- หน้าแรก
- เส้นทางสู่เซียนของปุถุชน ข้ามีมิติกลืนกิน
- บทที่ 10 เข้าสู่ตลาดครั้งแรก! ซื้อตำราวิชา! ศพศิษย์สำนักมาร!!
บทที่ 10 เข้าสู่ตลาดครั้งแรก! ซื้อตำราวิชา! ศพศิษย์สำนักมาร!!
บทที่ 10 เข้าสู่ตลาดครั้งแรก! ซื้อตำราวิชา! ศพศิษย์สำนักมาร!!
บทที่ 10 เข้าสู่ตลาดครั้งแรก! ซื้อตำราวิชา! ศพศิษย์สำนักมาร!!
เย่หลิงเซียวอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
หากเขาสามารถเก็บออมเงินได้มากพอ ในอนาคตต่อให้เขาล้มเลิกการฝึกตนแล้วกลับไป เขาก็สามารถกลายเป็นเศรษฐีที่ดินผู้มั่งคั่งได้เลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงนำศิลาปราณชิ้นเล็กๆ ออกมาแลกเป็นเงินเงินแท้จำนวนห้าสิบเจ็ดตำลึงเก็บไว้กับตัว
แน่นอนว่าไม่มีใครสนใจว่าศิษย์รับใช้ผู้หนึ่งจะมีศิลาปราณติดตัวมา
อย่างไรเสีย ก็มีศิษย์รับใช้ไม่น้อยที่อุตสาหะเก็บหอมรอมริบจนมีศิลาปราณได้ปีละก้อนสองก้อน
เมื่อมีเงินติดตัว สิ่งแรกที่เขาทำคือหาร้านขายเสื้อผ้าเพื่อซื้อชุดคลุมสีดำมาหนึ่งชุด
ในตลาดแห่งนี้ ผู้คนมากมายต่างเกรงกลัวการถูกเปิดเผยตัวตน ชุดคลุมสีดำจึงเป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายดีที่สุด
เขาเริ่มเดินทอดน่องไปตามตลาดอย่างไม่รีบร้อน
ทว่าเขากลับต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าที่นี่มีสิ่งของที่เขาต้องการอยู่มากมาย
...
"เข้ามาดูเลยครับพี่น้องที่ผ่านไปมา! นี่คือซากสัตว์อสูรที่เพิ่งล่ามาสดๆ ร้อนๆ สัตว์อสูรขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสาม ราคาเพียงสิบสามศิลาปราณเท่านั้น!"
"ถุงเก็บของ ถุงเก็บของ! พื้นที่ภายในกว้างสามฟุตสามนิ้ว ราคาย่อมเยา เพียงหนึ่งร้อยห้าสิบศิลาปราณ!"
"ศพศิษย์ฝ่ายในสำนักกระบี่มาร! สภาพขาดศีรษะ เราลดราคาให้เป็นพิเศษ!"
...
ใช่แล้ว ที่นี่ไม่เพียงแต่มีซากสัตว์อสูรและถุงเก็บของขาย แต่ถึงขั้นมีการซื้อขายศพของศิษย์สำนักมารด้วย
"ให้ตายเถอะ ใครจะซื้อของพรรค์นี้กัน? สำนักจิ่วหลิงเป็นสำนักฝ่ายธรรมะมิใช่หรือ หากมีการค้าขายศพเช่นนี้ จะไปต่างอะไรกับสำนักมารเล่า?"
เย่หลิงเซียวอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
ทว่าเขาคงคิดมากไปเอง เพราะทันทีที่ศพนั้นถูกวางแผง บรรดาศิษย์ฝ่ายนอกกลุ่มใหญ่ก็กรูเข้าไปล้อมรอบ
ศพถูกขายออกไปอย่างรวดเร็วในราคาสูงถึงหนึ่งร้อยศิลาปราณ
และจากที่เขาแอบฟังบทสนทนา ดูเหมือนปัญหาหลักจะอยู่ที่ศีรษะที่หายไป หากสภาพศพสมบูรณ์มีศีรษะครบถ้วน ราคาอาจจะพุ่งสูงขึ้นถึงเท่าตัวเลยทีเดียว
คราวนี้เย่หลิงเซียวถึงกับอึ้งไปเลย
"นี่ข้า... หลงเข้ามาอยู่ในสำนักมารจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?"
เย่หลิงเซียวเริ่มเกิดความระแวงในใจ
"ศิษย์พี่ ท่านจะซื้อศพศิษย์สำนักมารไปทำไมหรือคะ?"
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงใสๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกายเย่หลิงเซียว
เย่หลิงเซียวหันไปมองจึงพบว่าผู้ที่พูดคือเด็กสาวในชุดศิษย์ฝ่ายใน นางไม่ได้พรางตัวใดๆ แต่ด้วยฐานะของนาง คงไม่มีใครกล้าล่วงเกิน!
"แม่นางผู้นี้คงมีพรสวรรค์ล้ำเลิศนัก มิเช่นนั้นด้วยอายุเพียงเท่านี้ จะต้องเก่งกาจเพียงใดถึงเข้าถึงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าได้?"
เย่หลิงเซียวลอบคาดเดาในใจ!
ข้างกายของนางคือศิษย์พี่ที่เป็นศิษย์ฝ่ายในเช่นกันและเป็นผู้ฝึกกระบี่
ชายผู้นี้เองที่เป็นคนควักเงินหนึ่งร้อยศิลาปราณซื้อศพศิษย์สำนักมารก้อนนั้น
เขาเก็บศพเข้าถุงเก็บของแล้วจูงมือเด็กสาวเดินจากไป
เย่หลิงเซียวเดินตามหลังทั้งคู่ไปห่างๆ พลางเงี่ยหูฟังบทสนทนา...
"ศพศิษย์ฝ่ายในสำนักกระบี่มารสามารถนำไปส่งที่สำนักเพื่อแลกแต้มผลงานได้หนึ่งร้อยแต้ม ส่วนศพที่ไม่มีหัวจะได้เพียงห้าสิบแต้ม"
"หากแลกเป็นศิลาปราณ จะมีค่าเพียงห้าสิบก้อนเท่านั้น!"
"แต่มันสามารถนำไปแลกสิ่งของบางอย่างที่หาซื้อไม่ได้ในสำนัก"
"ตัวอย่างเช่น ยาเม็ดสร้างฐานราก!"
"แน่นอนว่าแต้มผลงานเพียงห้าสิบแต้มนั้นยังห่างไกลนัก ยาเม็ดสร้างฐานรากหนึ่งเม็ดต้องใช้แต้มผลงานอย่างน้อยหนึ่งพันแต้ม!"
ศิษย์ฝ่ายในผู้นั้นกล่าวด้วยแววตาที่เป็นประกาย!
รูม่านตาของเย่หลิงเซียวหดตัวลงทันที! ยาเม็ดสร้างฐานราก? ข่าวลือว่าหลังจากขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่สิบ จำเป็นต้องใช้ยาที่ทรงพลังอย่างยาเม็ดสร้างฐานรากเพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสร้างฐานราก
เขาเพียงไม่นึกว่ายาเม็ดนี้จะล้ำค่าถึงเพียงนี้
หนึ่งพันแต้มผลงาน
หากต้องซื้อศพสำนักมารเพื่อมาแลกแต้ม มิเท่ากับต้องใช้ศิลาปราณถึงสองพันก้อนเชียวหรือ?
มันคือราคามหาศาลที่สูงเทียมฟ้า
ต่อให้เย่หลิงเซียวจะแอบขุดศิลาปราณได้รวดเร็วเพียงใดในตอนนี้ ก็คงต้องใช้เวลาถึงสามหรือห้าปีกว่าจะเก็บออมได้ครบ
และใช่ว่าการมียาเม็ดสร้างฐานรากจะรับประกันการทะลวงระดับได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ยาเม็ดนี้เป็นเพียงหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญเท่านั้น
"มิน่าเล่า อาจารย์จางถึงติดอยู่ที่ขั้นกลั่นลมปราณมาเจ็ดสิบแปดสิบปี การสร้างฐานรากนี้ช่างเต็มไปด้วยอุปสรรคจริงๆ!"
เย่หลิงเซียวขบคิดในใจ
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! ในเมื่อเงื่อนไขของยาเม็ดสร้างฐานรากสูงส่งเพียงนี้ การเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นเรื่องดี!"
เด็กสาวกล่าวอย่างเข้าใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่หลิงเซียวก็เลิกเดินตามพวกเขา
เพราะสายตาของเขาถูกดึงดูดโดยแผงลอยริมทางแผงหนึ่ง
แผงนี้ขายตำราวิชาฝึกตน
มีวางขายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
และตำราแต่ละเล่มก็มีคำอธิบายกำกับไว้ข้างๆ
"วิชาฝึกตนที่ได้รับการรับรองจากผู้อาวุโสฝ่ายใน ราคายุติธรรมสำหรับทุกคน เลือกชมเลือกซื้อกันได้ตามสะดวก!"
เจ้าของแผงคือชายหนุ่มท่าทางขี้เกียจวัยสามสิบเศษ
เขาสวมชุดศิษย์ฝ่ายใน
เย่หลิงเซียวนั่งลงบนพื้นและไล่ดูคำอธิบายของวิชาเหล่านี้ ดวงตาของเขาพลันเป็นประกาย
ราคาของวิชาเหล่านี้ไม่ได้สูงเลย!
ระดับของวิชามักจะสอดคล้องกับระดับของผู้ฝึกตน
ระดับต่ำสุดคือคัมภีร์ฝึกหายใจ ซึ่งใช้สำหรับระดับที่ต่ำกว่ากลั่นลมปราณ
เมื่อเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ จำเป็นต้องฝึกวิชากลั่นลมปราณ!
โดยแบ่งเป็นระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง และระดับสุดยอด!
วิชาระดับต่ำที่นี่มีราคาเดียวคือเล่มละสองศิลาปราณ!
วิชาระดับกลางราคาเพียงห้าศิลาปราณ
ส่วนวิชาระดับสูงจะแพงขึ้นมาหน่อย คือเล่มละสิบศิลาปราณ
ความจริงแล้ว ราคาที่ต่ำเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ
สาเหตุก็เพราะสำนักมีวิชากลั่นลมปราณให้ขอรับการตรวจสอบและแจกฟรีอยู่แล้ว
จึงมีคนน้อยมากที่จะควักเงินซื้อ
ยิ่งกว่านั้น วิชาเหล่านี้สามารถคัดลอกและนำกลับมาขายซ้ำได้เรื่อยๆ
ขายให้คนนี้เสร็จ ก็ไปขายให้คนนั้นต่อ
ในโลกนี้ วิชาระดับทั่วไปมิได้ล้ำค่ามากมายนัก
สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือทรัพยากร ทรัพยากรประเภทที่ไม่สามารถทำสำเนาขึ้นมาได้นั่นเอง
แน่นอนว่าวิชาระดับสูงย่อมต่างออกไป เช่น วิชาระดับสร้างฐานรากนั้นไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน
พวกมันล้วนถูกเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดโดยสำนักใหญ่ๆ
เฉพาะผู้ฝึกตนที่กำลังจะทะลวงสู่ขั้นสร้างฐานรากและมีแต้มผลงานเพียงพอเท่านั้นจึงจะได้ฝึก
นอกจากนี้ยังห้ามส่งต่อให้ผู้อื่น หากถูกพบเข้าจุดจบมีเพียงการถูกตามล่าสังหารเท่านั้น
เย่หลิงเซียวเหลือบมองศิลาปราณในอกเสื้อซึ่งมีมูลค่ารวมกว่ายี่สิบหน่วย
"ในระยะสั้น วิชากลั่นลมปราณระดับสูงเล่มเดียวก็คงเพียงพอสำหรับข้า! นอกจากนี้ หลังจากข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ ข้ายังต้องการวิชาพรางลมปราณด้วย ข้ายังต้องการอาคมสายโจมตีอีกสักอย่าง แต่ติดตรงที่เงินข้ามีจำกัดไปนิด"
เย่หลิงเซียวรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
"ศิษย์พี่ครับ ผมต้องการวิชากลั่นลมปราณระดับสูงและอาคมอีกสองอย่าง รวมเป็นสามเล่ม พี่ช่วยลดราคาให้หน่อยได้ไหมครับ?"
เย่หลิงเซียวเริ่มต่อรองราคา
"เจ้าต้องการสามเล่มเชียวหรือ? เล่มไหนบ้างล่ะ? หากเจ้าจะเอาสามเล่มจริงๆ ข้าลดให้ได้แน่นอน"
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์ฝ่ายในเจ้าของแผงก็ดวงตาเป็นประกาย รีบถามด้วยความกระตือรือร้น
"ขอผมเลือกดูก่อนนะครับ!"
เย่หลิงเซียวเริ่มคัดเลือกตำราทีละเล่ม
ไม่นานนัก เขาก็พบวิชาที่ชื่อว่า วิชากลั่นลมปราณทองอำพัน!
มันเป็นวิชาธาตุทอง!
ส่วนอาคมนั้นมีหลากหลายประเภท แบ่งเป็นสามหมวดหลัก ได้แก่ อาคมเวท ทักษะยุทธ์ และวิชาจิตวิญญาณ!
อาคมเวทคือวิชาที่มนุษย์ทั่วไปมองว่าเป็นวิชาของเซียน เช่น การเรียกลมเรียกฝน แน่นอนว่าผู้ฝึกตนขั้นกลั่นลมปราณทั่วไปไม่ได้เก่งขนาดนั้น อย่างมากก็แค่ควบแน่นลูกไฟหรือศรวารีออกมา!
และแน่นอนว่าอาคมเวทจำเป็นต้องมีรากปราณธาตุที่สอดคล้องถึงจะฝึกได้ ผู้ที่มีรากปราณไร้ธาตุย่อมหมดสิทธิ์
ส่วนทักษะยุทธ์นั้นคล้ายกับวิชาการต่อสู้ของมนุษย์ทั่วไป
ทว่าจุดต่างคือทุกท่วงท่าสามารถผสานพลังปราณเข้าไปได้ ทำให้เกิดพลังทำลายล้างที่น่าหวาดหวั่น การทลายภูผาหรือแยกสมุทรจึงไม่ใช่เรื่องยาก
สำหรับวิชาจิตวิญญาณ เป็นวิชาสำหรับผู้ที่เน้นฝึกฝนจิตตานุภาพ ซึ่งวิชาประเภทนี้หาได้ยากยิ่งนัก
ที่แผงนี้ไม่มีวางขายเลย เขาจึงตัดตัวเลือกนี้ทิ้งไป
เย่หลิงเซียวตกอยู่ในภวังค์ความคิด
แม้เขาจะอยากเรียนอาคมเวทมากเพียงใด แต่รากปราณธาตุทองของเขาในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป
ยิ่งกว่านั้น การใช้อาคมเวทยังสร้างความเอิกเกริกและร่องรอยมหาศาล
หากพลาดพลั้งเพียงนิดเขาอาจถูกพบตัวได้
ดังนั้น การฝึกทักษะยุทธ์จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ขณะที่เขากวาดสายตาดูทักษะยุทธ์ สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับวิชาหมัด: หมัดทลายแปดก้าว!
"วิชาหมัดก็ดีเหมือนกัน ฝึกฝนได้โดยไม่เป็นที่สังเกต และยังเหมาะสำหรับการลอบโจมตีด้วย!"
เมื่อตัดสินใจเลือกทักษะยุทธ์ได้แล้ว ต่อไปก็คืออาคมสำหรับพรางลมปราณ
วิชาประเภทนี้มีอยู่หลายเล่ม เย่หลิงเซียวเลือกวิชาพรางลมหายใจมาแบบสุ่มๆ
มันไม่เพียงแต่ซ่อนลมปราณได้ แต่ยังซ่อนร่องรอยร่างกายได้ด้วย ทำให้ยากต่อการถูกพบตัวในยามค่ำคืน
แน่นอนว่าผลลัพธ์ย่อมขึ้นอยู่กับระดับการฝึกฝนและพละกำลังของตนเองด้วย
"เอาสามเล่มนี้ครับศิษย์พี่ พี่ช่วยดูหน่อยว่าลดให้ได้สุดๆ เท่าไหร่?"
เย่หลิงเซียวหยิบตำราทั้งสามเล่มขึ้นมา
"สามเล่มนี้หรือ? เอาอย่างนี้ศิษย์น้อง ข้าให้เจ้าในราคายี่สิบห้าศิลาปราณก็แล้วกัน!"
ศิษย์เจ้าของแผงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวออกมา
"แพงไปไหมครับ? สักยี่สิบก้อนได้ไหม? ถ้าไม่ได้ ผมคงต้องไปดูที่แผงของศิษย์พี่คนอื่นแทนแล้วละครับ"
เย่หลิงเซียวรู้สึกว่าราคานี้พอรับได้ เพราะศิลาปราณเขาน่าจะพอดีๆ แต่เขายังอยากลองต่อราคาดูอีกหน่อย
ในขณะเดียวกัน เขาก็นำทักษะการต่อราคาที่ร่ำเรียนมาจากมารดามาใช้ให้เป็นประโยชน์
"ได้สิ ได้แน่นอน! ตำราเหล่านี้เป็นของเจ้าแล้วศิษย์น้อง!"
ทว่าเย่หลิงเซียวกลับต้องประหลาดใจ เพราะศิษย์เจ้าของแผงไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว รีบตกลงขายให้ทันที
นั่นทำให้เย่หลิงเซียวถึงกับอึ้งไป
"แย่แล้ว ข้าให้ราคาสูงเกินไป!"
เขารู้สึกเจ็บใจเล็กน้อย
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ทำได้เพียงหยิบศิลาปราณออกมาจากอกเสื้อ คัดเลือกชิ้นที่มีมูลค่ารวมประมาณยี่สิบหน่วยส่งให้อีกฝ่าย
"ขอบใจที่อุดหนุนนะศิษย์น้อง ไว้วันหน้ามาใหม่ล่ะ!"
เมื่อได้รับศิลาปราณ อีกฝ่ายก็ยิ้มแก้มปริและมีท่าทีเป็นมิตรกับเย่หลิงเซียวอย่างยิ่ง
เย่หลิงเซียวไม่เสียเวลาพูดต่อ เขาซุกตำราเข้าสาบเสื้อแล้วเดินจากไป แต่พอเดินไปได้สักพักเขาก็หันกลับไปมอง
เขาพบความจริงที่ทำให้พูดไม่ออกว่า ศิษย์เจ้าของแผงผู้นั้นหยิบตำราเล่มเดียวกับที่เขาเพิ่งซื้อไปออกมาจากถุงเก็บของอีกสามชุดเพื่อวางขายต่อ
มิน่าเล่าถึงยอมขายยี่สิบก้อนโดยไม่ลังเล เขาซสัยว่าต่อให้ต่อเหลือสิบก้อนอีกฝ่ายก็คงขาย เพราะต้นทุนน่ะมันคืนไปนานแล้ว ขายได้เพิ่มแม้แต่ก้อนเดียวก็คือกำไรทั้งนั้น
"นอกจากนี้ รากปราณธาตุทองของข้ายังค่อนข้างอ่อนแอ ไม่รู้ว่าจะหาซื้ออาวุธเวทเก่าๆ มาลองสกัดดูได้ไหมนะ!"
ท่ามกลางถนนในตลาด เย่หลิงเซียวรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
เขาค้นพบว่ารากปราณธาตุทองและรากปราณไร้ธาตุของเขานั้นดูเหมือนจะเป็นคนละส่วนกัน!
รากปราณธาตุทองยังห่างไกลจากระดับต่ำขั้นต่ำด้วยซ้ำ ในขณะที่รากปราณไร้ธาตุของเขาก้าวเข้าสู่ระดับต่ำขั้นกลางไปแล้ว
"โล๊ะล้างสต็อกอาวุธเวทชำรุด ราคาย่อมเยา! รีบเข้ามาเลือกชมเลือกซื้อกันได้เลย!"
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงตะโกนก็ดังมาจากที่ไกลๆ
เมื่อได้ยินคำว่า "อาวุธเวทชำรุด" เย่หลิงเซียวก็หูผึ่งทันที
เขาเดินเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและเห็นกองอาวุธเวทที่หักพังวางอยู่เบื้องหน้าชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
ส่วนใหญ่เป็นดาบและกระบี่ที่หักสะบั้น ดูท่าทางน่าจะรับซื้อมาจากสนามรบที่ไหนสักแห่ง
มีอยู่ทั้งหมดสิบกว่าชิ้น
"ศิษย์พี่ครับ อาวุธเวทพวกนี้ขายอย่างไรหรือครับ?"
ศิษย์ฝ่ายนอกคนหนึ่งถามด้วยความสนใจ
"ขายตามน้ำหนัก! หนึ่งศิลาปราณต่อหนึ่งร้อยจิน!"
ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"เดี๋ยวนะ แพงขนาดนั้นเลยหรือ? นี่มันแค่อาวุธเวทระดับหนึ่งขั้นต่ำที่พังแล้วนะ!"
"ชิๆ หากจะเอาไปหลอมใหม่ หักลบค่าถ่านค่าแรงแล้ว ข้าเกรงว่าจะขาดทุนเสียด้วยซ้ำ"
"นั่นสิ ราคาแรงเกินไปจริงๆ!"
...
บรรดาศิษย์ฝ่ายนอกต่างพากันบ่นระงม!
คนเหล่านี้ล้วนเป็นช่างหลอมอาวุธ—แน่นอนว่าเป็นเพียงระดับฝึกหัด—ที่ตั้งใจจะซื้ออาวุธพังๆ เหล่านี้ไปฝึกปรือฝีมือ
"ราคานี้ยุติธรรมที่สุดแล้ว จะซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็หลีกไป!"
เมื่อได้ยินเสียงบ่น ชายวัยกลางคนก็แค่นเสียงเย็นชาใส่ทันที
"ศิษย์พี่ครับ ทั้งกองนี้ผมให้สี่ศิลาปราณ พี่ขายไหมครับ?"
ทว่าเย่หลิงเซียวกลับเดินเข้าไปเสนอราคา
"สี่ศิลาปราณหรือ?"
เมื่อได้ยินราคานี้ ชายวัยกลางคนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ของตรงนี้มีน้ำหนักรวมสี่ร้อยแปดสิบกว่าจิน
"ผมเหลือเงินติดตัวเท่านี้จริงๆ ครับ!"
เย่หลิงเซียวกล่าวด้วยท่าทางจนใจ!
"ช่างเถอะ เห็นแก่ที่เจ้ามีความตั้งใจจริง ข้าขายให้เจ้าก็ได้!"
ชายวัยกลางคนกัดฟันแล้วสะบัดมือโครมใหญ่
"ขอบพระคุณครับศิษย์พี่! งั้นรบกวนพี่ช่วยห่อให้ผมด้วยนะครับ!"
เย่หลิงเซียวลอบยิ้มกริ่ม ก่อนจะควักศิลาปราณสามก้อนสุดท้ายออกมาจากอกเสื้อ!
อีกฝ่ายก็ไม่รอช้า ใช้หนังอสูรห่ออาวุธทั้งหมดส่งให้เย่หลิงเซียวทันที
แถมหนังอสูรผืนนั้นให้ด้วยเลย เพราะอย่างไรเสียหนังผืนนี้ก็ไม่มีราคาค่างวดอะไรนัก
เย่หลิงเซียวแบกห่ออาวุธเหล่านั้นไว้แล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตัน
หากพละกำลังของเขาไม่เพิ่มพูนขึ้นมา เขาจะแบกของหนักเกือบห้าร้อยจินเหล่านี้ไหวได้อย่างไร?
เขาแบกห่อของขึ้นบ่าได้อย่างง่ายดายแล้วรีบเดินมุ่งหน้าไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตรงทางออกตลาด
หน้าที่ของห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าคือเพื่อป้องกันไม่ให้ศิษย์ถูกสะกดรอยตาม
ในฐานะตลาด ย่อมต้องมีการบริการลูกค้าให้ปลอดภัยเป็นธรรมดา
เย่หลิงเซียวเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ข้างใน เขาโยนชุดคลุมสีดำพร้อมกับห่ออาวุธเข้าไปในพื้นที่ฮงเหมิง แม้แต่ตำราวิชาก็ทำเช่นเดียวกัน
จากนั้นเขาเดินวนเวียนอยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่วกวนเหมือนเขาวงกตอยู่หลายรอบ ก่อนจะเดินออกจากตลาดปะปนไปกับฝูงศิษย์ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว
ในช่วงเวลานั้น หากไม่มีใครแอบตามติดเขาแจ ย่อมต้องคลาดกับเขาไปนานแล้ว
แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ใช้จ่ายมากมายอะไรนัก ทั้งหมดแค่ยี่สิบสามสิบศิลาปราณ ซึ่งถือเป็นเศษเงินในตลาดแห่งนี้
ไม่คุ้มค่าที่ใครจะมาเสียเวลาสะกดรอยตาม
...
...
ไม่นานนัก เย่หลิงเซียวก็กลับมาถึงเหมือง
หลังจากกลับมา สิ่งแรกที่เขาทำคือสำรวจดูอาวุธพังๆ เหล่านั้นในพื้นที่ฮงเหมิง!
"ข้าอุตส่าห์ยอมจ่ายไปตั้งสี่ศิลาปราณ หวังว่าคงจะมีอะไรให้ข้าสกัดออกมาได้บ้างนะ!"
เย่หลิงเซียวรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ
จากนั้นเขาใช้จิตสำนึกควบคุมพื้นที่ฮงเหมิงให้เริ่มการสกัดทันที
"วูบ!!!"
ในพริบตา พลังที่มองไม่เห็นก็ห่อหุ้มหนังอสูรไว้ ซึ่งมันก็สลายกลายเป็นลมปราณสายบางๆ ทันที
จากนั้นก็เป็นคิวของอาวุธเวทที่ชำรุดทีละชิ้น
อาวุธเหล่านี้เดิมทีเป็นระดับหนึ่งขั้นต่ำ หากสภาพสมบูรณ์หนึ่งชิ้นจะมีราคาถึงสามถึงห้าศิลาปราณ
แต่พอพังแล้วมันแทบไม่มีราคา เพราะพลังปราณภายในสลายไปเกือบหมด เหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบเสียด้วยซ้ำ
แม้จะนำไปหลอมใหม่ได้ แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงลิ่ว มีเพียงช่างหลอมฝึกหัดที่มีเวลาเหลือเฟือแต่ขาดเงินเท่านั้นที่จะยอมซื้อไป
ขณะที่อาวุธเวทเหล่านั้นสลายไป ลมปราณสองสีก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
นั่นคือลมปราณสีน้ำเงินธรรมดา และลมปราณธาตุทองที่มีประกายโลหะแวววาว
เมื่ออาวุธชำรุดสิบกว่าชิ้นสลายไปจนหมด เย่หลิงเซียวก็เผยรอยยิ้มออกมา
เพราะปริมาณลมปราณสีน้ำเงินที่ได้นั้นมีถึงเจ็ดหน่วย
อย่าว่าแต่คืนทุนเลย นี่คือกำไรเน้นๆ
นี่ยังไม่นับลมปราณธาตุทองที่ได้มาอีกนะ
เขารีบดูดซับลมปราณเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยตรง
วินาทีต่อมา ลมปราณธาตุทองก็หลั่งไหลไปทั่วร่างของเขาอย่างรวดเร็ว
หลังจากโคจรผ่านร่างกายไปหลายรอบ ในที่สุดมันก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่รากปราณของเย่หลิงเซียว
รากปราณที่เดิมทีมีประกายโลหะจางๆ บัดนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
เย่หลิงเซียวสัมผัสดูอย่างละเอียด รากปราณธาตุทองของเขาเข้าสู่ระดับต่ำขั้นต่ำอย่างเต็มตัวแล้ว
"ลมปราณธาตุทองที่บรรจุอยู่ในอาวุธพังๆ เหล่านี้ ความจริงแล้วไม่ได้น้อยไปกว่าอาวุธที่สมบูรณ์เลย
แต่ปริมาณลมปราณธรรมดากลับน้อยกว่ากันถึงเจ็ดแปดเท่า
นับว่าโชคดี หากซื้อด้วยศิลาปราณ อัตราความคุ้มค่ายังคงสูงลิบลิ่ว
ดูท่าว่าในอนาคต ข้าคงต้องเก็บสะสมศิลาปราณเพื่อมาไล่กวาดซื้อพวกอาวุธเวทชำรุดพวกนี้เสียแล้ว
แบบนี้ข้าจะได้ลมปราณที่มากกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก!"