะมองเห็นชัดเจนว่ามันคืออะไร เสียงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยประกายไฟสาดกระจายไปทั่ว ทหารแคว้นจ้าวที่เพิ่งจะกลับมารวมกลุ่มกันได้ไม่นานก็พลันแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางอีกครั้ง
[จบแล้ว]