- หน้าแรก
- ราชาปีศาจสายปืนใหญ่ ตำนานคนบ้าที่สุดในทวีป
- บทที่ 2 ความสามารถคลังแสง
บทที่ 2 ความสามารถคลังแสง
บทที่ 2 ความสามารถคลังแสง
บทที่ 2 ความสามารถคลังแสง
"ได้รับแต้มความสำเร็จอย่างนั้นหรือ? อัครสาวกแห่งพระผู้เป็นเจ้า?... นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?"
หัวใจของไอแซคเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง แต่เขาก็เข้าใจดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งครุ่นคิดเรื่องพวกนี้ หลังจากพิธีส่งมอบตำแหน่งอย่างง่ายสิ้นสุดลง ไอแซคก็ก้าวเข้าสู่บทบาทเจ้าเมืองในทันทีและเริ่มลงมือทำงานเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ที่ดินแดนกำลังเผชิญอยู่
"ท่านลอร์ดมิลเลอร์ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา สถานการณ์ปัจจุบันของดินแดนเป็นอย่างไรบ้าง?"
"เรียนนายน้อย พวกมันคือก็อบลินครับ—ก็อบลินจำนวนถึงหนึ่งพันแปดร้อยตน! พวกมันบดขยี้กองกำลังของดินแดนและยึดป้อมปราการตรงชายแดนป่าสัตว์มายาไปได้แล้ว!" ใบหน้าของลอร์ดมิลเลอร์เต็มไปด้วยความกังวลและน้ำเสียงของเขาก็หนักอึ้ง
"ก็อบลินหนึ่งพันแปดร้อยตน..." คิ้วของไอแซคขมวดมุ่น
พึงรู้ไว้ว่าพวกก็อบลินเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตมายาระดับต่ำ ตัวเล็กสีเขียวเท่านั้น ป้อมปราการชายแดนของดินแดนแบล็กวูดนั้นขึ้นชื่อเรื่องชัยภูมิที่ป้องกันง่ายและยากต่อการโจมตี แล้วพวกมันบุกฝ่าเข้าไปได้อย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร?
"พวกมันไม่มีทั้งเครื่องกระทุ้งประตูหรือบันไดพาดกำแพง แล้วพวกมันบุกป้อมเข้าไปได้อย่างไร?"
"นั่นเป็นเพราะว่ามี 'อัครสาวก' ปรากฏตัวขึ้นในหมู่พวกมันครับนายน้อย" ลอร์ดมิลเลอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"อัครสาวกอย่างนั้นหรือ?" ไอแซคยิ่งเกิดความสับสนมากขึ้นไปอีก
ลอร์ดมิลเลอร์อธิบายแนวคิดของ "อัครสาวก" ให้ไอแซคฟังว่า พวกเขาคือสิ่งมีชีวิตมายาที่ได้รับความโปรดปรานจากเทพเจ้า สามารถรับรู้เทวโองการและแสดง "ปาฏิหาริย์" ได้ โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าในโลกมนุษย์
ไอแซคอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ โลกใบนี้ช่างแปลกประหลาดแท้ๆ ที่มีทั้งเทพเจ้าและอัครสาวกโผล่ออกมาทุกหนทุกแห่ง
เดี๋ยวก่อน... ไอแซคพลันนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนเขาจะได้ยินสุรเสียงของเทพเจ้าเช่นกันที่ขอให้เขาทำบางสิ่ง...
"ตามรายงานจากทหารที่รอดชีวิต หัวหน้าของพวกก็อบลินตนนั้นดูเหมือนจะสามารถควบคุมสัตว์มายาประเภทหนึ่งที่เรียกว่า 'มดยูนิคอร์น' ได้ครับ" ลอร์ดมิลเลอร์กล่าวต่อไป
"ควบคุมมดงั้นหรือ? ก็แค่พวกมด—พวกมันจะมีผลกระทบอะไรต่อการรบได้?" ไอแซคค่อนข้างจะแสดงท่าทีไม่แยแส
"นายน้อย ท่านอาจจะยังไม่ทราบ แต่มดยูนิคอร์นนั้นมีขนาดมหึมา ปกคลุมด้วยเปลือกแข็ง และมีก้ามที่คมกริบหนึ่งคู่ พวกมันเป็นสัตว์มายาที่รับมือได้ยากมากครับ ตามคำบอกเล่าของทหารเหล่านั้น มดพวกนี้สามารถปีนกำแพงเมืองและใช้ร่างกายของพวกมันต่อกันเป็นสะพาน ทำให้พวกก็อบลินข้ามคูเมืองไปได้อย่างง่ายดายครับ" ลอร์ดมิลเลอร์อธิบาย
ที่แท้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง!
ในตอนนี้เองที่ไอแซคเข้าใจแล้วว่าทำไมป้อมปราการถึงแตกพ่าย
ทั้งปีนป่าย ทั้งทอดสะพาน และทำการรบได้—มดพวกนี้แทบจะเป็นหน่วยทหารอเนกประสงค์เลยทีเดียว
"ให้ตายเถอะ ถ้ามดพวกนั้นปีนกำแพงได้จริงๆ เช่นนั้นปราสาทหลังนี้ก็ตกอยู่ในอันตรายด้วยน่ะสิ?"
สีหน้าของไอแซคเริ่มเคร่งขรึมขึ้น ไม่แปลกใจเลยที่พวกเหล่าขุนนางบริวารจะเสนอให้ละทิ้งปราสาทไปเสีย
"เราเหลือเวลาอีกเท่าไหร่?"
"พวกก็อบลินเหล่านั้นกำลังพักแรมอยู่ในป้อมปราการที่ยึดมาได้ คาดว่าพวกมันจะอยู่ที่นั่นอีกประมาณหนึ่งวัน... หากพวกมันมุ่งตรงมาที่นี่ ก็น่าจะถึงหมู่บ้านรูธและหมู่บ้านคุนในอีกห้าวัน และจะถึงปราสาทในอีกหกวันครับ"
"เราสามารถขอความช่วยเหลือจากดินแดนอื่นได้หรือไม่?" ไอแซคถาม
"ที่ดินในศัพทบริวารของเคาน์เตสเบรียนนาสอาจจะเต็มใจยื่นมือเข้าช่วย แต่พวกเขาอยู่ไกลจากที่นี่เกินไป กว่าพวกจะเขามาถึง ข้าเกรงว่าทุกอย่างคงจะสายเกินแก้ไปเสียแล้ว" ลอร์ดมิลเลอร์ส่ายหัว
ไอแซคนึกขึ้นได้ทันทีว่าดินแดนของเคาน์เตสเบรียนนาสนั้นคือฝ่ายที่ยกเลิกการหมั้นหมายไป ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นจะพึ่งพาไม่ได้เลย
เมื่อต้องเผชิญกับทั้งศึกในและศึกนอก เขาก็คงต้องพึ่งพาเพียงพละกำลังของตัวเองเท่านั้น
"เรายังมีทหารหลงเหลืออยู่กี่นาย? มีอาวุธสำรองอยู่ในคลังแสงเท่าไหร่? หากเราเกณฑ์ไพร่พลชาวบ้านมา เราจะสามารถติดอาวุธให้คนได้กี่คน?" ไอแซคถามรัวเป็นชุด
"มีทหารที่ยังพร้อมรบอยู่ในขณะนี้เพียงสามสิบห้านายครับ อาวุธประเภทดาบนั้นค่อนข้างเพียงพอ และยังมีเครื่องป้องกันจำพวกหนังและชุดเกราะโซ่ถักสะสมอยู่บ้าง—ซึ่งเพียงพอที่จะติดอาวุธให้คนได้อีกราวๆ สามสิบคนครับ"
เท่าไหร่นะ?!
มีทหารแค่สามสิบห้านายอย่างนั้นหรือ?
เมื่อได้ฟังรายงานของเขา หนังศีรษะของไอแซคก็พลันรู้สึกชาหนึบขึ้นมา
การเริ่มต้นที่แสนเลวร้ายนี้มันออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย... สามสิบห้าต่อหนึ่งพันแปดร้อย แถมยังมีสัตว์มายาที่ไม่ทราบจำนวนอีก
ประเด็นสำคัญคือไอแซคเพิ่งจะป่าวประกาศแก่พวกเขาไปว่าชัยชนะนั้นเป็นของแน่นอน... เฮ้อ!
ไอแซคแสดงสีหน้าปวดใจออกมา เขาขยี้ผมตัวเองอย่างอับจนหนทางแล้วถามว่า "ยังมีทรัพยากรอย่างอื่นอีกไหม?"
"เอ่อ... เรายังมีช่างฝีมืออีกห้าคนครับ พวกเขาล้วนเป็นคนที่ท่านบารอนผู้เฒ่าเชิญมา" ลอร์ดมิลเลอร์ตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
นั่นถือเป็นข่าวดีอยู่บ้าง ไอแซคพยักหน้าเล็กน้อย สมองของเขาเริ่มคำนวณอย่างรวดเร็ว
เวลาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เขาต้องแข่งกับเวลาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
"นั่นคือรายงานทั้งหมดครับนายน้อย ท่านวางแผนจะรับมืออย่างไร?" ลอร์ดมิลเลอร์ถาม
ไอแซคเคาะพนักพิงเก้าอี้เบาๆ ความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน แต่น่าเสียดายที่ในตอนนี้เขายังไม่มีทางออกที่ดีเป็นพิเศษเลย
ขณะที่เขากำลังทอดถอนใจ หน้าต่างระบบก็พลันปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาเขา
'ภารกิจถูกเปิดใช้งาน'
'เทพีแห่งความสามัคคีผู้คุ้มครองท่าน ขอมอบความสามารถ "คลังแสง" เพื่อช่วยเหลืออัครสาวกของพระนาง'
'ใช้ความสามารถคลังแสง (ยังไม่เสร็จสิ้น)'
"...อะไรนะ? คลังแสงถูกเปิดใช้งานง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?" ไอแซคพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา
'ภารกิจเสร็จสิ้น'
'แต้มความสำเร็จ +5'
สิ้นเสียงของเขา หน้าต่างระบบก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
<คลังแสงของหัวหน้าหน่วย>
<ท่านสามารถลงทะเบียนอาวุธและอุปกรณ์ที่ท่านพัฒนาขึ้นได้ที่นี่>
<ท่านสามารถใช้แต้มความสำเร็จเพื่อผลิตไอเทมที่ลงทะเบียนไว้เป็นจำนวนมากได้>
<แต้มความสำเร็จที่มีอยู่ในปัจจุบัน: 10,010>
ไอแซคจ้องมองปุ่ม "ลงทะเบียน" และ "ผลิต" ที่กำลังกะพริบอยู่ด้วยความตกตะลึง
นี่หมายความว่าตราบใดที่เขาพัฒนาอาวุธหรืออุปกรณ์ขึ้นมา เขาสามารถนำมาลงทะเบียนที่นี่แล้วใช้แต้มความสำเร็จเพื่อสั่งผลิตเป็นจำนวนมากได้อย่างนั้นหรือ?
เมื่อเทียบกับการควบคุมมดแล้ว ความสามารถคลังแสงนี้ถือเป็นเครื่องมือระดับเทพชัดๆ!
มุมปากของไอแซคอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นในขณะที่ความคิดหลากหลายพรั่งพรูเข้ามาในหัว
แต่เขาควรจะผลิตอาวุธประเภทไหนดีล่ะ?
เขาเหลือเวลาสั้นๆ เพียงหกวันเท่านั้น ทั้งเครื่องมือและวัตถุดิบต่างก็มีจำกัด
"ตามอุดมคติแล้ว มันควรจะเป็นอาวุธประเภทที่ใช้งานง่ายโดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝนมากนัก..." ไอแซคคิดในใจ
จำนวนของศัตรูมีมากกว่าหนึ่งพันแปดร้อยตน ในการปะทะกันโดยตรง ต่อให้รวมทุกคนเข้าด้วยกันก็ไม่มีโอกาสชนะได้เลย
ในสถานการณ์เช่นนี้ อาวุธที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคืออาวุธที่อนุญาตให้ใช้แนวทาง "ชาวบ้านเป็นทหาร" และสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของกำแพงเมืองได้อย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ศัตรู
เมื่อคิดได้ดังนี้ สายตาของไอแซคก็เหลือบไปเห็นลูกดอกหน้าไม้ในมือของทหารที่ยืนอยู่ข้างประตู
"คิดออกแล้ว!" เขาตบโต๊ะและพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น
หน้าไม้จูกัด!
มันคือหน้าไม้กลไกที่รู้จักกันในชื่อ "หน้าไม้สตรีและเด็ก" ด้วยการใช้หลักการของคานดีดคานงัด แม้แต่ผู้หญิงและเด็กก็สามารถใช้งานมันได้อย่างง่ายดาย
"นายน้อยไอแซค ท่านเป็นอะไรไปหรือเปล่าครับ? จะสู้หรือจะหนี โปรดสั่งการลงมาเถอะครับ!" ลอร์ดมิลเลอร์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือนสติ
"ต้องถามด้วยหรือ? ก็ต้องสู้อยู่แล้ว!" ไอแซคทุบโต๊ะและกล่าวเสียงดัง
"แผ่นดินนี้คือบ้านของเรา! เราจะยอมให้พวกสิ่งมีชีวิตมายาสกปรกพวกนั้นมาเหยียบย่ำตามอำเภอใจไม่ได้เด็ดขาด!"
"พ่อบ้านปีเตอร์! จงส่งคำสั่งลงไปให้ชาวบ้านทุกคนนำเสบียงเมล็ดพันธุ์และปศุสัตว์ของพวกเขาล่าถอยเข้ามาในปราสาท!"
"เสบียงหรือปศุสัตว์ส่วนใดที่ขนย้ายไม่ทันเวลา จงเผาทิ้งให้สิ้น! เราจะทิ้งมันไว้ให้พวกสิ่งมีชีวิตมายาพวกนั้นไม่ได้เด็ดขาด!"
นี่เป็นการตัดสินใจที่โหดร้าย แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น
ในฤดูหนาวที่เหน็บหนาวเช่นนี้ ทำไมก็อบลินตั้งหนึ่งพันแปดร้อยตนถึงยอมเสี่ยงชีวิตบุกรุกดินแดนของมนุษย์?
คำตอบมีเพียงอย่างเดียวคือ ความหิวโหย!
พวกก็อบลินเหล่านี้ไม่มีการส่งกำลังบำรุงและสามารถอยู่รอดได้ด้วยการปล้นสะดมเท่านั้น
แทนที่จะปล่อยให้สิ่งมีชีวิตมายาเหล่านั้นได้ผลประโยชน์ สู้เผามันเสียเองยังจะดีกว่า
ตราบใดที่พวกก็อบลินไม่ได้รับเสบียง พวกมันก็จะต้องเดินทัพด้วยท้องที่หิวโหย
"ท่านลอร์ดมิลเลอร์"
"ผู้น้อยอยู่นี่ครับ นายน้อยไอแซค"
"บริเวณใกล้ปราสาท มีคูเมืองอยู่ไม่ใช่หรือ?"
ไอแซคจำได้ว่าดูเหมือนจะมีคูเมืองที่ขุดขึ้นรอบแนวปราสาท
"ใช่ครับ แต่ว่า..."
ลอร์ดมิลเลอร์กล่าวด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนเล็กน้อย "เพราะป้อมปราการชายแดนเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้ การบำรุงรักษาจึงถูกละเลย... ตอนนี้มันเหือดแห้งไปหมดแล้วครับ"
ช่างมันเถอะ ถึงจะไม่มีน้ำ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
"ท่านลอร์ดมิลเลอร์ จัดการส่งคนไปตักน้ำจากแม่น้ำและบ่อน้ำมาเติมคูเมืองให้ได้มากที่สุด ตราบใดที่คูเมืองกลายเป็นแอ่งโคลนตม มันจะสร้างปัญหาให้พวกก็อบลินเหล่านั้นได้มากทีเดียว"
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเดินด้วยสองขาคือการรักษาความสมดุล หากพื้นดินเป็นโคลนตม ประสิทธิภาพการต่อสู้ของพวกก็อบลินเหล่านั้นจะลดลงอย่างมากแน่นอน
"ข้าเข้าใจแล้วครับ จะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้" ลอร์ดมิลเลอร์พยักหน้าและหันหลังเตรียมจะจากไป
"อ้อ แล้วก็นำอุปกรณ์ของท่านและของทหารคนอื่นๆ มาให้ข้าด้วย ข้าต้องการใช้เวทมนตร์เสริมพลังเพื่อเพิ่มความคมและความทนทานให้กับพวกมัน"
อย่างไรเสีย เวทมนตร์เสริมพลังก็คือความเชี่ยวชาญของเขา
ก่อนหน้านี้ เพราะไอแซครู้สึกริษยาพวกนักเวทธาตุเหล่านั้น เขาจึงเกลียดชังยามที่มีคนเอ่ยถึงการเสริมพลังต่อหน้าเขา
แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาเพียงต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อปรับปรุงพลังการต่อสู้ของฝ่ายตนให้ดีขึ้น
"อะไรนะ?!"
"จริงหรือครับ? วิเศษไปเลย!"
เหล่าขุนนางบริวารเริ่มสนทนากันในทันที ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความคาดหวัง
"เร็วเข้า เร็วเข้า! ชัยชนะอยู่แค่เอื้อมแล้ว! อย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่ ไปลงมือทำตามหน้าที่ได้แล้ว!"
"แล้วก็เรียกช่างฝีมือทุกคนมาที่นี่ด้วย ข้ามีเรื่องสำคัญจะหารือกับพวกเขา!"
เมื่อเห็นว่าทุกคนตื่นเต้นกันเพียงใด ไอแซคก็เริ่มตบมืออย่างกระฉับกระเฉง เพื่อเร่งเร้าให้พวกเขาไปดำเนินการตามที่เขาวางแผนไว้
หากช่างฝีมือเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนความคิดในหัวของเขาให้กลายเป็นความจริงได้... เมื่อนั้นเขาก็จะสามารถแสดงปาฏิหาริย์ที่แท้จริงให้ทุกคนได้ประจักษ์!