- หน้าแรก
- เกิดใหม่รอบนี้มีน้ำพุวิญญาณ ไม่ต้องฝึกวิชาให้เหนื่อย แค่จิบน้ำก็เทพแล้ว
- บทที่ 19: ธุรกิจรุ่งเรือง และเหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อย
บทที่ 19: ธุรกิจรุ่งเรือง และเหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อย
บทที่ 19: ธุรกิจรุ่งเรือง และเหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อย
"พ่อคะ หนูวางแผนว่าจะเตรียมวัตถุดิบให้มากขึ้นในวันพรุ่งนี้ และจะขายจนถึงประมาณสองทุ่มค่อยกลับค่ะ พ่ออาจจะต้องเหนื่อยช่วยขนของไปส่งให้หนูสักสองรอบนะคะ หนูจะเตรียมทุกอย่างไว้ที่บ้านเอง บ้านเราหน้าร้อนก็ยังเย็นอยู่ แค่เปิดพัดลมทิ้งไว้ ไข่มุกที่ต้มแล้วก็ไม่บูดหรอกค่ะแม้จะไม่มีตู้เย็น ส่วนเรื่องชาดำ พ่อช่วยต้มทิ้งไว้ให้หม้อหนึ่งตอนกลับมาพักเที่ยงได้ไหมคะ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วค่อยขนไปส่งให้หนูตอนพ่อเลิกงานตอนบ่าย แบบนี้โอเคไหมคะ?" จางว่านว่านคำนวณแผนการขณะคุยกับพ่อจาง
พ่อจางฟังแล้วหัวใจแทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ยัยหนู! นี่ลูกคิดจะขยายแผงลอยเหรอ! มันจะไม่เหนื่อยเกินไปหน่อยเรารึ?"
จางว่านว่านส่ายหน้า "ไม่หรอกค่ะ หนูมีความสุขมาก ความรู้สึกที่หาเงินได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองมันทำให้หนูรู้สึกมั่นคงจริงๆ ค่ะ"
พ่อจางเริ่มกังวลขึ้นมาอีกครั้ง "แต่ลูกจะปล่อยให้การตั้งแผงลอยมาทำให้ลูกเสียการเรียนไม่ได้นะ!"
จางว่านว่านชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาทันที "พ่อคะ! พ่อกังวลมากเกินไปแล้ว! หนูจะทิ้งการเรียนเพื่อแผงลอยได้ยังไงกัน? หนูยังอยากเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังอยู่นะคะ!"
พ่อจางได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เขาคิดว่านี่มันเพิ่งจะวันแรก บางทีพอผ่านไปสักสิบหรือยี่สิบวันของความวุ่นวาย จางว่านว่านก็คงจะทนไม่ไหวไปเอง และแกคงจะได้เรียนรู้ความลำบากของชีวิตด้วยตัวเอง
แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้พ่อจางคาดการณ์ความสามารถของจางว่านว่านผิดไป เธอขยันกัดฟันสู้มาได้ครึ่งเดือนโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจชานมไข่มุกของเธอก็ยิ่งรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ จนพ่อจางต้องช่วยเธอต่อเติมชั้นวางบนรถสามล้อให้ใหญ่ขึ้น เพราะมันเริ่มจะรับน้ำหนักของไม่ไหวแล้ว สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจเช่ามุมหนึ่งในร้านน้ำแร่เพื่อตั้งแผงถาวร โชคดีที่ร้านน้ำแร่ขวดนั้นต่างจากร้านขายเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ เพราะพวกเขาต้องออกไปส่งน้ำตลอดเวลา ร้านจะรกบ้างก็ไม่เป็นไร อีกอย่างจางว่านว่านเสนอค่าเช่าให้เดือนละ 500 หยวน เจ้าของร้านจึงยินดีที่มีรายได้เสริมและไม่ปฏิเสธแน่นอน
เวลาเลิกงานของจางว่านว่านขยับจากสี่โมงเย็นในช่วงแรก กลายเป็นว่าสองทุ่มก็ยังไม่ได้กลับบ้าน ทุกครั้งที่พ่อจางเอาข้าวเย็นไปส่งให้ตอนค่ำ เขาก็จะอยู่ช่วยเธอขายของต่อเสมอ
วันหนึ่ง จางว่านว่านมาตั้งแผงลอยตามปกติ ประจวบกับเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพอดี จำนวนคนที่จัตุรัสเซ็นจูรี่จึงหนาแน่นกว่าปกติหลายเท่า เธอยุ่งจนไม่มีเวลาได้พักหายใจ โชคดีที่วันนี้พ่อจางหยุดงานและมาช่วยเธอตั้งแต่หัววัน
ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังง่วนอยู่กับงานอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนขึ้นว่า "จางว่านว่าน! เป็นเธอจริงๆ ด้วย!"
จางว่านว่านเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเล็กๆ ภายใต้หน้ากากอนามัยขมวดคิ้วเข้าหากัน เธอพยักหน้าทักทายเรียบๆ "พี่หนีนี"
"ทำไมเธอถึงมาตั้งแผงลอยอยู่ที่นี่?" จางหนีนีเบิกตาโพลนด้วยท่าทางโอเวอร์พลางมองสลับไปมาระหว่างจางว่านว่านและพ่อจางด้วยสายตาดูแคลน "ไม่รู้จักอายบ้างหรือไง!"
จางว่านว่านรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันทีและตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา "หนูไม่เห็นว่าการหาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองจะเป็นเรื่องน่าอายตรงไหน มันยังดีกว่าคนที่ไม่เอาถ่านแล้วยังแบมือขอเงินพ่อแม่ไปวันๆ นะคะ!"
โทสะที่หาที่มาที่ไปไม่ได้ปะทุขึ้นในอกของจางหนีนี เธอแผดเสียงถาม "แกหมายความว่ายังไง? กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้? ฉันเป็นพี่สาวแกนะ พ่อแม่แกสั่งสอนมายังไงเนี่ย?"
สิ่งที่จางว่านว่านเกลียดที่สุดตอนนี้คือการที่มีคนมาพาดพิงว่าพ่อและแม่จางสั่งสอนเธอมาไม่ดี เธอจึงโต้กลับทันควัน "พี่ก็รู้ว่าพี่เป็นพี่สาวหนู แต่พ่อนี่ซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ของพี่มายืนอยู่ตรงนี้ พี่กลับไม่แม้แต่จะทักทายหรือเอ่ยคำพูดสุภาพสักคำ หนูอยากจะถามเหมือนกันว่าคุณป้ากับคุณลุงสั่งสอนพี่มายังไง!"
"แก!" จางหนีนีเอื้อมมือจะเข้าไปกระชากตัวจางว่านว่าน
จางว่านว่านโกรธจัดจนตะโกนลั่น "ไปให้พ้น! ถ้าจะซื้อของก็จ่ายเงินมา ถ้าไม่ซื้อก็หลีกไปเดี๋ยวนี้ อย่ามาขวางทางทำกิน ที่นี่ไม่ต้อนรับพี่ เลิกทำตัวเป็นเสนียดลูกตาเสียที! อย่าคิดนะว่าหนูจะยอมให้พี่มารังแกเหมือนเมื่อก่อน หนูไม่กลัวที่จะมีเรื่องด้วยหรอกนะ!"
พูดจบ จางว่านว่านก็คว้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมากระแทกกับผนังดังปัง ท่าทางที่ดุดันนั้นทำให้จางหนีนีถึงกับอึ้งไป แม้เธอจะเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่าถ้ามีเรื่องกันจริงๆ เธอจะเจ็บตัวแค่ไหน แถมพ่อจางก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย
การรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี จางหนีนีกัดฟันกรอดและรีบวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงคำขู่ที่ฟังดูไร้น้ำหนัก "ก็ได้! แกมันแน่จริงนะ ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
จางว่านว่านโยนไม้ไผ่ในมือทิ้งอย่างไม่แยแสพลางเบ้ปาก "พูดอยู่ประโยคเดียวทุกครั้ง ไม่รู้จะให้ฝากไว้ถึงเมื่อไหร่"
บรรดาไทยมุงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ต่างพากันได้สติ พวกเขาพากันยกนิ้วโป้งให้จางว่านว่านและเริ่มแย่งกันซื้อชานมไข่มุก จนแผงลอยที่เคยเงียบสงบกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง
หลังจากลูกค้ากลุ่มนั้นจากไป พ่อจางก็พูดกับจางว่านว่าน "ลูกไม่ควรไปทำแบบนั้นกับหนีนีเลยนะ พ่อรู้นิสัยแกดีว่าถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กและชอบรังแกเรา คนนิสัยแบบนี้ช้าเร็วก็ต้องไปเจอดีเข้าสักวัน ไม่จำเป็นต้องไปมีเรื่องกับแกตอนนี้หรอก ดูสิ เมื่อกี้แกเห็นพ่อเป็นหัวหลักหัวตอ พ่อยยังไม่พูดอะไรเลย! มันไม่จำเป็นลูก"
จางว่านว่านยื่นชานมให้ลูกค้า จากนั้นจึงหันมาสบตาพ่อจางแล้วเถียงกลับ "พ่อคะ หนูรู้ว่าคนดีมักจะถูกรังแก แกจะไปเจอดีที่ไหนมันก็ไม่เกี่ยวกับหนู ตราบใดที่แกไม่มาหาเรื่องหนู เมื่อก่อนหนูมันโง่ที่ยอมให้แกมาโขกสับ แต่ตอนนี้หนูตาสว่างแล้ว คนอย่างจางหนีนีน่ะจะไปพูดจาสุภาพด้วยไม่ได้หรอกค่ะ ไม่อย่างนั้นแกจะได้ใจ พ่อดูสิ แกกล้าทำแบบนี้กับพี่ชายหนูไหม? ก็เพราะเมื่อก่อนหนูมันยอมคนเกินไปต่างหาก!"
พ่อจางไม่ใช่คนปากกล้าคารมคมคาย เขาจึงถูกคำพูดไม่กี่คำของจางว่านว่านทำให้พูดไม่ออก และก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเงียบๆ
ในขณะเดียวกัน จางหนีนีที่อุตส่าห์ได้วันหยุดออกมาเดินช้อปปิ้ง กลับต้องมาเจอจางว่านว่านกับพ่อมาตั้งแผงลอย แถมยังถูกจางว่านว่านทำให้อับอายต่อหน้าคนอื่นอีก ด้วยความโกรธแค้น จางหนีนีจึงร้องไห้โฮมาตลอดทางจนถึงบ้าน
ประจวบเหมาะกับที่จางเจี้ยนกั๋วและหวงกุ้ยเหลียนหยุดงานพอดี ทั้งคู่อยู่บ้านนั่งจิบชาและดูทีวี เมื่อเห็นจางหนีนีร้องไห้กลับมา สีหน้าของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปทันที
หวงกุ้ยเหลียนยังไม่ทันรู้เรื่องรู้ราวว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวแต่ก็เริ่มโมโหขึ้นมาแล้ว "ลูกรัก ใครรังแกหนู? บอกแม่มา แม่จะไปจัดการให้เอง!"
จางเจี้ยนกั๋วเองก็รู้สึกปวดใจ แต่เขาไม่อยากให้หวงกุ้ยเหลียนทำตัวไร้เหตุผลเกินไป จึงถามอย่างใจเย็น "เกิดอะไรขึ้น? ใครรังแกหนู?"
"ก็ยัยจางว่านว่านน่ะสิ!" จางหนีนีร้องไห้ด้วยความแค้นและทิ้งตัวลงนั่งระหว่างจางเจี้ยนกั๋วและหวงกุ้ยเหลียน
ใบหน้าของหวงกุ้ยเหลียนมืดครึ้มลงด้วยเพลิงโทสะ อย่างไรก็ตาม เพราะจางว่านว่านเป็นหลานสาวของจางเจี้ยนกั๋ว เธอจึงไม่กล้าพูดตรงๆ ว่าจะจัดการจางว่านว่านยังไงต่อหน้าสามี แต่กลับหันไปดุลูกสาวแทน "เธอน่ะปกติเก่งนักไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงปล่อยให้ยัยเด็กนั่นรังแกเอาได้ล่ะ? โตกว่าเขาเสียเปล่า ไม่ได้เรื่องจริงๆ!"
"แม่! แม่พูดแบบนี้กับหนูได้ยังไง!" จางหนีนียิ่งรู้สึกน้อยใจเข้าไปใหญ่ น้ำตาเริ่มไหลพรากไม่หยุด
จางเจี้ยนกั๋วชำเลืองมองสองแม่ลูก เขารู้นิสัยหลานสาวตัวเองดี เขาไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียวว่าจางว่านว่านจะไปรังแกจางหนีนี ความกังวลก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น เขาถามด้วยความอดทนว่า "งั้นบอกพ่อมาสิว่าน้องรังแกหนูยังไง? น้องตีหนูหรือด่าหนูหรือเปล่า?"
"ยัยนั่นยัยนั่นขู่หนู! ยัยนั่นถือไม้ไผ่จะมาทำร้ายหนู แถมยังไล่หนูให้ไปให้พ้นด้วย! ฮือๆๆ!" จางหนีนีร้องไห้ราวกับใจจะขาด
จางเจี้ยนกั๋วมีสีหน้าตกตะลึง หวงกุ้ยเหลียนเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน แม้เธอจะมองข้ามญาติยากจนเหล่านั้น แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาทุกคนเป็นคนซื่อๆ และไร้เล่ห์เหลี่ยม เธอเคยเห็นจางว่านว่านอยู่ไม่กี่ครั้ง และเด็กคนนั้นดูไม่เหมือนคนที่จะทำเรื่องแบบนั้นได้เลยสักนิด