เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: ฟันเฟืองแห่งโชคชะตา

บทที่ 6: ฟันเฟืองแห่งโชคชะตา

บทที่ 6: ฟันเฟืองแห่งโชคชะตา


บทที่ 6: ฟันเฟืองแห่งโชคชะตา

"อาจารย์กำลังบอกว่าโควตารับตรงของผมหายไปแบบนี้เลยเหรอครับ"

วันรุ่งขึ้นหลังจากสิ้นสุดการแสดงเป็นตัวร้าย หลัวชวนที่เพิ่งมาถึงโรงเรียนก็ได้รับข่าวร้ายจากจางหัวผู้เป็นครูประจำชั้นทันที

"หลัวชวน เธออย่าเพิ่งใจเสียไปเลยนะ"

จางหัวรีบยกมือขึ้นห้ามปรามเพื่อปลอบประโลมให้หลัวชวนใจเย็นลง

"เรื่องมันเป็นแบบนี้ โควตารับตรงกับโควตารับกรณีพิเศษของมหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดินั้นใช้สัดส่วนร่วมกัน จำนวนโควตาที่จัดสรรให้แต่ละโรงเรียนก็มีจำกัด โดยทั่วไปแล้วผู้สมัครกรณีพิเศษจะได้รับสิทธิ์ก่อนผู้สมัครรับตรง สถานการณ์ตอนนี้คือมีนักเรียนที่ได้รับสิทธิ์กรณีพิเศษปรากฏตัวขึ้น ทำให้ลำดับความสำคัญของเธอถูกเลื่อนออกไป เธอเลยไม่ได้รับโควตารับตรงนั้น"

"สรุปก็คือ หวังหยวนปลุกพรสวรรค์ระดับเอสขึ้นมาได้ เลยถูกมหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิดึงตัวไปเป็นกรณีพิเศษ และนั่นก็ทำให้โควตาของผมหลุดลอยไป ใช่ไหมครับ"

"จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้"

จางหัวพยักหน้าพลางยิ้มเจื่อน

เขาหันไปหยิบรายชื่อบนโต๊ะทำงานแล้วยื่นให้หลัวชวน

"นี่คือรายชื่อผู้ได้รับโควตารับตรงและโควตารับกรณีพิเศษที่ครูได้มาจากหัวหน้าระดับชั้น"

จางหัวชี้ไปยังรายชื่อพลางอธิบาย "มหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิมอบโควตาให้โรงเรียนเราห้าที่ เดิมทีลำดับของเธออยู่ที่สาม ทว่าลำดับนี้จะมีการปรับปรุงครั้งสุดท้ายหลังจบพิธีปลุกพลัง โดยนำระดับพรสวรรค์ของนักเรียนมาพิจารณาด้วย หลังจากการปรับปรุง ลำดับของเธอจึงร่วงลงไปอยู่อันดับที่เจ็ด"

หลัวชวนกวาดสายตามองการจัดอันดับล่าสุด

หวังหยวนผู้ปลุกพรสวรรค์ระดับเอส เป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่ได้รับโควตารับกรณีพิเศษ จึงครองอันดับหนึ่งไปอย่างลอยลำ

ส่วนอันดับที่สองถึงห้าที่เหลือนั้น สามคนเป็นนักเรียนโควตารับตรงชุดเดิม มีเพียงคนเดียวที่เดิมทีอยู่ในอันดับหก แต่เนื่องจากปลุกพรสวรรค์ระดับเอขึ้นมาได้ จึงเบียดแย่งโควตารับตรงของนักเรียนอีกคนมาครอบครองสำเร็จ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หลังจบพิธีปลุกพลังครั้งนี้ นอกจากหลัวชวนแล้ว ยังมีนักเรียนโควตารับตรงอีกคนที่ต้องสูญเสียที่นั่งไป

"แต่เธอไม่ต้องกังวลใจไปหรอกนะ"

จางหัวฝืนหัวเราะแห้งๆ "ในปีก่อนๆ ก็เคยมีกรณีที่นักเรียนโควตารับตรงสูญเสียสิทธิ์แบบนี้เหมือนกัน เพื่อเป็นการชดเชยให้นักเรียนที่ถูกแย่งโควตาไป โดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะได้รับคะแนนพิเศษในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นเธอสามารถเข้าสอบได้ตามปกติ ตราบใดที่เธอยื่นสมัครมหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิ เธอจะได้รับคะแนนบวกเพิ่มไปอีกสามสิบคะแนน"

"ไม่มีทางพิจารณาใหม่เลยเหรอครับ"

"ครูเกรงว่าจะไม่ได้ ครูพยายามเรียกร้องให้เธออย่างสุดความสามารถแล้ว แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ครูไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย"

จางหัวมองหลัวชวนด้วยสายตารู้สึกผิด

"เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากครับคุณครู ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"

หลัวชวนพยักหน้ารับและหันหลังเดินออกจากห้องพักครูไป

เมื่อเห็นท่าทีสลดหดหู่ของหลัวชวน จางหัวจึงรีบเอ่ยคำปลอบโยนส่งท้าย

"หลัวชวน อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป คะแนนสอบภาคทฤษฎีของเธอยอดเยี่ยมมาตลอด ส่วนการสอบภาคปฏิบัตินั้น แม้ว่าเธอจะปลุกได้เพียงพรสวรรค์ระดับซี แต่หากฝึกฝนให้มากพอ การทำคะแนนให้ออกมาดีจนมหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิหันมาสนใจก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ"

"ผมเข้าใจแล้วครับ"

หลัวชวนหันกลับมาส่งยิ้มตอบรับ

ทว่าวินาทีที่เขาหันหลังกลับ รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันมลายหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าอันเรียบเฉยอย่างถึงที่สุด

การที่มหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิมองเขาอย่างไรนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่การที่เขามองมหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิอย่างไรนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

หลังจากสวมบทบาทใช้ชีวิตเป็นศาสตราจารย์โรดส์มานานหลายปี สภาพจิตใจของหลัวชวนในตอนนี้จึงแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

จริงอยู่ที่มหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิคือสถาบันอันดับหนึ่งของประเทศ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นตัวเลือกเพียงแห่งเดียวเสียหน่อย

"ถ้าอย่างนั้นฉันก็แค่ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามปกติ"

เป้าหมายคือการคว้าอันดับหนึ่งทั้งในการสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

หลัวชวนตัดสินใจอย่างแน่วแน่

เมื่อกลับมาถึงห้องเรียน ในช่วงเวลาที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกำลังใกล้เข้ามา เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ต่างกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออย่างหนัก เพื่อเตรียมตัวเฮือกสุดท้ายก่อนการสอบ

แม้โลกใบนี้จะเชิดชูความแข็งแกร่งด้านวิทยายุทธ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท้ายที่สุดปุถุชนคนธรรมดาก็ยังคงเป็นประชากรส่วนใหญ่อยู่ดี

พวกเขาไม่ได้ปลุกพรสวรรค์สายต่อสู้ขึ้นมาเพื่อกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เหนือมนุษย์ ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ทำได้เพียงเป็นส่วนหนึ่งของคนทั่วไป ที่ต้องตรากตรำทำงานหาเช้ากินค่ำต่อไป

ภายในห้องเรียน คนเพียงคนเดียวที่ไม่ได้กำลังตั้งใจเรียน ก็คือเด็กหนุ่มร่างสูงผมเกรียนที่นั่งอยู่ตรงมุมหลังห้อง

เขาคือหวังหยวน ขาใหญ่ประจำโรงเรียน

ในตอนนั้น หวังหยวนกำลังยกเท้าพาดวางบนโต๊ะ ทำท่าทางวางก้ามราวกับเป็นผู้ยิ่งใหญ่

ถึงอย่างนั้น หลัวชวนก็ไม่ได้มีความบาดหมางอะไรกับเขา ในชีวิตประจำวันเส้นทางของพวกเขาแทบจะไม่ได้บรรจบกันเลยด้วยซ้ำ

หลัวชวนเลิกสนใจหวังหยวนและเดินกลับไปที่โต๊ะของตนเอง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากบุคลิกภาพเสือยิ้มยากของศาสตราจารย์โรดส์ หลัวชวนจึงสามารถดึงสติเข้าสู่สมาธิได้อย่างรวดเร็ว

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

หลัวชวนได้ยินเสียงคนเคาะโต๊ะของเขา

เมื่อหันหน้าไป เขาก็พบกับใบหน้าใหญ่โตของหวังหยวนโผล่มาอยู่ตรงหน้า

"หลัวชวน นายปลุกได้พรสวรรค์ระดับซีในเวลาไล่เลี่ยกับฉันใช่ไหมล่ะ ฉันสงสัยจังเลยว่านายปลุกได้พรสวรรค์แบบไหนกันแน่"

หวังหยวนแสยะยิ้ม

"..."

เพียงแค่ปรายตามองหวังหยวน หลัวชวนก็รู้ทะลุปรุโปร่งว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่

มันก็เป็นแค่เรื่องที่ผู้คนมักจะเอาพรสวรรค์ที่ปลุกได้มาเป็นหัวข้อซุบซิบนินทา ประกอบกับความหลงตัวเองของหวังหยวนที่ต้องการจะเหยียบย่ำหลัวชวนให้จมดิน เพื่ออวดเบ่งต่อหน้าคนอื่นๆ ก็เท่านั้น

หากเป็นเมื่อวันก่อน เขาอาจจะทำสำเร็จไปแล้ว

แต่สำหรับตอนนี้...

"ยังไงฉันก็ตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นนายก็จะได้รู้เองแหละ"

หลัวชวนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

"..."

เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งและเฉยชาของหลัวชวน หวังหยวนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

ทว่าเขาก็รีบเก็บซ่อนความไม่พอใจนั้นไว้อย่างรวดเร็ว

"ก็ได้ ถึงตอนนี้ฉันจะถูกมหาวิทยาลัยนครหลวงจักรพรรดิดึงตัวไปแล้ว แต่ฉันก็ยังกะจะลงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสนามสอบภาคปฏิบัติอยู่ดี บางทีเราอาจจะได้มาเป็นคู่แข่งกันก็ได้นะ"

หวังหยวนแสร้งทำเป็นพูดทีเล่นทีจริงพลางตบไหล่หลัวชวนเบาๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่นั่งของตัวเอง

หลัวชวนไม่เก็บมาใส่ใจและหันไปจดจ่อกับหนังสือของตัวเองต่อไป

【ติ๊ง! ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนเวียน ณ บัดนี้】

ระบบที่เงียบงันมาตลอดทั้งวัน จู่ๆ ก็ปรากฏความเคลื่อนไหวใหม่ขึ้น

หลัวชวนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกวาดตามองหน้าต่างระบบที่เด้งขึ้นมาตรงหน้าด้วยความสงบนิ่ง

【ถึงเวลาเขียนชะตากรรมของตัวละครประกอบขึ้นมาใหม่ และประกาศให้โลกได้รับรู้ถึงการมาเยือนของสุดยอดวายร้ายแล้ว!】

【เป้าหมาย: จงใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อคว้าอันดับหนึ่งของโรงเรียน ในการสอบภาคทฤษฎีของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้จงได้】

【รางวัล: แต้มโชคชะตา 20 แต้ม】

【เป้าหมาย: จงใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อคว้าอันดับหนึ่งของโรงเรียน ในการสอบภาคปฏิบัติของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้จงได้】

【รางวัล: แต้มโชคชะตา 20 แต้ม】

【เป้าหมาย: เผชิญหน้ากับหวังหยวนในสนามสอบภาคปฏิบัติ พรสวรรค์ระดับเอสของเขานั้นแข็งแกร่งดั่งสัตว์ประหลาด จงต่อสู้อย่างสุดกำลังและเอาชนะเขาให้ได้】

【รางวัล: แต้มโชคชะตา 10 แต้ม】

【คุณจะชนะ — ชายลึกลับผู้จบชีวิตลงก่อนเวลาอันควร】

"..."

คนเราเวลาพูดไม่ออก ก็มักจะหลุดขำออกมาจริงๆ นั่นแหละ

หลัวชวนพยายามกลั้นขำและตีหน้าตาย

ก่อนหน้านี้เขาก็เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่า แต้มโชคชะตาคืออะไร และจะได้มันมาด้วยวิธีไหนกันแน่

ในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้รับคำตอบแล้ว

แต้มโชคชะตาเกี่ยวข้องกับฟังก์ชันการแสดงบทบาทของระบบนั่นเอง

เพื่อที่จะทำการแสดงในครั้งที่สอง ดูเหมือนเขาจะต้องทุ่มสุดตัวและพยายามกวาดรางวัลแต้มโชคชะตามาให้ได้ทั้งหมดเสียแล้ว

...

วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่วพริบตาก็เข้าสู่สัปดาห์ของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

การสอบภาคทฤษฎีจะจัดขึ้นก่อน ตามด้วยการสอบภาคปฏิบัติ

มหาวิทยาลัยสายวิชาการจะให้ความสำคัญกับคะแนนสอบภาคทฤษฎี ในขณะที่มหาวิทยาลัยสายวิทยายุทธ์จะให้ความสำคัญกับคะแนนสอบภาคปฏิบัติ ซึ่งการเข้าสอบทั้งสองอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องบังคับ

อย่างไรก็ตาม การสอบอีกสายหนึ่งสามารถนำมาเป็นเกณฑ์เพื่อพิจารณาเพิ่มคะแนนพิเศษได้ ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะเลือกลงสอบทั้งสองสาย

ในอดีต คะแนนสอบภาคทฤษฎีของหลัวชวนมักจะติดสิบอันดับแรกของโรงเรียนมาโดยตลอด ซึ่งนี่คือรากฐานที่ทำให้เขาได้รับโควตารับตรง แต่นั่นไม่ใช่ที่มาของความมั่นใจที่ทำให้เขากล้าตั้งเป้าหมายคว้าอันดับหนึ่งในการสอบภาคทฤษฎีหรอกนะ

ความมั่นใจที่แท้จริงของเขามันมาจากสิ่งที่เขาได้พิสูจน์แล้วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาต่างหาก

【บุคลิกภาพ: เสือยิ้มยาก — โรดส์】

สิ่งที่เรียกว่าบุคลิกภาพนี้ สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของหลัวชวนได้อย่างแท้จริง

เมื่อหลัวชวนนึกถึงศาสตราจารย์โรดส์ มันก็ราวกับว่าเขาได้สวมหน้ากากตัวละคร และกลายร่างเป็นศาสตราจารย์โรดส์ ซึ่งทำให้เขาสามารถทุ่มเทสมาธิให้กับการเรียนได้อย่างเต็มที่

แม้แต่กระบวนการความคิดของเขาก็ยังเฉียบแหลมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

และโรดส์ที่หลัวชวนสวมบทบาทนั้น ก็เป็นถึงหัวหน้าศาสตราจารย์ขนานแท้ ผู้ซึ่งมีความรู้และทักษะการใช้เหตุผลอันเป็นที่ยอมรับ แม้กระทั่งอธิการบดีแห่งสถาบันการศึกษาจักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิก็ยังต้องให้การยอมรับ

ดังนั้น เมื่ออยู่ในสนามสอบ หลัวชวนจึงสวมวิญญาณเป็นศาสตราจารย์โรดส์เพื่อทำข้อสอบแทนตัวเองเสียเลย

เพียงแค่ปรายตามองคำถาม คำตอบก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ มันไม่ต่างอะไรกับการสอบแบบเปิดหนังสือสอบเลยด้วยซ้ำ

ในขณะที่คนอื่นๆ ยังคงนั่งปวดหัวกับข้อสอบ หลัวชวนก็เขียนคำตอบมาตรฐานลงบนกระดาษสอบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเสร็จสิ้นแล้ว หนำซ้ำยังตรวจทานซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบตามอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำอีกด้วย

การให้หัวหน้าศาสตราจารย์โรดส์มานั่งทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย มันออกจะง่ายดายเกินไปหน่อย

หลังจากที่การสอบภาคทฤษฎีตลอดสามวันได้สิ้นสุดลง...

การสอบภาคปฏิบัติก็เปิดฉากขึ้น

จบบทที่ บทที่ 6: ฟันเฟืองแห่งโชคชะตา

คัดลอกลิงก์แล้ว