เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 - อยากรังแกคนรึ แต่คนอย่างข้าไม่ชอบถูกใครรังแกเสียด้วย!

บทที่ 31 - อยากรังแกคนรึ แต่คนอย่างข้าไม่ชอบถูกใครรังแกเสียด้วย!

บทที่ 31 - อยากรังแกคนรึ แต่คนอย่างข้าไม่ชอบถูกใครรังแกเสียด้วย!


บทที่ 31 - อยากรังแกคนรึ แต่คนอย่างข้าไม่ชอบถูกใครรังแกเสียด้วย!

เมืองหลวงราชวงศ์ต้าฉี ย่อมยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองกว่าสถานที่เล็กๆ อย่างเมืองเทียนอู่มากนัก

ยามนี้ ทุกคนต่างกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งที่นอกเมือง

"เหตุใดจู่ๆ สัตว์อสูรถึงเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาได้ล่ะ"

"ข้าได้ยินมาว่า เป็นเพราะภายในป่าเถื่อนโบราณมีมหาอสูรที่กลายร่างเป็นมนุษย์ปรากฏตัวขึ้นน่ะสิ!"

"เอ๊ะ ข้ากลับได้ยินมาว่ามีของวิเศษถือกำเนิดขึ้นไม่ใช่รึ"

"ไม่ใช่ๆ" คนผู้หนึ่งเหลียวซ้ายแลขวา ทำท่าทางลึกลับซับซ้อน "พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เมื่อไม่นานมานี้ผู้บัญชาการโจวกับผู้อาวุโสรับเชิญทั้งสองท่านเดินทางเข้าไปสืบสวนในส่วนลึกของป่าเถื่อนโบราณ ทว่ากลับได้รับบาดเจ็บกลับมากันถ้วนหน้า! เป็นเพราะที่นั่นมียอดคนโฉดชั่วปรากฏตัวขึ้นอย่างไรล่ะ!"

"ซี้ด... จริงหรือเนี่ย"

"ข้าฟังมาจากหลงจู๊ที่ร้านของพวกเรา ความน่าเชื่อถือน่าจะสูงมากทีเดียว"

"โธ่เอ๊ย... ต่อให้เป็นเรื่องจริงก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก พวกเจ้าอย่าลืมสิว่าค่ายกลของเมืองหลวงเรานั้นได้รับประทานมาจากสำนักเบื้องบน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งหรือจะเป็นยอดคนโฉดชั่วอะไรนั่น ขอเพียงกล้ามาล่ะก็ รับรองว่าได้ไปไม่กลับแน่ พวกเราอย่ามัวกังวลไปเองเลย!"

"นั่นก็จริง"

"..."

...บนถนนสายยาว

กู้หานและอาส่าเดินเคียงข้างกันไป เมื่อผ่านพ้นหายนะอันน่าตื่นตระหนกตกใจจากภายนอกมา พวกเขาย่อมไม่มีกะจิตกะใจจะมามัวชื่นชมความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงอีก

"นายน้อย" อาส่าแหงนหน้าขึ้น "พวกเราจะไปสำนักยุทธ์กันเลยหรือไม่"

"ยังไม่ไป" สีหน้าของกู้หานยังคงซีดเซียวอยู่บ้าง

เดิมทีตามแผนการของเขา หากเดินทางไปพร้อมกับหาสมุนไพรวิเศษไปด้วย สิบวันก็จะถึงเมืองหลวงพอดี ทว่าหลังจากสัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง เขาต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดมาตลอดทาง ซ้ำยังต้องมาแข่งขันประชันฝีเท้ากับเจ้าอ้วนกลางทางอีก ดังนั้นจึงใช้เวลาเพียงสามวันก็เดินทางมาถึงที่นี่

ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกเจ็ดวันกว่าสำนักจะเปิดรับศิษย์

"หาที่พักกันก่อนเถอะ" ไม่ว่าจะเป็นเขาหรืออาส่า หลายวันมานี้ล้วนผลาญเรี่ยวแรงไปมาก ย่อมต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่

เมื่อตัดสินใจได้ เขาก็พาอาส่าเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

ทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตู หลงจู๊ก็ประสานมือเดินเข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

"เต็มแล้วรึ" กู้หานประหลาดใจเล็กน้อย

"ใช่แล้ว" หลงจู๊ยิ้มขื่น "เดิมทีช่วงนี้ก็ประจวบเหมาะกับที่สำนักยุทธ์เปิดรับศิษย์พอดี ผู้คนในเมืองหลวงก็เยอะขึ้นมากอยู่แล้ว ผนวกกับเกิดเหตุสัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรจำนวนมหาศาลจากนอกเมืองต่างก็หลั่งไหลกันเข้ามา ที่พักในตอนนี้จึงไม่ค่อยจะพอนัก"

กู้หานจนใจ ทำได้เพียงเปลี่ยนไปอีกร้านหนึ่ง

ไม่ผิดคาด เต็มอีกแล้ว

ร้านที่สาม

ร้านที่สี่

...

เปลี่ยนร้านมาแปดเก้าแห่งติดต่อกัน คำตอบของทุกคนกลับตรงกันอย่างน่าประหลาดใจ

เหตุสัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง ทำให้พวกผู้ฝึกยุทธ์พเนจรที่อยู่ใกล้เคียงย่อมหลบหนีเข้ามาลี้ภัยในเมืองหลวงกันตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนกู้หานเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามา การจะหาที่พักไม่ได้ย่อมเป็นเรื่องปกติ

"นายน้อย..." อาส่าเริ่มเป็นกังวล "พวกเราจะไม่มีที่นอนแล้วใช่ไหม"

"..." กู้หานพูดไม่ออก

คงไม่รันทดขนาดนั้นกระมัง เพิ่งมาถึงก็ต้องนอนกลางถนนเลยรึ หรือว่าจะ... ไปสืบข่าวดูว่าองค์ชายเจ็ดกับกงกงหลี่กลับมาหรือยังดีไหม

"น้องชาย" ขณะที่กำลังครุ่นคิด คนด้านข้างก็เอ่ยเตือนขึ้นมา "ลองไปดูที่เขตเมืองชั้นในสิ"

"เมืองชั้นในรึ"

"ถูกต้อง ที่นั่นคือศูนย์กลางของเมืองหลวง ร้านค้าใหญ่ที่สุดในเมืองส่วนมากล้วนตั้งอยู่ที่นั่น หากน้องชายมีผลึกปราณมากพอ ไม่แน่ว่าอาจจะหาที่พักที่นั่นได้นะ"

"ขอบคุณมาก!" กู้หานสอบถามเส้นทางจนกระจ่าง แล้วพาอาส่าจากไปทันที

เขาย่อมไม่รู้เลยว่า ที่ถนนฝั่งตรงข้าม ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังถือกระบี่หักท่อนหนึ่ง กำคอเสื้อของผู้ฝึกยุทธ์พเนจรคนหนึ่งไว้แน่นพลางเค้นถามไม่หยุด

"ชายหนุ่มคนนั้น ใครเป็นคนฆ่า!"

"ข้า..." ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรผู้นั้นหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา "ข้าไม่รู้ ตอนนั้นสถานการณ์วุ่นวายมาก ข้า... ข้ามองไม่ชัด!"

"เจ้าลองพูดอีกทีสิ" ชายวัยกลางคนออกแรงบีบเล็กน้อย หัวไหล่ของอีกฝ่ายก็แหลกละเอียดในพริบตา!

"อ๊าก... ไว้ชีวิตด้วย!" ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรร้องขอชีวิตด้วยความเจ็บปวด "คล้ายว่า... คล้ายว่าจะเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง! ใช่... ใช่แล้ว มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ตามเขามาด้วยคนหนึ่ง!"

"มันหน้าตาเป็นอย่างไร"

"ข้ามองไม่ชัดจริงๆ!"

"ไอ้สวะ!" ชายวัยกลางคนโยนเขาทิ้งไป สีหน้ามืดครึ้ม "เด็กหนุ่มรึ เด็กผู้หญิงตัวเล็กรึ"

"ไม่ว่าจะเป็นใคร กล้าฆ่าหลานชายข้า ข้าจะต้องสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้นให้จงได้!"

...เขตเมืองชั้นใน

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ที่นี่ย่อมเงียบสงบกว่าเขตเมืองชั้นนอกมาก สิ่งปลูกสร้างเรียงรายตระหง่านอยู่สองข้างทาง บ้างก็สูงใหญ่หน้าเกรงขาม บ้างก็หรูหราโอ่อ่า ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อีกทั้งผู้คนที่สัญจรไปมาในที่แห่งนี้ ส่วนใหญ่ล้วนสวมใส่อาภรณ์หรูหรา ท่าทางหยิ่งยโสโอหัง

"นายน้อย" อาส่ามองดูจนตาลาย "ช่างโอ่อ่าอะไรเช่นนี้"

"นั่นสิ" กู้หานรู้สึกทอดถอนใจ ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดที่นี่จึงแทบไม่เห็นผู้ฝึกยุทธ์พเนจรเลย

เพราะยากจนเกินไปอย่างไรเล่า!

"ไปกันเถอะ" เมื่อเห็นสีหน้าตื่นเต้นดีใจของอาส่า เขาก็ยิ้มออกมา แล้วเลือกเดินเข้าไปในอาคารที่ใหญ่ที่สุดและตกแต่งหรูหราที่สุดในทันที

"หืม" ภายในร้าน ผู้ดูแลคนหนึ่งเห็นการแต่งกายของกู้หาน ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสังเกตเห็นได้ยาก "ทั้งสองท่าน มีธุระอันใดรึ"

"พักโรงเตี๊ยม" อาส่าถามอย่างกระตือรือร้น "ที่นี่คงยังไม่เต็มใช่ไหม"

"ย่อมไม่เต็ม" ผู้ดูแลพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉย "ทว่าห้องอักษรอี่และห้องอักษรปิ่งล้วนมีคนพักเต็มหมดแล้ว เหลือเพียงห้องพักชั้นยอดอักษรเจี่ยเพียงหนึ่งห้อง พวกเจ้า... แน่ใจนะว่าจะพัก"

"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" กู้หานย่อมฟังออกถึงความหมายดูแคลนในน้ำเสียงของเขา

"ไม่มีอะไร" ผู้ดูแลยิ้มอย่างไว้ตัว กวาดสายตามองกู้หานอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าตนเองมองคนไม่ผิด ถึงได้เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า "ห้องอักษรเจี่ยนี้ ภายในมีการติดตั้งค่ายกลรวบรวมปราณ ทั้งยังมีสรรพคุณช่วยให้จิตใจสงบ หากบ่มเพาะพลังอยู่ภายในนั้น ย่อมให้ผลลัพธ์มากกว่าภายนอกถึงห้าเท่า ส่วนเรื่องค่าพักนั้น... ก็ไม่มากเท่าไหร่ เพียงวันละหนึ่งพันผลึกปราณเท่านั้น"

ใบหน้าของกู้หานเรียบเฉยดุจบ่อน้ำนิ่ง

ไม่ว่าจะไปที่ใด ก็มักจะเจอกับเรื่องราวชวนหงุดหงิดจากพวกตาต่ำดูถูกคนเช่นนี้อยู่ร่ำไป!

"ทั้งสองท่าน" ผู้ดูแลเลิกคิ้วขึ้น "คิดดีหรือยัง จะพัก หรือไม่พัก"

"ไร้สาระ!" กู้หานย่อมไม่ไว้หน้าเขาเช่นกัน "แน่นอนว่าต้องพัก..."

ทว่า ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงสนทนาจากภายนอกเสียก่อน

"น้องหญิงหลิว" ผู้ที่เอ่ยปากคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเร่าร้อน "เจ้ากำลังอยู่ในช่วงทะลวงระดับ และห้องอักษรเจี่ยของที่นี่ ก็นับเป็นสถานที่บ่มเพาะที่ดีที่สุดและมีเพียงแห่งเดียวในเมืองหลวง หากใช้ร่วมกับแหล่งกำเนิดปราณในมือของเจ้า ก่อนที่สำนักจะเปิดรับศิษย์ ย่อมสามารถเสริมสร้างรากฐานของระดับพลังให้มั่นคงได้อย่างแน่นอน!"

"รบกวนพี่ชายแล้ว" ครั้งนี้เป็นเสียงของสตรี น้ำเสียงเยือกเย็นจับใจ แฝงความยินดีอยู่จางๆ

"พูดเกรงใจอันใดกัน" ชายหนุ่มแทบจะถูกกระชากวิญญาณหลุดลอยไป "ท่านลุงหลิวกับบิดาข้าเป็นสหายเก่าแก่กัน บัดนี้น้องหญิงเดินทางมาถึงเมืองหลวง ข้าย่อมต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดีอยู่แล้ว! เจ้าวางใจเถอะ ห้องอักษรเจี่ยนี่ เจ้าอยากจะพักนานแค่ไหนก็พักไปเลย!"

ระหว่างที่พูดคุย ชายหญิงคู่หนึ่งก็เดินยิ้มแย้มเคียงคู่กันเข้ามา

ชายหนุ่มไม่ทราบว่าเป็นใคร

ส่วนหญิงสาวนั้น... กลับกลายเป็นหลิวอิง!

เมื่อเห็นกู้หานและอาส่า นางก็อึ้งไปเล็กน้อย สีหน้าพลันเย็นชาลงอย่างรวดเร็ว

ส่วนกู้หานนั้น... กลับมีสีหน้ารังเกียจ

รู้สึกสะอิดสะเอียนคนผู้นี้อยู่บ้าง

"คุณชายหลิว" เมื่อเห็นชายหนุ่ม ผู้ดูแลก็ตาเป็นประกาย รีบยิ้มแย้มประจบประแจง ท่าทีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ "ท่านมาได้อย่างไรกัน"

"แค่มาเดินดูเรื่อยเปื่อยเท่านั้น" หลิวทงตอบกลับอย่างขอไปที สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่หลิวอิงข้างกายไม่วางตา "ห้องอักษรเจี่ย ยังมีอยู่ใช่หรือไม่"

"มีขอรับ มีขอรับ!"

"งั้นก็ดี เตรียม... หืม" พูดไปได้ครึ่งทาง เขาก็สังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของหญิงงามข้างกาย "น้องหญิง เจ้าเป็นอะไรไป เจ้ารู้จักพวกเขารึ"

ขณะที่พูด เขาก็ปรายตามองกู้หานอย่างราบเรียบ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

"รู้จักสิ" หลิวอิงสูดลมหายใจเข้าลึก คล้ายกำลังข่มความรู้สึกอึดอัดใจเอาไว้ ทว่าท่าทางนั้นกลับทำเอาชายหนุ่มข้างกายมองจนตาแทบถลน "เขามาจากเมืองเทียนอู่เหมือนกัน"

"อ้อ" หลิวทงหมดความสนใจในพริบตา

ไอ้ยาจกจากบ้านนอกคอกนา อีกทั้งยังไม่ได้มีหน้าตางดงามล่มเมืองเฉกเช่นหลิวอิง เขาย่อมคร้านจะชายตามองแม้แต่นิดเดียว

"ไปเตรียมการให้เรียบร้อย" เขาหันไปสั่งผู้ดูแล "น้องหญิงหลิวของข้าจะมาพักที่นี่สักระยะ"

"ได้ขอรับ ได้ขอรับ!" รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้ดูแลยิ่งกว้างขึ้น แทบจะค้อมเอวคำนับอยู่แล้ว

เขาย่อมรู้ดีว่า หลิวทงผู้นี้มีชาติตระกูลสูงส่ง ลงมือใจปัก ทุกครั้งที่มาที่นี่ เขาจะได้รับผลประโยชน์พิเศษก้อนโตเสมอ นับเป็นแขกคนสำคัญ เป็นเศรษฐีตัวจริงในใจเขาเลยทีเดียว

ส่วนกู้หานน่ะรึ ถูกเขาลืมไปจนหมดสิ้นแล้ว

"ช้าก่อน!" เขาลืมไปแล้ว แต่กู้หานยังไม่ลืม

"เจ้าเคยพูดไว้" เขาจ้องมองผู้ดูแลด้วยสายตาเย็นชา "ห้องอักษรเจี่ย เหลือเพียงหนึ่งห้องแล้วไม่ใช่รึ"

"ใช่แล้ว!" เมื่อเผชิญหน้ากับกู้หาน ผู้ดูแลก็กลับมาใช้น้ำเสียงแบบเดิมอีกครั้ง เย็นชาและแฝงความดูแคลน

"เมื่อครู่ข้าบอกว่า" กู้หานกล่าวอย่างจริงจัง "ข้าจะพัก!"

"งั้นรึ" ผู้ดูแลยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม "ข้าฟังไม่ถนัดน่ะ"

"ตอนนี้เจ้าได้ยินชัดเจนแล้วรึยัง"

"ต้องขออภัยด้วย ตอนนี้ไม่มีห้องเหลือแล้ว!"

"เจ้า!" อาส่ารู้สึกทนไม่ไหว "เห็นๆ อยู่ว่าพวกเรามาก่อน!"

"หึหึ" ผู้ดูแลไม่สะทกสะท้าน "แล้วอย่างไรล่ะ พวกเจ้าจ่ายผลึกปราณแล้วรึ ก็ยังไม่ใช่ไหม ในเมื่อยังไม่ได้จ่าย ห้องนี้ก็ถือว่ายังไม่มีเจ้าของ ข้าอยากจะให้ใครพัก ก็ย่อมให้คนนั้นพักได้!"

"จุ๊ๆๆ" อีกด้านหนึ่ง หลิวทงปรายตามองกู้หานด้วยสายตาดูแคลน "น้องหญิงหลิว สหายร่วมเมืองของเจ้านี่ ดูท่าทางจะไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมเอาเสียเลยนะ!"

"เขาก็มักจะเป็นเช่นนี้แหละ" หลิวอิงมีสีหน้าเรียบเฉย "มักจะแยกแยะความจริงกับจินตนาการไม่ออก ชอบทำอะไรเกินตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้คนก็เท่านั้น"

"ข้าเข้าใจแล้ว!" หลิวทงตาเป็นประกาย "ด้วยรูปโฉมของน้องหญิงหลิว ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาย่อมมีไม่น้อย ไอ้หมอนี่... คงจะเป็นหนึ่งในนั้นล่ะสิ! หึหึ เช่นนั้นก็อธิบายได้แล้วล่ะ แต่ทว่านะ..."

เขาเปลี่ยนเรื่อง แล้วหันไปปรายตามองกู้หานอีกครั้ง

"เกิดเป็นคน ต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว! คิดจะทำตัวโดดเด่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ ก็ต้องดูสถานะของตัวเองเสียก่อน แล้วก็แหกตาดูด้วยว่าที่นี่คือที่ใด! เมืองหลวงราชวงศ์ต้าฉีของเรา ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างเมืองเทียนอู่จะมาเทียบได้หรอกนะ!"

"แน่นอนล่ะ..." พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ลอบสังเกตสีหน้าของหลิวอิง ก่อนจะยิ้มอย่างได้ใจ "วันนี้ข้าจะเห็นแก่หน้าน้องหญิงหลิว เห็นแก่ที่เจ้าเป็นสหายร่วมเมืองของนาง ข้าจะไม่ถือสาหาความกับการกระทำอันล่วงเกินของเจ้าก็แล้วกัน ทว่าห้องอักษรเจี่ยนี้ เจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติจะพักอยู่ดี ภายในสามลมหายใจ ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ มิเช่นนั้นข้าคงจะอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ และผลของการทำให้ข้าไม่พอใจน่ะ... เชื่อข้าเถอะ ไม่มีกี่คนหรอกที่จะรับไหว"

"ข้อแรก" กู้หานสูดลมหายใจเข้าลึก "ที่นี่ ข้าเป็นคนมาก่อน ห้องอักษรเจี่ยนี้ ข้าก็เป็นคนจองก่อน"

"ข้อสอง"

"เจ้าบอกว่าข้าเลื่อมใสศรัทธานางรึ ถ้างั้นเจ้าลองถามนางดูสิ ว่าเมื่อก่อนใครกันที่คอยเดินตามหลังข้าต้อยๆ ปากก็เรียกพี่กู้ๆ แถมยังแทบจะทอดสะพานให้ข้าอยู่รอมร่อ"

"ใช่แล้ว!" อาส่ารีบผสมโรง "ข้าเห็นกับตาเลยนะ นางน่ะเอาอกเอาใจนายน้อยของข้าจะตายไป!"

"พวกเจ้า!" หลิวอิงหน้าถอดสี

ตอนนั้น กู้หานยังเป็นอัจฉริยะผู้ห้าวหาญ นางย่อมสนิทสนมกับเขาเป็นพิเศษ แทบจะงัดเอาเสน่ห์ทั้งหมดที่มีออกมาใช้ ทว่าแม้กู้หานจะพบปะกับนางอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังรักษาระยะห่างระหว่างกันเสมอ นี่กลายเป็นหนามยอกอกของนาง ทุกครั้งที่เห็นกู้หาน หนามนั้นก็จะทิ่มแทงลึกลงไป ทำให้เจ็บปวดเจียนตาย นี่คือสาเหตุที่พอนางเห็นกู้หานฟื้นฟูระดับพลังกลับมาได้ จึงจงใจหาเรื่องกลั่นแกล้งเขา

ยามนี้ ถูกแฉเรื่องในอดีต นางก็อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

"น้องหญิง..." เมื่อเห็นสีหน้าของหลิวอิง หลิวทงไหนเลยจะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่กู้หานพูดคือความจริง

คำพูดของกู้หาน ทำให้หลายวันที่ผ่านมาที่เขาคอยเอาอกเอาใจหลิวอิง หวังจะพิชิตใจหญิงงาม กลายเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี! ท่ามกลางความอับอายและเจ็บปวดใจ ความรู้สึกที่เขามีต่อกู้หานก็เปลี่ยนจากความดูแคลนกลายเป็นความเคียดแค้นชิงชัง ซ้ำยังเจือปนไปด้วยความรู้สึกเปรี้ยวฝาดอย่างบอกไม่ถูก

"แล้วก็" กู้หานไม่สนใจเขา พูดต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน "ข้าจะมีคุณสมบัติพักหรือไม่... พวกเจ้า ตัดสินไม่ได้หรอก!"

"กู้หาน!" หลิวอิงโกรธจนแทบจะขบกรามแตก "เจ้าจะต้องชดใช้ให้กับความอวดดีของเจ้าอย่างสาสม!"

"อวดดีรึ" กู้หานยิ้มหยัน "ไม่ ไม่ใช่หรอก!"

"ก็แค่พวกเจ้าเคยชินกับการรังแกผู้คนก็เท่านั้นเอง แต่ช่างไม่บังเอิญเอาเสียเลย กระดูกของข้ามันแข็งมาตั้งแต่เกิด และข้าก็ไม่ชอบให้ใครมารังแกเสียด้วย!"

"เพราะฉะนั้น วันนี้พวกเจ้าหาเรื่องผิดคนแล้ว!"

"ข้าเปลี่ยนใจแล้ว!" อีกด้านหนึ่ง หลิวทงโพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไฟริษยาแผดเผาอยู่ในอก ใบหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย จ้องมองกู้หานเขม็ง "วันนี้ เจ้าไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 31 - อยากรังแกคนรึ แต่คนอย่างข้าไม่ชอบถูกใครรังแกเสียด้วย!

คัดลอกลิงก์แล้ว