- หน้าแรก
- คัมภีร์กระบี่มหาวิถี
- บทที่ 32 - นี่คือแขกคนสำคัญของตระกูลมู่หรงข้า คุกเข่าโขกศีรษะขอโทษเขาเดี๋ยวนี้!
บทที่ 32 - นี่คือแขกคนสำคัญของตระกูลมู่หรงข้า คุกเข่าโขกศีรษะขอโทษเขาเดี๋ยวนี้!
บทที่ 32 - นี่คือแขกคนสำคัญของตระกูลมู่หรงข้า คุกเข่าโขกศีรษะขอโทษเขาเดี๋ยวนี้!
บทที่ 32 - นี่คือแขกคนสำคัญของตระกูลมู่หรงข้า คุกเข่าโขกศีรษะขอโทษเขาเดี๋ยวนี้!
ความวุ่นวายภายในโรงเตี๊ยม ย่อมดึงดูดผู้คนไม่น้อยให้หยุดดู
"คนผู้นี้เหมือนจะไปล่วงเกินคุณชายหลิวเข้านะ"
"เขาเป็นใครกัน ถึงได้กล้าดีปานนี้"
"ไม่รู้จัก แต่ดูจากรอยเลือดบนเสื้อผ้าของเขา คล้ายกับว่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เพิ่งหนีตายมาจากนอกเมืองในวันนี้นะ"
"มิน่าล่ะถึงไม่รู้จักคุณชายหลิว จุ๊ๆ คนผู้นี้ช่างโชคร้ายเสียจริง เพิ่งจะรอดตายมาจากนอกเมืองหยกๆ กลับมาก่อเรื่องใหญ่โต ล่วงเกินคุณชายหลิวเข้า... หึหึ! เกรงว่าคราวนี้อยากตายก็ยังยากเสียแล้ว!"
"..."
ผู้คนต่างชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์ด้วยสีหน้ารอชมเรื่องสนุก พวกเขาย่อมรู้จักหลิวทงเป็นอย่างดี
ชายผู้นี้มีระดับพลังธรรมดาสามัญ พรสวรรค์ก็งั้นๆ ทว่าเขากลับเป็นลูกผู้พี่ผู้น้องกับองค์ชายใหญ่ในปัจจุบัน และด้วยสถานะนี้เอง เขาจึงได้ดิบได้ดีในเมืองหลวง เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ก็บ่มเพาะนิสัยหยิ่งยโสโอหังและเจ้าคิดเจ้าแค้นขึ้นมา ส่วนคนที่ไปล่วงเกินเขา จุดจบมักจะน่าอนาถเสมอ ยกเว้นคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ก็แทบไม่มีใครกล้าไปแหยมกับเขาเลย
หลายปีมานี้ กู้หานเป็นคนแรกที่กล้าท้าทายเขา
"ไปงั้นรึ" เมื่อถูกบีบคั้นถึงเพียงนี้ โทสะในใจกู้หานย่อมพุ่งพล่าน ไม่มีทางที่จะยอมก้มหัวให้อย่างแน่นอน "เดิมทีข้าก็ตั้งใจจะพักที่นี่อยู่แล้ว ทำไมข้าต้องไปล่ะ"
"พักรึ" หลิวทงแค่นเสียงเย็น "ผู้ดูแลซ่ง!"
"ขอรับ คุณชายหลิวมีสิ่งใดโปรดสั่งมาได้เลย!"
"ช่างบังเอิญเสียจริง น้องหญิงหลิวของข้าต้องการจะพัก ส่วนเขาก็บอกว่าจะพักเหมือนกัน ทว่าห้องอักษรเจี่ยเหลือเพียงหนึ่งห้องแล้ว เจ้าว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดี"
"ทั้งสองท่าน" ผู้ดูแลซ่งเหลือบตามองกู้หานแวบหนึ่ง "พวกเจ้าก็คงได้ยินแล้ว บัดนี้โรงเตี๊ยมของพวกเราแขกเข้าพักเต็มหมดแล้ว หากพวกเจ้าอยากจะพัก ก็รอโอกาสหน้าเถอะ!"
"เป็นอย่างไรล่ะ" คล้ายกับทวงคืนหน้าตามาได้บ้าง ความแค้นในใจหลิวทงก็เบาบางลงไปเล็กน้อย สายตาที่มองกู้หานเต็มไปด้วยความยั่วยุ "เจ้าจะมีคุณสมบัติพักหรือไม่ ข้าพูดคำเดียวก็เป็นอันจบ! แล้วก็..."
ด้วยนิสัยของเขา การจะปล่อยกู้หานไปง่ายๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
"คุกเข่าลงซะ!"
"เมื่อครู่เจ้าล่วงเกินน้องหญิงหลิว โขกศีรษะขอโทษนางเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้น วันนี้เจ้าอย่าหวังว่าจะได้รอดชีวิตออกไปจากเมืองหลวง!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็เบนสายตาไปรวมอยู่ที่กู้หานทันที
"พวกเจ้าว่าเขาจะคุกเข่าหรือไม่"
"ข้าว่าคุกเข่าจะดีกว่านะ อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้"
"หึหึ เด็กวัยรุ่นก็มักจะเลือดร้อน การคุกเข่าครั้งนี้ เกรงว่าจะบั่นทอนกำลังใจของเขาไปมาก หากไร้ซึ่งกำลังใจแล้ว เส้นทางการบ่มเพาะในวันข้างหน้า คงต้องยากลำบากแสนเข็ญเป็นแน่"
"คุณชายหลิวนี่รับมือยากจริงๆ"
"..."
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาต่างตั้งตารอว่ากู้หานจะรับมืออย่างไร
คุกเข่า ศักดิ์ศรีก็ป่นปี้ ไม่คุกเข่า ศักดิ์ศรียังอยู่ ทว่าต้องแลกด้วยชีวิต
อีกด้านหนึ่ง หลิวอิงก็จ้องมองกู้หานตาไม่กะพริบ ลึกๆ ในดวงตายังซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้จางๆ ขอเพียงกู้หานคุกเข่า หนามที่ตอกรัดอยู่ในใจนาง ก็จะถูกถอนรากถอนโคนออกไปอย่างหมดจด
ทว่า ปฏิกิริยาของกู้หานกลับทำให้นางต้องผิดหวัง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มไฟโทสะและจิตสังหารในใจเอาไว้ มือซ้ายลูบศีรษะอาส่าที่กำลังโกรธจนน้ำตาคลอเบ้า มือขวาพลิกวูบ ดึงกระบี่ยาวสภาพทรุดโทรมเล่มหนึ่งออกมาจากถุงมิติ!
"อะไรกัน!" ทุกคนแตกตื่นตกใจ "เขา... เขาจะทำอะไรน่ะ"
"ไม่มั้ง เขาเลือกที่จะลงมือเชียวรึ"
"โง่เขลา โง่เขลาเกินไปแล้ว ทำแบบนี้ เกรงว่าจะไม่มีโอกาสให้ประนีประนอมแล้ว ไอ้เด็กนี่มันไม่กลัวตายจริงๆ!"
"..."
พวกเขาฝันไปก็ยังคิดไม่ถึง ว่ากู้หานจะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่บ้าบิ่นถึงเพียงนี้
อยากให้ข้าคุกเข่ารึ ถ้างั้นข้าก็จะเอาชีวิตเจ้า!
เมื่อเห็นกู้หานเป็นเช่นนี้ หลิวอิงก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ทว่าวินาทีต่อมาก็กลับมายินดีปรีดาอีกครั้ง
ที่นี่ไม่ใช่เมืองเทียนอู่! และหลิวทงก็ไม่ใช่ตัวละครเล็กๆ ไร้เส้นสายไร้เบื้องหลังอย่างตระกูลกู้! ล่วงเกินเขา กู้หาน... วันนี้ต้องตายสถานเดียว!
"ข้าพูดไปแล้ว" กู้หานไม่สนใจปฏิกิริยาของคนรอบข้าง เขาจ้องมองหลิวทงอย่างเย็นชา "คนอย่างข้ากระดูกมันแข็ง หัวเข่ามันงอไม่ลง!"
"เจ้า..." ยามนี้หลิวทงมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "เจ้ากล้าชักกระบี่ใส่ข้ารึ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร"
"ไม่รู้!" ระหว่างที่เอ่ยปาก ร่างของกู้หานก็พุ่งพรวดออกไปอย่างรวดเร็ว!
เขาย่อมมองออก แม้ระดับพลังของหลิวทงจะสูงกว่าเขาอยู่บ้าง ทว่ากลิ่นอายบนร่างกลับลอยฟ่อง รากฐานไม่มั่นคง อีกทั้งยังไร้ซึ่งประสบการณ์การต่อสู้โดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้โอสถอัดระดับพลังขึ้นมาอย่างฝืนธรรมชาติ การรับมือกับคนประเภทนี้ เขาใช้เวลาเพียงครึ่งลมหายใจก็เกินพอ!
ซี้ด! ทุกคนมองจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก เด็กหนุ่มผู้นี้ ช่างมีจิตสังหารรุนแรงนัก!
ฝั่งตรงข้าม หลิวทงยืนนิ่งงันเป็นไก่ตาแตก เขามีสถานะพิเศษ ตั้งแต่เล็กจนโต แทบไม่มีใครกล้าขัดใจเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการชักกระบี่ใส่เลย ชั่วขณะหนึ่ง เขาถึงกับทำอะไรไม่ถูก
กระบี่แม้จะดูทรุดโทรม ทว่าปลายกระบี่กลับทอประกายเย็นเยียบ ปราณกระบี่มหาอนุมานพร้อมปะทะ วินาทีถัดมา มันก็จะเจาะร่างของเขาให้พรุนเป็นรังผึ้ง!
"บังอาจ!" จังหวะนั้นเอง เสียงตวาดกร้าวก็ดังขึ้น!
สิ้นเสียง เงาร่างสายหนึ่งก็มาขวางอยู่เบื้องหน้าหลิวทงแล้ว! ในขณะเดียวกัน พลังปราณอันมหาศาลก็ทะลักล้นออกมา ก่อตัวเป็นพลังหมัดขนาดราวหนึ่งฉื่อ เข้าปะทะกับการโจมตีของกู้หานอย่างจัง!
เป็นผู้ดูแลซ่งนั่นเอง!
ตึง! ตึง! ตึง!
กู้หานที่อาการบาดเจ็บยังไม่หายดี หลังจากฝืนทำลายพลังหมัดนั้นไป เขาก็ถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดจนต้องถอยร่นไปหลายก้าว เลือดลมทั่วร่างปั่นป่วนไม่หยุด มุมปากมีรอยเลือดซึมออกมาอีกครั้ง
"นายน้อย!" อาส่ารีบวิ่งเข้าไปประคองเขาไว้ "ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม"
"ยังไม่ตายอีกรึ" ผู้ดูแลซ่งรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ระดับพลังของเขาคือรวมปราณขั้นที่เจ็ด การโจมตีเมื่อครู่แม้จะค่อนข้างฉุกละหุก ทว่าก็รวบรวมพลังไปถึงห้าส่วน ซ้ำยังใช้เคล็ดวิชาเขย่าขุนเขาระดับเหลืองขั้นสูงด้วย เดิมทีเขาคิดว่ากู้หานต่อให้ไม่ตาย ก็คงหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะต่อต้าน ทว่ากลับคาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะได้รับเพียงบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมาสืบสาวราวเรื่อง ไม่ต้องพูดถึงผลประโยชน์มากมายที่ได้รับในยามปกติ ลำพังแค่สถานะของหลิวทง หากต้องมาตายอยู่ที่นี่ สำหรับเขาก็ถือเป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่แรกเริ่ม เขาก็รู้สึกรังเกียจกู้หานโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว
ยามนี้ เมื่อมีโอกาส เขาย่อมไม่ยอมปล่อยกู้หานไปง่ายๆ
"เจ้ารนหาที่ตายจริงๆ! อาณาเขตของตระกูลมู่หรงข้า ใช่ที่ที่เจ้าจะมาทำกำเริบเสิบสานได้รึ"
ตระกูลมู่หรงรึ ทุกคนได้ยินก็ถึงกับอึ้งไป
"ตระกูลมู่หรงไหนกัน เมืองหลวงของเรามีตระกูลนี้ด้วยรึ"
"จะเป็นตระกูลมู่หรงไหนได้อีกล่ะ ก็ต้องเป็น... แค่กๆ ตระกูลจากสำนักเบื้องบนนั่นน่ะสิ!"
ซี้ด! ทุกคนหน้าถอดสี
"เป็นเช่นนี้นี่เอง!"
"ที่แท้ก็ตระกูลมู่หรงนั้นเอง!"
"ไร้สาระ ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่า เพราะอะไรโรงเตี๊ยมแห่งนี้ถึงเปิดอยู่ใจกลางเขตเมืองชั้นในที่หรูหราที่สุดได้ล่ะ อีกอย่าง ด้วยระดับพลังสูงส่งของผู้ดูแลซ่ง ไปเป็นยอดฝีมือรับเชิญของตระกูลระดับกลางยังเหลือเฟือเลย แล้วทำไมเขาถึงต้องมาขลุกเป็นแค่ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมเล็กๆ ด้วยล่ะ"
"มิน่าล่ะ ที่แท้โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ปานนี้!"
"จุ๊ๆ ไอ้เด็กนั่นจบเห่แล้ว!" ผู้คนต่างสมน้ำหน้า "มันกล้าล่วงเกินแม้กระทั่งตระกูลมู่หรง!"
"เด็กหนุ่มไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ งานนี้ได้ล้มลุกคลุกคลานครั้งใหญ่แน่!"
"หึหึ นั่นสิ พวกเราก็คอยดูไปเถอะ อย่าว่าแต่มันไม่มีเบื้องหลังอะไรเลย ต่อให้คนของราชวงศ์มา วันนี้ก็ช่วยชีวิตมันไม่ได้หรอก!"
"..."
ท่ามกลางเสียงพูดคุย หลิวทงก็ได้สติกลับมา ใบหน้าหน้าแดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น วินาทีเมื่อครู่นี้ เขาได้สัมผัสถึงวิกฤตแห่งความตายอย่างแท้จริง!
"ผู้ดูแลซ่ง!" เมื่อนึกถึงสภาพน่าเกลียดของตนเองที่ตกอยู่ในสายตาผู้คนมากมาย เขาก็แทบอยากจะสับกู้หานเป็นหมื่นชิ้น "จับตัวมันให้ข้า!"
"ข้ามีของกำนัลชิ้นใหญ่ตอบแทนให้แน่นอน ข้าจะไม่ยอมให้ท่านต้องเสียเปรียบแม้แต่น้อย!"
"คุณชายหลิวพูดล้อเล่นแล้ว" ผู้ดูแลซ่งยินดีในใจ ทว่าสีหน้ายังคงเรียบเฉย "ไอ้เด็กนี่ไม่เห็นกฎเกณฑ์ของตระกูลมู่หรงอยู่ในสายตา กล้ามาลงมืออุกอาจที่นี่ วันนี้ ข้าไม่มีทางปล่อยมันไปเด็ดขาด! ไอ้หนู!" เขาหันไปมองกู้หานด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม "เจ้าทำตัวเองทั้งนั้น อย่าหาว่าข้าโหดร้ายก็แล้วกัน!"
"มีเรื่องหนึ่ง" ผิดความคาดหมายของทุกคน จู่ๆ กู้หานก็กลับมามีท่าทีสงบเยือกเย็น ซ้ำแววตายังแฝงความประหลาดใจไว้สายหนึ่ง "เจ้ารู้จักมู่หรงเยียนหรือไม่"
"บังอาจ!" ผู้ดูแลซ่งหรี่ตาลง "นามของคุณหนูใหญ่ ใช่สิ่งที่คนอย่างเจ้าจะเรียกขานได้รึ!"
ตูม!
ยังพูดไม่ทันจบ พลังปราณระดับรวมปราณขั้นที่เจ็ดก็ระเบิดออกมาจนหมดสิ้น เขาพุ่งหมัดเข้าใส่กู้หานอีกครั้ง!
ชั่วพริบตาเดียว! แรงกดดันจนแทบหายใจไม่ออกก็ถาโถมเข้าใส่!
จบกัน! ทุกคนส่ายหน้าเงียบๆ หมัดนี้ฟาดลงไป ไอ้เด็กหนุ่มนั่นคงได้กลายเป็นกองเนื้อบดคาที่แน่
อีกด้านหนึ่ง หลิวทงมีสีหน้าสะใจและระบายแค้น ส่วนหลิวอิง... มองดูกู้หานที่กำลังจะตาย สีหน้าของนางกลับดูซับซ้อน คล้ายกับมีความรู้สึกปลดแอกแฝงอยู่จางๆ
"นายน้อย!" เมื่อหมัดมฤตยูพุ่งเข้ามา อาส่าก็เตรียมจะเอาตัวเข้าขวางกู้หานไว้
"อยู่นิ่งๆ" กู้หานกอดนางไว้แน่น พลิกฝ่ามือวูบ ดึงเอาป้ายเหล็กสีดำสนิทออกมา!
ชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตาย! พลังหมัดของผู้ดูแลซ่งพลันหยุดชะงักกึก!
"เจ้า..." เมื่อเห็นป้ายเหล็กชิ้นนี้ รูม่านตาของเขาก็หดเกร็งอย่างรุนแรง ไม่สนใจแม้กระทั่งผลสะท้อนกลับจากการรั้งพลังยุทธ์กะทันหัน ใบหน้าซีดเผือดลงในพริบตา "ของสิ่งนี้ เจ้า... เจ้าได้มาจากที่ใด"
ฟู่... กู้หานถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
หากป้ายเหล็กนี่ใช้ไม่ได้ผล เขาก็คงต้องรับการโจมตีนี้ไว้สุดกำลัง แล้วค่อยพาอาส่าหนีเอาชีวิตรอดอีกครั้ง โชคดีที่มู่หรงเยียนไม่ได้หลอกเขา ของชิ้นนี้ มีประโยชน์จริงๆ ด้วย
"ผู้ดูแลซ่งรึ" หลิวทงเห็นเขาหยุดมือไปดื้อๆ ก็เริ่มโมโห "ลงมือสิ!"
"ท่านวางใจได้ ข้ากลับไปแล้ว จะรีบให้คนนำของกำนัลชิ้นใหญ่มาส่งให้ท่านทันที รับรองว่าจะไม่มีทางขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย!"
ทว่า ผู้ดูแลซ่งที่เคยกุลีกุจอต้อนรับเขากลับทำหูทวนลม เอาแต่จ้องมองป้ายเหล็กนั้นอย่างเหม่อลอย
อีกด้านหนึ่ง หลิวอิงสีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เริ่มมีความสังหรณ์ใจไม่ดีผุดขึ้นมาแล้ว
ภายนอก ผู้คนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ป้ายเหล็กเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตานี่ มันคือของวิเศษอันใดกัน ถึงกับทำให้ผู้ดูแลซ่งรู้สึกหวาดหวั่น... ไม่สิ! ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวต่างหาก!
"ไอ้สวะ!"
ทันใดนั้น! น้ำเสียงทรงอำนาจก็ดังกังวานขึ้นดุจระฆังใบใหญ่ แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนจนหูอื้ออึง!
เมื่อทุกคนได้สติกลับมา กลางวงก็มีคนผู้หนึ่งเพิ่มเข้ามาเสียแล้ว เป็นชายวัยกลางคน สวมชุดคลุมสีม่วง สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม กลิ่นอายรอบกายลึกล้ำสุดหยั่งคาด ทำให้ผู้คนไม่อาจประเมินความตื้นลึกหนาบางได้เลย
"หลง..." เมื่อเห็นผู้มาเยือน ผู้ดูแลซ่งก็รีบโค้งคารวะ "หลงจู๊ ท่านออกมาได้อย่างไรขอรับ"
"ซ่งซิง" ชายผู้นั้นมีสีหน้าเรียบเฉย "เจ้าลืมสถานะของตัวเองไปแล้วใช่หรือไม่"
"มิกล้า มิกล้าขอรับ..."
ซ่า! ผู้ดูแลซ่งรู้สึกหนังหัวชาหนึบ เหงื่อเย็นเยียบไหลท่วมร่างในพริบตา!
"มิกล้ารึ" ชายผู้นั้นไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา "แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่เจ้ามีสิทธิ์มาก้าวก่ายเรื่องภายในของตระกูลมู่หรงข้า"
"ผู้น้อย... ผู้น้อย..." ผู้ดูแลซ่งตัวสั่นงันงก พูดจาติดขัดฟังไม่ได้ศัพท์ไปแล้ว
"โง่เขลาเบาปัญญา" ชายผู้นั้นพูดต่อไป "ในฐานะสุนัขรับใช้ของตระกูลมู่หรงข้า กลับกล้าแว้งกัดแขกผู้ทรงเกียรติที่สุดของตระกูลมู่หรงข้า เจ้าลองบอกมาสิ ว่าควรรับโทษทัณฑ์เยี่ยงไร"
"ไว้ชีวิตด้วยขอรับ!"
ตุ้บ! ผู้ดูแลซ่งทรุดเข่าอ่อนยวบ คุกเข่าลงกับพื้นในทันที!
"หลงจู๊ เป็นข้าที่ตาบอดเอง มองไม่เห็นแขกผู้ทรงเกียรติ ท่าน... โปรดอภัยให้ข้าสักครั้งเถิด!"
เงียบกริบ!
ไม่ใช่แค่หลิวทง แม้แต่ผู้คนภายนอกที่มุงดูอยู่ ก็ยังดูจนตาค้าง! ผู้ดูแลซ่งที่เมื่อครู่ยังวางมาดข่มขู่ วางอำนาจบาตรใหญ่ ยามนี้กลับคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตเยี่ยงสุนัขตัวหนึ่ง แม้แต่คำแก้ตัวสักครึ่งคำยังไม่กล้าปริปาก!
ชายผู้นี้... เป็นใครกันแน่ แล้วก็ โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีหลงจู๊เพิ่มมาตั้งแต่เมื่อใดกัน
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะคิดตก เรื่องที่ทำให้พวกเขาเบิกตาโพลงยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น! ชายผู้มีระดับพลังลึกล้ำสุดหยั่งคาดผู้นั้น ความเย็นชาและดุดันบนใบหน้ามลายหายไปจนสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันอบอุ่น เขาถึงกับประสานมือคารวะกู้หาน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรงใจและกระตือรือร้น
"ที่แท้ก็แขกผู้ทรงเกียรติมาเยือน!"
"ต้องขออภัยที่ข้ามู่หรงชวนออกมารับรองล่าช้า หวังว่าน้องชายจะไม่ถือสาหาความนะ!"
[จบแล้ว]