- หน้าแรก
- จากสุสานสู่บัลลังก์ หัวใจเย็นชาที่ถูกนางปลุก
- บทที่ 19 ฝุ่นละอองที่เริ่มสงบลง
บทที่ 19 ฝุ่นละอองที่เริ่มสงบลง
บทที่ 19 ฝุ่นละอองที่เริ่มสงบลง
บทที่ 19 ฝุ่นละอองที่เริ่มสงบลง
"อะไรนะ หลานจะย้ายออกจากเซี่ยงไฮ้อย่างนั้นหรือ"
เมื่อทราบข่าวว่าซ่งจินเยว่จะย้ายออกจากเซี่ยงไฮ้ในมะรืนนี้ อาห้าและอาสะใภ้ห้าก็ไม่อาจรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ ทั้งคู่ผุดลุกขึ้นจากที่นั่งทันที
ซ่งจินเยว่กล่าวอย่างอ่อนใจว่า "อาห้า อาสะใภ้ห้า พวกท่านอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปเลยค่ะ นั่งลงก่อนแล้วฟังฉันอธิบายนะคะ"
"ว่ามาสิ"
อาห้าและอาสะใภ้ห้าเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ท่าทางของพวกเขาดูเหมือนมีเข็มมาทิ่มอยู่ที่ก้นจนไม่อาจนั่งติดเก้าอี้ได้
"ลู่ม่านม่านกับหลี่เหวินจูเขาคบหากันแล้วค่ะ ฉันไม่ต้องการผู้ชายสารเลวพรรค์นั้นหรอก ฉันจึงตั้งใจจะไปปักกิ่งเพื่อถอนหมั้นให้จบสิ้นไป"
"ถอนเลย อาห้าสนับสนุนหลานเอง เจ้าลูกชายตระกูลหลี่นั่นภายนอกดูเป็นคนดี แต่ใครจะไปรู้ว่าสันดานจะเน่าเฟะขนาดนี้ เจ้าเด็กเวรนั่นไม่คู่ควรกับอาเยว่ของเราเลยแม้แต่นิดเดียว"
เมื่อได้ยินว่าซ่งจินเยว่จะไปปักกิ่งเพื่อถอนหมั้น อาห้าก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
การเดินทางไปกลับระหว่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งใช้เวลาเพียงสองหรือสามวันเท่านั้น หลังจากถอนหมั้นเสร็จแล้ว อาเยว่ก็คงจะกลับมาในเร็ววัน
ทว่าความโล่งใจของอาห้ากลับสั้นนัก เมื่อเขาได้ยินซ่งจินเยว่กล่าวต่อว่า "ตอนนี้ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉันใช้ชีวิตอยู่ในเซี่ยงไฮ้มานานถึงยี่สิบปี จึงอยากจะออกไปท่องโลกกว้างดูบ้างค่ะ"
อาห้ารู้สึกราวกับเพิ่งได้รับข่าวร้ายที่สะเทือนขวัญที่สุด "มะ...หมายความว่าอย่างไร ขะ...เขา...หลานจะไปแล้วไม่กลับมาอย่างนั้นหรือ"
ก่อนที่ซ่งจินเยว่จะได้ทันตอบคำถาม อาห้าก็ตบหน้าขาตัวเองแรงๆ แล้วเริ่มคร่ำครวญเสียงดัง
"ไอโหย๋า ฉันว่าแล้วเชียว คนแก่อย่างฉันมันขวางหูขวางตาคนอื่นสินะ ฉันเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาแท้ๆ หลานก็คิดจะหนีกันไปเสียแล้ว ได้ๆ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ฉันก็จะไม่ขออยู่ให้รำคาญใจ ฉันจะไปเสียเดี๋ยวนี้แหละ"
เขาพูดจบก็ทำท่าจะเดินดิ่งไปยังประตูบ้าน โดยหวังใจว่าซ่งจินเยว่จะรีบเข้ามาฉุดรั้งเขาไว้ทันที ทว่าจนกระทั่งเขาเดินไปถึงหน้าประตู กลับไม่มีใครก้าวเข้ามาหาเขาเลยแม้แต่คนเดียว
อาห้าชะงักเท้าลง เหตุผลในใจบอกเขาว่าควรจะเดินจากไปอย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง แต่หัวใจของเขากลับอาลัยอาวรณ์เหลือเกิน
เขาเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาและได้กลับมาพบกับอาเยว่อีกครั้ง หากแม่สาวน้อยคนนี้จากไป ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบกันอีก
หลังจากต่อสู้กับความคิดในใจอยู่นาน เขาก็ขบกรามแน่น ปรับสีหน้าให้ดูเด็ดเดี่ยวแล้วหันกลับมา
เขาเห็นซ่งจินเยว่ยยืนกอดอกมองเขาอยู่ด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะสื่อว่า เชิญเถอะค่ะ ฉันกำลังรอดูท่านแสดงงิ้วอยู่พอดี
อาสะใภ้ห้านั่งลงข้างๆ ซ่งจินเยว่แล้วกุมมือเธอไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอาลัยรัก
"เยว่เยว่ อาซึ้งใจดีว่าหลานเป็นเด็กที่มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อหลานอยากออกไปเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้าง อาสะใภ้ห้าก็จะสนับสนุนหลานเอง"
"แต่หลานต้องสัญญากับอาสะใภ้นะว่า หากมีเวลาว่างเมื่อไหร่ต้องโทรศัพท์กลับมาบ้านบ้าง ให้อาห้ากับอาสะใภ้ได้ยินเสียงของหลาน ได้รู้ว่าหลานอยู่ที่ไหนและเป็นอยู่อย่างไร และคราวนี้ห้ามโกหกอาอีกเป็นอันขาดนะ"
"ฉันรู้อยู่แล้วค่ะว่าอาสะใภ้ห้าดีกับฉันที่สุด ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะโทรศัพท์กลับมาบ้านทุกครั้งที่มีโอกาสแน่นอนค่ะ"
ซ่งจินเยว่เอียงศีรษะซบลงบนไหล่ของอาสะใภ้ห้าพลางออดอ้อนเหมือนที่เคยทำในอดีต
เมื่อเห็นภาพนั้น อาห้าก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอด้วยความรู้สึกอิจฉาเล็กๆ
ซ่งจินเยว่และอาสะใภ้ห้าส่งยิ้มให้กัน จากนั้นซ่งจินเยว่จึงลุกขึ้นเดินไปหาอาห้าแล้วประคองเขากลับมานั่งลง
"เอาล่ะค่ะอาห้า อย่าโกรธไปเลยนะคะ ไม่ใช่ว่าฉันจะไปแล้วไม่กลับมาเสียหน่อย นั่งลงทำใจให้สบายก่อนค่ะ เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้ดื่มนะคะ"
พูดจบซ่งจินเยว่ก็หันหลังเดินเข้าไปรินน้ำพุวิญญาณใส่ถ้วยมาให้อาห้าและอาสะใภ้ห้าคนละหนึ่งถ้วย
พวกหม้อ กระทะ ถ้วยโถโอชามที่พวกคนเนรคุณเหล่านั้นเคยใช้ เธอได้ทุบทำลายทิ้งลงถังขยะไปหมดสิ้นแล้ว ชุดเครื่องครัวใหม่เหล่านี้เป็นของที่หม่ากุ้ยเฟินไปซื้อมาจากห้างสรรพสินค้า
วันนี้อาห้าและอาสะใภ้ห้าใช้แรงไปกับการด่าทอลู่เว่ยกั๋วเสียจนเหนื่อยล้า ทั้งคู่จึงรับน้ำจากมือของซ่งจินเยว่มาดื่มรวดเดียวจนหมด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดไปเองหรือไม่ แต่หลังจากดื่มน้ำนี้เข้าไป ความเหนื่อยเพลียที่มีก็พลันมลายหายไปสิ้น
อาห้ารู้สึกราวกับว่าเขาสามารถออกไปต่อกรกับพวกลู่เว่ยกั๋วได้อีกสิบคนเลยทีเดียว
เมื่อทราบว่าซ่งจินเยว่จะย้ายออกจากเซี่ยงไฮ้ในมะรืนนี้ อาห้าก็รีบกลับบ้านทันที เพราะถึงเวลาแล้วที่จะต้องนำของที่คุณปู่ทิ้งไว้มามอบให้อาเยว่
ในขณะเดียวกัน อาสะใภ้ห้าก็พาซ่งจินเยว่ไปยังห้างสรรพสินค้าและเลือกซื้อของอย่างบ้าคลั่ง ด้วยเกรงว่าซ่งจินเยว่จะลำบากหากต้องไปใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวข้างนอกนั่น
หลังจากซื้อของเสร็จ ทั้งคู่ก็แวะไปยังร้านอาหารของรัฐเพื่อสั่งอาหารกลับบ้านหลายอย่าง กว่าจะถึงบ้านดวงตะวันก็ลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว
หลังจากกลับมาถึงบ้านได้ไม่นาน อาห้าก็กลับมาพร้อมกับให้คนช่วยขนเตียง โซฟา และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ มาจากบ้านของเขา
อาสะใภ้ห้าเป็นคนรักป่าเขาและธรรมชาติ ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอและอาห้าจึงอาศัยอยู่ที่ชานเมือง
แต่ตอนนี้พวกเขาอายุมากขึ้นแล้ว การอาศัยอยู่ชานเมืองจึงไม่สะดวกทั้งในการซื้อของใช้ประจำวันและการรักษาพยาบาล ด้วยความที่พวกเขาไม่มีลูกหลาน ซ่งจินเยว่จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการโน้มน้าวให้พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์เก่าของตระกูลซ่งได้สำเร็จ
หลังจากขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเข้ามาภายในแล้ว คฤหาสน์เก่าที่เคยเงียบเหงาก็กลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เมื่อคนอื่นๆ กลับไปหมดแล้ว อาห้าก็ประคองกล่องใบหนึ่งออกมาจากตู้ด้วยท่าทางลับลมคมใน
"อาเยว่ นี่คือของที่คุณปู่ของหลานทิ้งไว้ให้ ในเมื่อหลานกำลังจะจากเซี่ยงไฮ้ไป ก็ถึงเวลาที่ต้องมอบของเหล่านี้ให้หลานเสียที ไม่ว่านโยบายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หากมีสิ่งเหล่านี้ไว้ หลานก็จะได้รับการคุ้มครองจากอันตรายทั้งปวง"
ซ่งจินเยว่มองดูกล่องตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภายใต้สายตาของอาห้าและอาสะใภ้ห้า เธอจึงเปิดมันออก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือกล่องที่เต็มไปด้วยใบประกาศเกียรติคุณและรูปถ่ายต่างๆ มากมาย
ซ่งจินเยว่หยิบรูปถ่ายใบที่อยู่บนสุดขึ้นมา เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยซึ่งยืนเคียงข้างคุณปู่ของเธอ รูม่านตาของเธอก็หดตัวลง และความรู้สึกปั่นป่วนในใจก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
"ในตอนนั้น คุณปู่ของหลานได้ตอบรับคำเรียกร้อง เมื่อบ้านเมืองประสบกับความยากลำบาก ท่านได้บริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตระกูลโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ในปีก่อนๆ ไม่ว่าที่ไหนจะมีความทุกข์ยาก ท่านก็จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสมอ รูปถ่ายเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในช่วงเวลานั้นเอง"
"และใบประกาศเกียรติคุณกับรางวัลเหล่านี้ ล้วนเป็นเกียรติยศที่ผู้ใหญ่เบื้องบนมอบให้แก่คุณปู่ของหลานทั้งสิ้น คุณปู่ของหลานเป็นหนึ่งในกลุ่ม 'นักธุรกิจสีแดง' รุ่นแรกที่ได้รับการรับรองและยกย่องอย่างเป็นทางการจากทางการเลยนะ"
อาห้าอธิบายที่มาที่ไปของรูปถ่ายและใบประกาศเหล่านี้ จากนั้นจึงตบไหล่ซ่งจินเยว่เบาๆ
"อาเยว่ เก็บรักษาของพวกนี้ไว้ให้ดีนะ แม้คุณปู่ของหลานจะล่วงลับไปหลายปีแล้ว และความดีความชอบของท่านอาจจะค่อยๆ ถูกลืมเลือนไป แต่ด้วยสิ่งเหล่านี้ จะไม่มีใครมาสร้างปัญหาให้หลานได้เพียงเพราะเรื่องภูมิหลังครอบครัวแน่นอน"
"จำไว้นะ หลานคือทายาทของนักธุรกิจสีแดง"
เมื่อมองดูใบประกาศและรูปถ่ายที่วางกองสูงอยู่ตรงหน้า ซ่งจินเยว่ก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ดวงตา
ที่แท้คุณปู่ของเธอก็ได้วางแผนและปูทางไว้เพื่ออนาคตของเธอมาตั้งนานแล้ว
"นอกจากนี้ รับสมุดบัญชีนี่ไว้ด้วย ถือเสียว่าเป็นเงินค่าโทรศัพท์ที่อาห้ามอบให้ เมื่อถึงปักกิ่งแล้ว มีเวลาว่างก็โทรศัพท์กลับมาบ้านบ้าง อย่าไปมัวตระหนี่กับค่าโทรศัพท์นักเลย"
อาห้ายัดสมุดบัญชีใส่มือซ่งจินเยว่อย่างแรง เมื่อเห็นตัวเลขในนั้น ซ่งจินเยว่ก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เดี๋ยวนะคะ มีครอบครัวไหนเขาให้เงินค่าโทรศัพท์กันถึงห้าหมื่นหยวนบ้าง!
...
ลู่เว่ยกั๋วและเซิ่นอวี่โหรวไม่อาจทนต่อการสอบสวนได้อีกต่อไป ทั้งคู่ยอมรับสารภาพถึงความสัมพันธ์ที่ผิดทำนองคลองธรรม และยังยอมรับว่าลู่ม่านม่านคือลูกนอกสมรสของพวกเขา
เซิ่นอวี่โหรวยังสารภาพตามตรงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของลู่กวางจงอีกด้วย
เมื่อได้ทราบว่าลู่กวางจงคือลูกชู้ของเซิ่นอวี่โหรวกับชายอื่น ลู่เว่ยกั๋วก็หน้ามืดตามัวและเป็นลมล้มพับไปด้วยความโกรธแค้น!
ทองคำแท่งขนาดใหญ่หลายแท่งถูกพบซ่อนอยู่ในเตาไฟ เมื่อรวมกับจดหมายนิรนามฉบับนั้น พยานและหลักฐานจึงครบถ้วนสมบูรณ์ ในที่สุดทั้งสองคนก็ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาสิบปี
ส่วนจางเปียว หัวหน้าแก๊งนักเลง ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ปรากฏว่าเขาไม่เพียงแต่เปิดบ่อนพนันผิดกฎหมายและลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังสมคบคิดกับสายลับศัตรูอีกด้วย!
แม้ว่าพวกนักเลงปลายแถวคนอื่นๆ จะไม่รู้เรื่องที่จางเปียวสมคบคิดกับสายลับศัตรู แต่พวกมันก็ก่อคดีลักเล็กขโมยน้อยและทะเลาะวิวาทมามากมาย จึงถูกตัดสินจำคุกคนละสามปี
แม้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะถูกจับกุมได้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถค้นหาทรัพย์สินที่สูญหายไปของตระกูลซ่งพบ
แม้จะถูกซ้อมจนฟันร่วงหมดปาก พวกนักเลงเหล่านี้ก็ยังคงยืนกรานว่า หัวขโมยที่ยกเค้าบ้านตระกูลซ่งจนเกลี้ยงนั้นเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสืบหาคนอีกกลุ่มที่พวกมันอ้างถึงต่อไป โดยรับปากว่าจะรีบแจ้งให้ซ่งจินเยว่ทราบทันทีที่มีข่าวคราวคืบหน้า
ซ่งจินเยว่ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ เพราะเธอนี่แหละคือ 'คนอีกกลุ่ม' ที่พวกนักเลงเหล่านั้นพูดถึง
สำหรับลู่ม่านม่านและลู่กวางจง สองพี่น้องถูกเรียกไปอบรมสั่งสอนและตำหนิอย่างรุนแรง หลังจากก้าวเท้าออกจากสถานีตำรวจได้ไม่นาน พวกเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานยุวชนควบคุมตัวไปทันที
เดิมทีซ่งจินเยว่ได้ลงชื่อให้พวกเขาไปใช้ชีวิตที่ชนบท แต่เนื่องจากพฤติกรรมและความคิดที่ไม่เหมาะสม ทั้งสองจึงถูกส่งไปเพื่อใช้แรงงานปฏิรูปแทน
จุดหมายปลายทางยังคงเดิม นั่นคือลู่ม่านม่านต้องไปที่มณฑลยวิ๋น และลู่กวางจงต้องไปที่มณฑลกาน
การ 'ส่งตัวไปชนบท' กับการ 'ส่งไปใช้แรงงานปฏิรูป' นั้นเป็นคนละระดับกัน เมื่อถูกจัดอยู่ในประเภทที่ต่างกัน การปฏิบัติที่พวกเขาจะได้รับเมื่อไปถึงย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หึ ขอให้เจ้าเด็กสารเลวทั้งสองคนนั้นทำงานหนักจนตัวตายไปเลยแล้วกัน!