- หน้าแรก
- ผมบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนในสถานีตำรวจ
- บทที่ 35 แยกย้ายสองทาง
บทที่ 35 แยกย้ายสองทาง
บทที่ 35 แยกย้ายสองทาง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผู้กำกับหยางไห่เฟิงยืนอยู่ด้านหน้าสถานีตำรวจด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ข้างกายเขามีรองผู้กำกับการจากสำนักงานตำรวจอำเภอที่เดินทางมาประสานงานสั่งการ และหัวหน้าหน่วยตำรวจป่าไม้
ด้านหน้าคือเหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหัวกะทิ ทั้งเจียงหลินเฟิง เวินอี่หนิง เจิ้งเฉียน และเว่ยหยวนเฉียง ที่นั่งฟังคำสั่งอย่างตั้งใจ โดยมีหลี่หว่านชิว นักข่าวจากสถานีมณฑล และช่างภาพร่วมนั่งฟังอยู่แถวหลัง
"สหายทุกท่าน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำของหยางไห่เฟิงทำลายความเงียบกริบ
"คดีลักลอบล่าแพะภูเขาเหนือเป็นคดีใหญ่ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เบื้องบนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และสั่งการให้เราเร่งคลี่คลายคดี เพื่อปราบปรามความยโสของกลุ่มอาชญากรอย่างเด็ดขาด!"
เขาเบี่ยงตัวเล็กน้อย พลางชี้ไปที่แผนกเขตสงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบนผนัง ซึ่งมีการวาดลูกศรปฏิบัติการไว้ด้วยปากกามาร์กเกอร์อย่างชัดเจน
"จากการอนุมัติของกองอำนวยการระดับสูง เราจะแบ่งกำลังออกเป็นสองทาง เพื่อขับเคลื่อนงานสืบสวนไปพร้อมกัน!"
เขากวาดสายตามองไปทั่วห้องเพื่อมอบหมายหน้าที่ทีละส่วน
"ทางแรก สายแกะรอยพงไพร! ประกอบด้วยเจียงหลินเฟิง เว่ยหยวนเฉียง ร่วมกับร้อยตำรวจเอกหงเจี้ยนเทาจากตำรวจป่าไม้ และคุณอาหม่าหมิงเสียง คนเฝ้าป่าผู้ชำนาญพื้นที่ รวมเป็นทีมจู่โจมสี่นาย"
"ภารกิจของพวกคุณคือ เริ่มจากจุดเกิดเหตุเหย่หูกู อาศัยความชำนาญพื้นที่ของคุณอาหม่าและความเป็นมืออาชีพของร้อยตำรวจเอกหง แกะรอยจากร่องรอยที่พบ มุ่งหน้าเข้าสู่เขตภูเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อหาเส้นทางเดินของพวกลักลอบล่าสัตว์ จุดซ่อนตัวที่เป็นไปได้ และพฤติกรรมของพวกมัน! ตาต้องไว หูต้องแม่น นอกจากหาเบาะแสแล้ว ต้องรักษาความปลอดภัยของตัวเองด้วย เพราะคนร้ายอาจมีอาวุธปืน! พวกคุณคือมีดสั้นที่ต้องปักลึกเข้าไปในหุบเขา เป้าหมายคือหาที่กบดานของพวกมัน เพื่อระบุพิกัดที่แม่นยำสำหรับการรวบยอดครั้งสุดท้าย!"
"ทางที่สอง สายสืบสวนเขตเมือง! ประกอบด้วยเวินอี่หนิง เจิ้งเฉียน ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกองสืบสวนอำเภออีกสองนาย รวมเป็นทีมสืบสวนสี่คน"
"ภารกิจของพวกคุณคือ ตรวจสอบและคัดกรองสถานที่รวมถึงบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการค้าซากสัตว์ป่าในเมืองชีเสียและพื้นที่ใกล้เคียง! เน้นไปที่ตลาดมืดรับซื้อของเก่า จุดรับซื้อสมุนไพร ร้านจำหน่ายเครื่องประดับ และบุคคลแปลกหน้าที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยในช่วงนี้ เป้าหมายของพวกคุณคือ หาช่องทางการระบายสินค้าหรือเขาแพะภูเขาเหนือ เพื่อตามรอยไปสู่ตัวบงการและตัดวงจรผิดกฎหมายนี้ให้ขาดสะบั้น!"
คำสั่งชัดเจน หน้าที่ระบุตัวบุคคลชัดเจน
หยางไห่เฟิงกวาดตามองทุกคนอีกครั้ง
"นี่คือการจัดกำลังตามนโยบายร่วมกัน และเป็นแผนการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในขณะนี้ ทุกคน... มีความมั่นใจไหม?"
"มีครับ/ค่ะ!"
เสียงตอบรับดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วห้องประชุม
เจียงหลินเฟิงและเวินอี่หนิงสบตากันจากระยะไกล ครั้งนี้คู่หูต้องแยกจากกันชั่วคราว แต่พวกเขาทั้งคู่เข้าใจดีว่านี่คือการจัดสรรที่เหมาะสมที่สุดตามลักษณะงานและความถนัดเฉพาะทาง จึงไม่มีใครแสดงอาการคัดค้าน
"ดี! แยกย้ายกันไปเตรียมตัว ออกเดินทางในอีกหนึ่งชั่วโมง!" หยางไห่เฟิงโบกมือส่ง
หลังเลิกประชุม ขณะที่ทุกคนกำลังจะแยกย้าย หลี่หว่านชิวกลับรีบก้าวเข้าไปหาหยางไห่เฟิงและเหล่าคณะผู้บริหาร
"ผู้กำกับหยางคะ ท่านผู้นำทุกท่าน ฉันขออนุมัติติดตามทีมแกะรอยพงไพรเพื่อบันทึกภาพข่าวค่ะ"
หยางไห่เฟิงขมวดคิ้วทันที และปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ไม่ได้ครับคุณนักข่าวหลี่ งานสัมภาษณ์อย่างอื่นเราพร้อมร่วมมือเต็มที่ แต่การแกะรอยในป่าลึกนั้นต่างออกไป พื้นที่ตรงนั้นยังไม่เคยถูกบุกเบิก ภูมิประเทศซับซ้อน อากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว แถมพวกลักลอบล่าสัตว์ยังเป็นพวกสู้ตาย มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกมันจะมีปืน! มันอันตรายเกินไป เราไม่สามารถปล่อยให้ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ติดอาวุธ โดยเฉพาะสื่อมวลชนคนสำคัญอย่างคุณไปเสี่ยงอันตรายขนาดนั้นได้"
หลี่หว่านชิวเตรียมตัวมาอย่างดีเธอยืนตัวตรง น้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจ
"ผู้กำกับหยางคะ ฉันเข้าใจในความห่วงใยของท่านค่ะ แต่เพราะความอันตรายและยากลำบากนี่แหละค่ะ ที่จะแสดงให้เห็นว่าตำรวจแนวหน้าต้องเสียสละเพียงใดท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติและประชาชน! ผู้ชมจำเป็นต้องเห็นภาพการปฏิบัติงานที่จริงจังและสดใหม่ที่สุด ฉันขอรับรองในนามของสถานีโทรทัศน์มณฑลว่า ฉันจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด จะเกาะติดทีมไปโดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภารกิจ และจะดูแลรักษาอุปกรณ์รวมถึงความปลอดภัยของตัวเองอย่างดีที่สุด! โปรดให้โอกาสฉันได้นำเรื่องราวที่กินใจที่สุดมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้รับรู้ด้วยเถอะค่ะ!"
เหตุผลของเธอนั้นยากจะโต้แย้ง แววตาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่นในวิชาชีพ
ร้อยตำรวจเอกหงเจี้ยนเทาจากตำรวจป่าไม้มองดูเธอ แล้วหันไปหาหยางไห่เฟิงพลางเอ่ยเสียงเบา
"ผู้กำกับหยางครับ ถ้าคุณนักข่าวหลี่ตั้งใจจริง การมีคนร่วมบันทึกเหตุการณ์เพิ่มอีกคนก็ไม่ใช่เรื่องแย่สำหรับการประชาสัมพันธ์และพยานหลักฐานในภายหลังนะครับ"
หยางไห่เฟิงมองดูสายตาที่ไม่ยอมแพ้ของหลี่หว่านชิวอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจออกมาในที่สุด
"ก็ได้ครับ! คุณนักข่าวหลี่ ผมนับถือในอุดมการณ์ของคุณ แต่คุณต้องเชื่อฟังคำสั่งของร้อยตำรวจเอกหงและเว่ยหยวนเฉียงตลอดเวลา หากมีสัญญาณอันตรายเกิดขึ้น คุณต้องถอนตัวออกมาทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข!"
"ขอบพระคุณผู้กำกับหยางค่ะ! ฉันรับรองค่ะ!" ใบหน้าของหลี่หว่านชิวปรากฏรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
บริเวณลานกว้าง เจ้าหน้าที่และรถยนต์กำลังเตรียมตัวขั้นสุดท้าย
เจียงหลินเฟิงตรวจสอบกระเป๋าและอุปกรณ์ เวินอี่หนิงเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางที่ดูลังเลเล็กน้อย
"จะเข้าป่าแล้วเหรอ?"
น้ำเสียงของเธออ่อนโยน ไม่ได้ห้วนกระชับเหมือนยามทำงานปกติ
"อืม" เจียงหลินเฟิงรูดซิปกระเป๋าแล้วหันมามองเธอ แสงแดดสะท้อนด้านข้างใบหน้าอันละเอียดอ่อนของเธอ เผยให้เห็นร่องรอยความกังวลที่ยากจะสังเกตเห็น
"ได้ยินว่า... ทางแถวนั้นเดินยากมาก แถมคนพวกนั้นก็..."
เธอพูดไม่จบประโยค แต่ความหมายนั้นชัดเจนอยู่ในตัว
"วางใจเถอะ มีอาหม่าคอยนำทาง ร้อยตำรวจเอกหงเขาก็มีประสบการณ์สูง" เจียงหลินเฟิงพยายามทำน้ำเสียงให้ฟังสบายๆ
เวินอี่หนิงก้มหน้าลง เธอค่อยๆ หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบอย่างระมัดระวัง
มันคือ หูเซินฝู หรือเครื่องรางนำโชคสีเหลืองที่ถูกพันด้วยด้ายสีแดงอย่างประณีตและพับเป็นรูปสามเหลี่ยม ตรงขอบมีรอยถลอกเล็กน้อย แต่ดูเป็นของที่ผ่านการรักษามาอย่างดี
"นี่..."
เธอยื่นส่งให้ แววตาสั่นไหว ไม่กล้าสบตาเจียงหลินเฟิงตรงๆ
"แม่ฉันเคยไปขอมาจากวัดน่ะ ท่านบอกว่าช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย"
ปลายนิ้วของเธอหดเกร็งเล็กน้อยด้วยความเคอะเขิน
"อาชีพอย่างพวกเรา จริงๆ ก็ไม่ควรจะเชื่อเรื่องพวกนี้... แต่ พกไว้เถอะ... ถือเป็นน้ำใจ"
เจียงหลินเฟิงมองดูท่าทางเอียงอายราวกับเด็กสาวของเธอ หัวใจของเขาเหมือนถูกบางอย่างสะกิดเบาๆ
เขาเอื้อมมือออกไปไม่ได้รีบรับเครื่องรางในทันที แต่กลับใช้ฝ่ามือประคองมือของเธอและเครื่องรางนั้นไว้เบาๆ นิ้วมือของเธอค่อนข้างเย็น แต่ตัวเครื่องรางกลับดูเหมือนจะอุ่นด้วยอุณหภูมิร่างกายของเธอเอง
"คุณป้าไปขอมาให้ ต้องศักดิ์สิทธิ์มากแน่ๆ ครับ"
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาค่อยๆ รวบมือเข้าหากัน กุมมือเธอและเครื่องรางนั้นไว้อย่างแผ่วเบาครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเครื่องรางขึ้นมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านในที่แนบกับหน้าอกอย่างเคร่งครัด พร้อมกับกดทับเบาๆ ให้เข้าที่
"ผมจะพกติดตัวไว้ครับ"
เขามองเธอด้วยสายตาจดจ่อและจริงจัง
"จะระวังตัวด้วย คุณเอง... สืบหาข้อมูลในเมืองก็ต้องระวังตัวเหมือนกันนะ"
"อืม"
เวินอี่หนิงตอบรับเบาๆ รู้สึกว่าหลังมือที่ถูกเขากุมไว้เมื่อครู่ยังคงร้อนผ่าว แก้มก็เริ่มแดงระเรื่อ
เธออยากพูดอะไรอีกหลายอย่าง อยากสั่งไม่ให้เขามุทะลุ อยากบอกให้เขากลับมาอย่างครบถ้วนไร้รอยขีดข่วน แต่พอจะพูดจริงๆ กลับเหลือเพียงประโยคที่เบาจนเกือบไม่ได้ยินว่า
"ไว้คุณกลับมา... ค่อยว่ากัน"
คำพูดที่ดูคลุมเครือนี้ ราวกับแฝงความหมายหมื่นพันคำที่บรรจุความรู้สึกอันพร่าเลือนเอาไว้ ทั้งกลัวเขาจะมองทะลุใจ แต่ก็หวังลึกๆ ให้เขาเข้าใจความหมายนั้น
เจียงหลินเฟิงเข้าใจโดยนัย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกอุ่นใจ
"ตกลง กลับมาค่อยว่ากัน"
ตอนนั้นเอง ทีมเดินป่าก็ส่งเสียงเรียก
"หลินเฟิง เตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว!"
เจียงหลินเฟิงมองเวินอี่หนิงเป็นครั้งสุดท้าย พยักหน้าให้ แล้วหันหลังเดินจ้ำอ้าวไปทางรถออฟโรดที่สตาร์ทเครื่องรออยู่
หลี่หว่านชิวและช่างภาพนั่งรออยู่ที่เบาะหลังแล้ว ร้อยตำรวจเอกหงเจี้ยนเทานั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ส่วนเว่ยหยวนเฉียงและอาหม่ากำลังตรวจสอบอุปกรณ์หลังรถ
เจียงหลินเฟิงเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นไปนั่งตำแหน่งคนขับอย่างคล่องแคล่ว เครื่องยนต์คำรามลั่น รถค่อยๆ แล่นออกจากลานสถานีตำรวจ มุ่งหน้าสู่ทิวเขาอันไกลโพ้น
เวินอี่หนิงยืนมองตามรถที่ค่อยๆ ลับสายตาไปอยู่นาน จนกระทั่งมองไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น เธจึงปาดน้ำตาที่หางตาเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินกลับเข้าอาคารสถานีไป