- หน้าแรก
- คัมภีร์กระบี่มหาวิถี
- บทที่ 47 - พบจอมมารอีกครา เคล็ดวิชาระดับปฐพี!
บทที่ 47 - พบจอมมารอีกครา เคล็ดวิชาระดับปฐพี!
บทที่ 47 - พบจอมมารอีกครา เคล็ดวิชาระดับปฐพี!
บทที่ 47 - พบจอมมารอีกครา เคล็ดวิชาระดับปฐพี!
"ทำไม?" หัวหน้าเว่ยขมวดคิ้ว "เฉินผิง เจ้ามีความคิดเห็นงั้นหรือ?"
"หัวหน้าเว่ย นี่มัน..." เฉินผิงมองกู้หาน กัดฟันเอ่ย "นี่มันจะแพงเกินไปหน่อยหรือไม่..."
ต่างจากกู้หาน ในฐานะที่เขาเป็นผู้ดูแลของหอจวี้เป่ามานานหลายปี ย่อมสามารถประเมินมูลค่าของผลลั่วโยวได้คร่าวๆ
ของสิ่งนี้... อย่างมากที่สุดก็มีมูลค่าเพียงหนึ่งล้านผลึกปราณเท่านั้น!
ทว่าไม่ว่าจะเป็นศาสตราลี้ลับ หรือเคล็ดวิชาระดับปฐพีที่หัวหน้าเว่ยเอ่ยถึง มูลค่าของพวกมันล้วนสูงกว่าผลลั่วโยวถึงสิบเท่าตัว
ของสองสิ่งนี้ ต่อให้พลิกแผ่นดินแคว้นต้าฉีหา ก็ไม่มีทางหาพบเด็ดขาด!
"หัวหน้าเว่ย..." เฉินผิงยิ้มขื่น "น้องชายท่านนี้ ต้องการจะซื้อผลลั่วโยวจริงๆ หอจวี้เป่าของเรายึดถือความน่าเชื่อถือเป็นสำคัญมาโดยตลอด สมควรที่จะแสดงความจริงใจออกมาบ้าง..."
"เฉินผิง!" หัวหน้าเว่ยหน้าทะมึน "เจ้าคนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา! ตกลงเจ้ายังเป็นคนของหอจวี้เป่าอยู่หรือไม่? นี่คือการตัดสินใจของท่านเจ้าหอ เจ้ามีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัยด้วยหรือ? ผลลั่วโยวนี้ เป็นเขาเองที่ดึงดันจะซื้อ ข้าไม่ได้บังคับเขาสักหน่อย! หึหึ เมื่อครู่ยังบอกอยู่เลยว่ายินดีจ่ายทุกราคา ทำไมล่ะ พอถึงเวลาเข้าจริงๆ กลับจะมาเสียใจภายหลังงั้นหรือ?"
พูดพลาง เขาปรายตามองกู้หาน น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยัน "หากเจ้าเอาของออกมาไม่ได้จริงๆ ก็ง่ายนิดเดียว! หินลี้ลับที่อยู่ข้างล่างนั่น เจ้าก็ซื้อกลับไปผ่าดูสักก้อนสิ ไม่แน่ว่าหากโชคดี... อาจจะเจอของวิเศษสักชิ้นก็ได้นะ?"
"นี่..." เฉินผิงมีสีหน้าขมขื่น "หินลี้ลับพวกนั้น... โอกาสที่จะผ่าเจอของวิเศษมีไม่ถึงหนึ่งในหมื่นด้วยซ้ำ นี่มัน..."
"หึหึ" หัวหน้าเว่ยมีสีหน้ารำคาญใจ "ในเมื่อไม่มีปัญญาซื้อ แล้วก็ไม่อยากผ่าหินลี้ลับ เช่นนั้นก็รีบไสหัวไปซะ! เวลาของข้าไม่ได้มีไว้ให้พวกเจ้ามาล้อเล่นหรอกนะ!"
ก่อนจะมา กู้หานย่อมเข้าใจดี ว่าการจะได้ผลลั่วโยวมาในวันนี้ ย่อมไม่ราบรื่นนัก
ไม่ว่าจะเป็นการโก่งราคาของหอจวี้เป่าก่อนหน้านี้ หรือท่าทีอันเลวร้ายสุดขีดของหัวหน้าเว่ยในยามนี้ ล้วนอยู่ในความคาดหมายของเขาทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองอันใด กลับรู้สึกสนใจกองหินพวกนั้นขึ้นมาแทน
"พี่เฉิน กองหินผุพังพวกนั้น สามารถผ่าเจอของวิเศษได้จริงหรือ?"
"หินผุพังงั้นหรือ?" หัวหน้าเว่ยแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ดูท่า เจ้าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหินลี้ลับคือสิ่งใด ช่างไร้ความรู้เสียนี่กระไร แล้วยังกล้ามาคุยโตโอ้อวดว่าจะซื้อผลลั่วโยวอีกหรือ?"
"น้องชาย" เฉินผิงอธิบายด้วยเสียงกระซิบ
หินลี้ลับ มองดูภายนอกอาจไม่ต่างจากก้อนหินธรรมดา ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีความลึกลับซ่อนอยู่
ภายใต้รูปลักษณ์อันแสนธรรมดานั้น ภายในของหินลี้ลับกลับซุกซ่อนสิ่งของแปลกประหลาดเอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโอสถ ของวิเศษ เคล็ดวิชา... แทบจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงแต่เปลือกหินที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอกนั้นมีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง มันแทบจะสกัดกั้นวิธีการตรวจสอบของผู้ฝึกยุทธ์ได้ทุกรูปแบบ เว้นเสียแต่ว่าจะผ่ามันออกจนหมด มิเช่นนั้นต่อให้เจ้ามีระดับพลังสูงส่งเพียงใด ก็ยากจะล่วงรู้ได้ว่าภายในนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่
ในยุคก่อนหน้านี้ กระแสการเสี่ยงทายหินเป็นที่นิยมไปทั่วทุกสารทิศ แม้นว่าหินลี้ลับเหล่านี้จะถูกฝังอยู่ลึกลงไปใต้ดิน เกิดขึ้นคู่กับเส้นชีพจรแร่ ซึ่งหาได้ยากยิ่งและมีราคาแพงหูฉี่ ทว่าก็ไม่อาจหยุดยั้งความกระตือรือร้นของผู้ฝึกยุทธ์ได้
เพียงแต่ นานวันเข้า ผู้คนที่มาเสี่ยงทายหินก็เริ่มลดน้อยถอยลง
อย่าว่าแต่หินลี้ลับส่วนใหญ่จะว่างเปล่าเลย ต่อให้ผ่าเจอสิ่งของอยู่ข้างใน แต่เมื่อผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน...
โอสถก็เสื่อมสภาพไปหมดแล้ว
ของวิเศษก็สูญเสียความขลังไปนานแล้ว
ส่วนเคล็ดวิชา ยิ่งอยู่ในสภาพฉีกขาดเสียหาย เหลือเพียงถ้อยคำไม่กี่ประโยคเท่านั้น
แน่นอน ใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดผ่าเจอของดี
เพียงแต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนมากมายมหาศาล เพื่อไปเสี่ยงกับความน่าจะเป็นที่มีไม่ถึงหนึ่งในหมื่น เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นพวกมั่งคั่งร่ำรวยที่ใช้เงินซื้อความบันเทิง ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาจะไปรับไหวได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ หินลี้ลับที่เคยเป็นที่แย่งชิงของผู้คน จึงกลายเป็นของที่ไม่มีผู้ใดเหลียวแลในยามนี้ ใครซื้อก็คือคนโง่!
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเขา กู้หานก็ใจเต้นระรัว
สามารถสกัดกั้นวิธีการตรวจสอบได้เกือบทุกรูปแบบ เช่นนั้น...
"พอได้แล้ว!" ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด เสียงอันรำคาญใจของหัวหน้าเว่ยก็ดังขึ้นอีกครั้ง "ในเมื่อเอาของออกมาไม่ได้ แล้วก็ไม่มีความกล้าพอที่จะผ่าหินลี้ลับ เช่นนั้นก็รีบไสหัวไปซะ!"
พูดพลาง เขาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องเงียบ ไม่ปรายตามองกู้หานอีกเลย
"เดี๋ยวก่อน" กู้หานรั้งเขาไว้
"มีอะไรอีก!" หัวหน้าเว่ยหน้าทะมึน "เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่พูดด้วยง่ายนักหรือ..."
"ใครบอกว่าข้าจะไม่ซื้อล่ะ?"
"รีบไสหัว... หืม? เจ้ามีปัญญาซื้องั้นหรือ?"
"มีปัญญาซื้อแน่" กู้หานมีสีหน้าราบเรียบ "อีกครึ่งวันให้หลัง ข้าจะมาใหม่"
"เช่นนั้นไม่ได้หรอก!" หัวหน้าเว่ยส่ายหน้ารัวๆ "หากเจ้าไม่กลับมาจะทำอย่างไร อย่าว่าแต่จะทำให้ข้าต้องเสียเวลาไปครึ่งค่อนวันเลย ทางฝั่งท่านเจ้าหอ ข้าก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรด้วย!"
กู้หานมองออกแล้ว
หัวหน้าเว่ยผู้นี้จงใจกลั่นแกล้งกันชัดๆ
"ของสิ่งนี้ ให้ท่านก็แล้วกัน!" เพียงแต่ ในยามนี้เขาไม่มีอารมณ์จะมาต่อความยาวสาวความยืด จึงหยิบดอกไม้ตูมสีม่วงขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากถุงมิติ แล้วโยนใส่มือของหัวหน้าเว่ย "อีกครึ่งวันให้หลัง หากข้าไม่มา ของสิ่งนี้ ก็ตกเป็นของท่าน!"
"เถาวัลย์ผลึกม่วง?" หัวหน้าเว่ยตาเป็นประกาย "จุ๊ๆ คิดไม่ถึงเลยว่า บนตัวน้องชายจะมีของดีเช่นนี้อยู่ด้วย!"
"ได้หรือยัง?" กู้หานจ้องมองเขาอย่างเงียบๆ
"ได้ ย่อมได้อยู่แล้ว!" หัวหน้าเว่ยเบิกบานใจยิ่งนัก เขาลูบคลำเถาวัลย์ผลึกม่วงในมือไม่หยุดหย่อน ความโลภในแววตานั้นไม่ถูกปิดบังเลยแม้แต่น้อย
เถาวัลย์ผลึกม่วง ถือเป็นของหายากยิ่ง
มีมูลค่าราวสองหมื่นผลึกปราณ ต่อให้เป็นระดับผู้บริหารของหอจวี้เป่าอย่างเขา นี่ก็นับว่าเป็นทรัพย์สมบัติก้อนโตเลยทีเดียว
"เฮ้อ..." ด้านข้าง เฉินผิงลอบถอนหายใจ
ต่อให้การซื้อขายครั้งนี้สำเร็จ เกรงว่าเถาวัลย์ผลึกม่วงนี้คงยากจะกลับคืนสู่มือของกู้หานแล้ว
"ถ้าเช่นนั้นก็ดี!" เมื่อได้คำตอบ กู้หานก็ไม่ลังเล หมุนตัวเดินจากไปทันที "อีกครึ่งวันให้หลัง ข้าจะมาใหม่!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินผิงก็รีบตามออกไป
"หึหึ" มองดูแผ่นหลังของคนทั้งสองที่จากไป จู่ๆ หัวหน้าเว่ยก็หัวเราะออกมา "เถาวัลย์ผลึกม่วงนี้ ข้าขอรับไว้ด้วยความยินดีก็แล้วกัน!"
เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
ว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับทะลวงทวารกระจอกๆ อย่างกู้หาน จะสามารถนำศาสตราลี้ลับ หรือเคล็ดวิชาระดับปฐพีขึ้นไปออกมาได้ อย่าว่าแต่กู้หานเลย ต่อให้เป็นท่านเจ้าหอผู้นั้น ก็ไม่มีทางเอาออกมาได้เช่นกัน!
...
ด้านนอก
"พี่เฉิน" กู้หานประสานมือคารวะเฉินผิง "เรื่องในวันนี้ ขอบคุณมาก น้ำใจครั้งนี้ ข้าจะจดจำเอาไว้!"
"อย่าพูดเช่นนั้นเลย" เฉินผิงรู้สึกละอายใจเล็กน้อย "วันนี้ ข้าไม่ได้ช่วยอะไรเจ้าเลยแม้แต่น้อย"
กู้หานส่ายหน้า
สำหรับเขาแล้ว น้ำใจของเฉินผิงในครั้งนี้ ล้ำค่าและหาได้ยากยิ่งกว่าการที่เขาจัดการเรื่องนี้สำเร็จเสียอีก!
"น้องชาย" เฉินผิงอึกอัก "วันนี้เจ้าดูเหมือน... ดูเหมือนจะขาดสติไปหน่อยนะ..."
เขาไม่เข้าใจเลย
กู้หานคนที่เคยคิดเล็กคิดน้อย กระทั่งผลึกปราณเม็ดเดียวยังใส่ใจในวันนั้น ไฉนวันนี้จึงกลายมาเป็นคนโง่เขลาที่ปล่อยให้ผู้อื่นเชือดเฉือนได้ตามใจชอบเช่นนี้?
"พี่ชาย" กู้หานไม่ได้อธิบาย "อีกครึ่งวันให้หลัง พวกเราค่อยพบกันใหม่"
เอ่ยจบ เขาก็ประสานมือคารวะเฉินผิง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อออกจากหอจวี้เป่า เขากลับไม่ได้มุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยม แต่กลับตรงไปยังเขตเมืองชั้นนอก หามุมสงบไร้ผู้คนมุมหนึ่ง แล้วหยุดฝีเท้าลง
หัวหน้าเว่ยเดาไม่ผิด
กู้หานคือคนยากจนข้นแค้นคนหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นศาสตราลี้ลับ หรือเคล็ดวิชาระดับปฐพี เขาก็ไม่มีเลยสักอย่าง
เพียงแต่ เขาไม่มี แต่มีคนมี
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ปิดเปลือกตาลง สติสัมปชัญญะจมดิ่งลงสู่เบื้องลึกที่สุดในพริบตา ที่นั่น มีขุมทรัพย์ที่เป็นของเขาเพียงผู้เดียวซ่อนอยู่!
...
"มารดามันเถอะ!"
เพิ่งจะมาถึงหน้าคุกกระบี่ กู้หานก็ได้ยินเสียงสบถด่าที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งนี้ รู้สึกคิดถึงอยู่นิดๆ รู้สึกคุ้นเคยอยู่หน่อยๆ
เขาเพิ่งจะเตรียมเอ่ยทักทาย ทว่าประโยคถัดมาของเงามืด กลับทำให้ใบหน้าของเขาดำมืดราวกับก้นหม้อในทันที
"ไอ้เด็กบัดซบนี่ ทำไมถึงยังไม่ตายไปสักที!"
"หึหึ" เขาแค่นเสียงเย็น เพียงแค่ขยับความคิด ปราณกระบี่สายหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นบนคุกกระบี่ พุ่งทะลวงร่างของจอมมารจนเป็นรูโหว่!
"ใครกัน!" จอมมารเดือดดาล "ไอ้สารเลวหน้าไหน... แค่กๆ ไอ้หนู เจ้ามาแล้วหรือ"
เมื่อเห็นว่าเป็นกู้หาน เขาก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
คำพูดเมื่อครู่ของตนเอง... คงไม่ได้ถูกมันได้ยินเข้าหรอกนะ?
ต้องได้ยินแน่! มิเช่นนั้นมันคงไม่ลงมือโดยไร้สาเหตุเช่นนี้!
ถุย ไอ้เด็กบัดซบนี่ ยังคงเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ!
"พูดสิ!" กู้หานจ้องมองเขาอย่างเย็นชา "ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?"
"ไอ้หนู!" เงามืดเองก็สุดจะทนแล้วเช่นกัน "เปิ่นจวินต้องมาอุดอู้อยู่ในสถานที่บัดซบที่มืดมิดไร้แสงตะวันเช่นนี้! มันน่าอึดอัดยิ่งกว่าเป็นนักโทษเสียอีก จะให้เปิ่นจวินด่าทอเจ้าระบายอารมณ์สักสองสามประโยคไม่ได้หรือไง? ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ วิสัยทัศน์และจิตใจของเจ้าสมควรจะกว้างขวางให้มากกว่านี้! วันๆ เอาแต่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องขี้ปะติ๋วพวกนี้ แล้วจะก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร?"
ถ้อยคำเหล่านี้ กล่าวออกมาได้อย่างหนักแน่นและมีเหตุผล กระทั่งกู้หานยังอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือว่า... ตัวเขาจะใจแคบเกินไปจริงๆ?
"พูดมาเถอะ" อาศัยจังหวะที่กู้หานยังไม่ทันตั้งตัว เขาไพล่มือไว้ด้านหลัง เอ่ยอย่างเฉยเมยว่า "ที่มาหาเปิ่นจวินในครั้งนี้ มีเรื่องอันใดอีกเล่า?"
"..." กู้หานรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง เพียงแต่ยามนี้เขาเป็นห่วงเรื่องผลลั่วโยว จึงไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำกับเงามืดอีก
"เคล็ดวิชา" เขาจ้องมองเงามืดอย่างจริงจัง "ข้าต้องการเคล็ดวิชา"
"ทำไมล่ะ?" เงามืดแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "เจ้ามีสหายอีกคนแล้วหรือไง?"
"ไม่มี" กู้หานส่ายหน้า "ครั้งนี้คืออาส่า"
"นังหนูนั่นน่ะหรือ?" สำหรับอาส่าแล้ว เงามืดปรารถนาจะรับนางเป็นศิษย์จากใจจริง เมื่อได้ยินดังนั้นจึงอดร้อนรนไม่ได้ "นางเกิดเรื่องอันใดขึ้น?"
"อืม" กู้หานเล่าเรื่องของอาส่าให้เขาฟังรอบหนึ่ง "ข้าต้องการเคล็ดวิชา เพื่อนำไปแลกกับผลลั่วโยว"
"ข้าบอกเจ้าไปตั้งนานแล้ว!" เมื่อได้ยินว่าอาส่าจะทนอยู่ได้อีกเพียงสามเดือน เงามืดก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "เจ้าปล่อยเปิ่นจวินออกไปสิ เปิ่นจวินย่อมมีวิธีช่วยนางเอง! ไอ้หนู สายเลือดที่ฝืนลิขิตสวรรค์อย่างเนตรทำลายมายา หากต้องมาเกิดเรื่องในกำมือเจ้าล่ะก็ เจ้า... เจ้าก็คือคนบาปหนาที่สุดในแผ่นดิน!"
"เพราะฉะนั้น" กู้หานย้ำอีกครั้ง "มอบเคล็ดวิชาให้ข้า ส่วนเรื่องอื่น ข้าจะจัดการเอง"
"เจ้า..." เงามืดชะงักไป
เขาเข้าใจดี นี่คือเส้นตายของกู้หาน เรื่องอื่นยังพอเจรจาได้ แต่เรื่องนี้ไม่อนุโลมเด็ดขาด
"เคล็ดวิชาระดับปฐพี เปิ่นจวินไม่มีหรอกนะ!" เขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง "เปิ่นจวินเคยบอกไปตั้งนานแล้ว ว่าเปิ่นจวินเก็บรวบรวมแต่ของชั้นเลิศเท่านั้น! ต่ำที่สุดก็คือระดับฟ้า เจ้าจะเอาก็เอา ไม่เอาก็ช่าง!"
"เจ้าโกหก!" กู้หานหรี่ตาลง
เคล็ดวิชาระดับปฐพียังพอทำเนา แต่ระดับฟ้าหรือ? ขอเพียงเขานำมันออกมา อย่าว่าแต่หอจวี้เป่าเลย เกรงว่ากระทั่งคนของสำนักอวี้ฉิง ก็ไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน
"เจ้าคิดจะทำร้ายข้า!"
"นั่นก็ช่วยไม่ได้นี่" เงามืดแบมือ "เคล็ดวิชาระดับปฐพี มันก็เป็นแค่ขยะ แค่ปรายตามองก็ถือเป็นมลทินต่อสายตาของเปิ่นจวินแล้ว เปิ่นจวินมีฐานะสูงส่งเพียงใด? เจ้าคงไม่รู้สินะ..."
ยังไม่ทันพูดจบ
ภายในคุกกระบี่ก็มีปราณกระบี่สิบกว่าสายสว่างวาบขึ้น ล็อกเป้าหมายไปที่เขาอย่างแน่นหนา
"เจ้าคงไม่รู้สินะ" เงามืดคล้ายกับไม่รับรู้ถึงอันตราย น้ำเสียงยังคงแข็งกร้าว "ทหารมารใต้บังคับบัญชาของเปิ่นจวินในปีนั้น ล้วนฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับปฐพีขั้นต่ำที่ชื่อว่าเคล็ดโลหิตวิญญาณ เป็นขยะที่ไร้ค่าอย่างยิ่ง! แน่นอน หากเจ้าดึงดันจะเอา... แค่กๆ เปิ่นจวินก็มอบให้เจ้าได้"
เอ่ยจบ เขากับกู้หานก็จ้องตากันไปมาครู่หนึ่ง
ไอ้สารเลว!
ไอ้กระดูกสันหลังยาว!
ทั้งสองคนลอบสบถด่าอยู่ในใจพร้อมๆ กัน
ครู่ต่อมา เงามืดก็ยอมมอบเคล็ดวิชาออกมาอย่างไม่อิดออด ส่วนกู้หานก็เก็บปราณกระบี่กลับไปเช่นกัน
ทั้งสองฝ่าย... กลับมาปรองดองกันแต่เพียงเปลือกนอกอีกครั้ง
"มารดามันเถอะ!" คล้อยหลังกู้หานจากไป เงามืดก็เคียดแค้นจนแทบจะขบกรามให้แหลกละเอียด "ไอ้เด็กบัดซบนี่ เห็นๆ อยู่ว่าอายุยังน้อย ทำไมถึงได้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก! คอยดูเถอะ! รอจนกว่าเจ้าจะอับจนหนทาง... ข้าจะคอยดู ว่าเจ้าจะยอมปล่อยเปิ่นจวินออกไปหรือไม่!"
...
เวลาครึ่งวันผ่านไปในพริบตา
โถงชั้นหนึ่งของหอจวี้เป่า
เบื้องหน้ากองหินลี้ลับ เฉินผิงมีท่าทีเหม่อลอย คอยชะเง้อมองออกไปด้านนอกอยู่เป็นพักๆ
ตรงกันข้าม กลับเป็นหัวหน้าเว่ยที่กำลังนั่งถ่างขาอย่างวางก้าม ในมือถือถ้วยน้ำชาวิญญาณเอาไว้
เขาก็กำลังรอกู้หานเช่นกัน
เขารู้สึกใคร่รู้นัก ว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับทะลวงทวารกระจอกๆ ผู้นี้ จะสามารถนำศาสตราลี้ลับ หรือเคล็ดวิชาระดับปฐพีกลับมาได้จริงๆ หรือไม่
เขาปรายตามองเฉินผิงแวบหนึ่ง ลอบแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
ชีวิตของตัวเองใกล้จะหาไม่แล้ว ยังจะมีอารมณ์ไปเป็นห่วงผู้อื่นอีกหรือ?
รอให้เรื่องนี้จบลงเมื่อใด ก็ถึงคราวที่ข้าจะเอาชีวิตเจ้า!
"หึหึ" เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว เขาก็วางถ้วยน้ำชาวิญญาณในมือลง ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น
กะแล้วเชียว เป็นเขาเองที่ประเมินไอ้หนูนั่นสูงเกินไป
ทว่า... ได้เถาวัลย์ผลึกม่วงมาครอบครอง ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวเปล่า
"น้องชาย!" ขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินจากไป ด้านหลังกลับมีเสียงร้องอุทานด้วยความดีใจของเฉินผิงดังขึ้น
กู้หาน... กลับมาแล้ว!
[จบแล้ว]