- หน้าแรก
- ทะลุมิติมามีเมียทั้งที ทำไมข้าถึงตกเป็นเสบียงเลี้ยงดูของปีศาจไปได้ล่ะ
- บทที่ 31 - เทศกาลสารทจีนใกล้เข้ามา
บทที่ 31 - เทศกาลสารทจีนใกล้เข้ามา
บทที่ 31 - เทศกาลสารทจีนใกล้เข้ามา
บทที่ 31 - เทศกาลสารทจีนใกล้เข้ามา
คงหนิงฝันร้าย
ในความฝัน เขาคล้ายกับเห็นบิดาและมารดากำลังทะเลาะกัน แต่กลับไม่รู้เลยว่าพวกท่านกำลังทะเลาะกันเรื่องอันใด
เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขารู้สึกเพียงความเหนื่อยล้าไปทั้งตัว
ซ้ำยังรู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งกว่าตอนที่ถูกสูบหยางบริสุทธิ์ไปเมื่อคืนเสียอีก—หรือว่าหลังจากที่นางปีศาจตนนั้นกลับมาในช่วงดึก จะแอบสูบพลังของเขาไปอีกงั้นหรือ?
คงหนิงมองดูภรรยาที่ยกโจ๊กข้าวฟ่างเข้ามาด้วยสีหน้าประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามให้มากความ
ซูเหยียนในวันนี้ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตอนเดินก็ยังฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าเพิ่งไปพบเจอเรื่องน่ายินดีอะไรมา
คงหนิงรู้ดีว่า ปีศาจตนนี้จะต้องมีความคืบหน้าอะไรบางอย่างที่สำคัญแน่ๆ
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมปริปากพูด เขาก็ไม่คิดจะซักไซ้
ความรู้สึกกดดันและตึงเครียดอย่างน่าประหลาด ยังคงอบอวลอยู่ในใจของคงหนิง ราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
ทว่าคงหนิงกลับไม่รู้เลยว่า ความรู้สึกตึงเครียดอันแปลกประหลาดนี้มีที่มาจากสิ่งใด
เขาพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ดื่มโจ๊กในชามจนหมด เปลี่ยนไปสวมชุดมือปราบ จูงม้าสีพุทราเหลือง แล้วมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอ
ตั้งใจจะอยู่ให้ห่างจากปีศาจสาวที่บ้านตนนี้ให้มากที่สุด
ทว่าหลังจากเดินออกจากลานบ้านมาแล้ว ความรู้สึกตึงเครียดอันน่าประหลาดนั้นกลับไม่ได้ลดทอนลงเลย หนำซ้ำยังรุนแรงมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ
นี่ทำให้ภายในใจของคงหนิงรู้สึกหวาดผวา
ภายใต้แสงแดดยามเช้า ใต้ต้นหวยที่หน้าประตูบ้าน มีใบไม้ร่วงหล่นเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
บิดาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนม้านั่ง ดูเหนื่อยล้าอยู่บ้าง แม้ว่าใบหน้าจะยังคงดุดันและเย็นชาเช่นเดิม แต่สภาพจิตใจกลับดูย่ำแย่กว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
ตรงกันข้ามกับมารดาผมขาวโพลน ที่ยังคงดูเมตตาและอ่อนโยน ซ้ำยังดูสดใสมีชีวิตชีวา ช่างแตกต่างจากบิดาที่ดูเหนื่อยล้าอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นคงหนิงจูงม้าออกมา มารดาก็ส่งยิ้มให้พลางเอ่ย “หนิงเอ๋อร์ จะไปที่ว่าการอำเภอแล้วหรือ”
“ขอรับ ไปรายงานตัวเข้าเวรขอรับ” คงหนิงพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ “ท่านแม่ ท่านพ่อเป็นอะไรไปหรือขอรับ? เมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือ?”
คงหนิงมองดูบิดาที่ดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลียด้วยความห่วงใย พลางเอ่ยถาม “ท่านไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าขอรับ?”
ทว่าบิดาผู้มีใบหน้าดุดันกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เขายังคงพลิกอ่านหนังสือในมือต่อไป โดยไม่สนใจความห่วงใยของคงหนิงเลยแม้แต่น้อย
แต่มารดากลับแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอก พ่อของเจ้าก็เป็นโรคเก่ากำเริบน่ะ ทุกปีพอใกล้จะถึงเทศกาลสารทจีน เขาก็มักจะเป็นแบบนี้ พอพ้นช่วงเทศกาลไปก็จะดีขึ้นเอง”
คงหนิงร้องอ้อรับคำ เขามองดูบิดาที่นั่งอยู่ใต้ต้นหวยอีกครั้ง ก่อนจะไม่ซักถามอะไรต่อ
จริงอยู่ที่ว่า ทุกๆ ปีในช่วงก่อนและหลังเทศกาลสารทจีน บิดามักจะมีสภาพจิตใจย่ำแย่เสมอ
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคิดไปเองหรือไม่ บิดาในเช้าวันนี้ ดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลียเป็นพิเศษ นี่เป็นสภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
อีกอย่าง ทำไมใบของต้นหวยหน้าบ้านถึงร่วงเต็มพื้นไปหมดล่ะ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ต้นหวยไม่ได้เขียวชอุ่มตลอดทั้งปีหรอกหรือ? ต่อให้เป็นฤดูใบไม้ร่วงก็ไม่น่าจะผลัดใบ นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่ยังไม่ถึงฤดูใบไม้ร่วงด้วยซ้ำ
คงหนิงรู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะเดินจากไป เขาตั้งใจมองดูต้นหวยยักษ์ที่หน้าบ้านอีกครั้ง
ภายใต้แสงแดด ต้นหวยต้นนี้ก็ดูเป็นปกติดีทุกอย่าง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคิดไปเองอีกหรือเปล่า เขากลับรู้สึกว่าต้นหวยต้นนี้ดูเหนื่อยล้าพิกล... ช่างแปลกประหลาดจริงๆ
หรือว่าเมื่อคืนถูกสูบหยางบริสุทธิ์ไปมากเกินไป จนทำให้เกิดภาพหลอนกันนะ?
ปีศาจตนนี้ที่อยู่ในบ้าน ช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ
คงหนิงขี่ม้าสีพุทราเหลืองมาถึงที่ว่าการอำเภอด้วยสภาพอิดโรย หลังจากรายงานตัวเข้าเวรอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาก็หาที่หลบมุมนั่งพิงกำแพง แล้วหลับตาพักผ่อน
วันนี้เขาเหนื่อยล้าเกินไป ไม่มีกะจิตกะใจจะออกไปเดินเตร็ดเตร่ข้างนอก ถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว
แม้ว่าหว่านเอ๋อร์จะอยู่ทางใต้ของเมืองนี่เอง แต่หากไม่มีความจำเป็น คงหนิงก็ไม่อยากจะแวะไปหานาง เขาเกรงว่าหากพบเจอกันบ่อยเกินไป จะทำให้ปีศาจที่บ้านจับสังเกตได้
ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เขายังไม่มีธุระอะไรให้ต้องไปทำ
ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับปีศาจในคฤหาสน์ตระกูลสวี หรือการไปกำจัดวิญญาณร้ายในเมือง ล้วนต้องรอฟังข่าวจากหว่านเอ๋อร์ทั้งสิ้น
หรือไม่ก็ต้องรอให้ไหดำลึกลับสะสมหมอกสีขาวจนเต็มเสียก่อน
คงหนิงมีความรู้สึกสังหรณ์ใจว่า ในยามนี้ที่เขาสำเร็จ ‘คัมภีร์กระบี่ฉงกวง’ ถึงขั้นสูงสุดแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวปีศาจที่ซ่อนอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลสวีอีกต่อไป
หากเขาใช้ความสามารถในการค้นหาของไหดำลึกลับอีกครั้ง หมอกที่นำทางไปยังคฤหาสน์ตระกูลสวีอาจจะไม่ใช่ควันสีเลือด แต่เป็นหมอกสีขาว...
แต่นี่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน คงหนิงยังคงต้องรอคอยต่อไป รอให้หมอกในไหดำลึกลับสะสมจนเต็ม
และท่ามกลางการรอคอยเช่นนี้ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในแต่ละวัน คงหนิงมาทำงานและเลิกงานตรงเวลา พอฟ้าใกล้จะมืดก็กลับบ้าน กินมื้อเย็นที่ปีศาจสาวเป็นคนทำ แล้วก็เข้านอนโดยไม่มีอะไรผิดปกติ
ส่วนนางปีศาจที่บ้าน ก็ยังคงออกไปข้างนอกทุกคืน ไม่เคยขาด ไม่ว่าฝนจะตกหรือลมจะแรง
หนำซ้ำเวลาที่นางออกไปก็เช้าขึ้นทุกที จากที่เมื่อก่อนมักจะออกไปตอนยามสาม แต่เดี๋ยวนี้พอฟ้ามืดปุ๊บก็ออกไปปั๊บ
ตอนที่กลับมาในช่วงรุ่งสาง จำนวนครั้งที่นางได้รับบาดเจ็บก็เพิ่มมากขึ้น ซ้ำบาดแผลก็ยังดูสาหัสกว่าแต่ก่อนมาก บางครั้งตอนที่ตื่นเช้ามาทำอาหารให้คงหนิง บาดแผลบนตัวนางก็ยังสมานไม่สนิทดี ดูแล้วชวนให้รู้สึกหวาดเสียว
ทว่าในทางกลับกัน อารมณ์ของนางกลับดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ และการที่ซูเหยียนอารมณ์ดี ก็ย่อมหมายความว่าพวกปีศาจในอำเภอคงกำลังใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก
บางครั้งคงหนิงก็อดคิดไม่ได้ว่า หากพวกปีศาจเจ้าถิ่นในอำเภอซานหลานมีน้ำยาพอที่จะสังหารซูเหยียน ปีศาจแมงป่องตนนี้ไปได้เลย ตัวเขาก็คงไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงอยู่แบบนี้แล้วไม่ใช่หรือ?
น่าเสียดาย ที่ความคาดหวังนี้ไม่เคยกลายเป็นความจริงเลย
พวกปีศาจในอำเภอซานหลาน แม้จะสามารถฝากบาดแผลไว้บนตัวซูเหยียนได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากลับไม่สามารถสร้างความเสียหายที่แท้จริงให้กับนางได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสังหารนาง
ช่างไร้น้ำยาเสียจริง
เวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ห้าเดือนเจ็ด
ตอนที่คงหนิงเดินออกจากที่ว่าการอำเภอหลังเลิกงาน เขาเหลือบไปเห็นนกน้อยสีม่วงตัวหนึ่งเกาะอยู่บนชายคาของหอจุ้ยเซียนฝั่งตรงข้าม
วินาทีที่คงหนิงมองเห็น นกน้อยตัวนั้นก็สลายหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
นี่คือสัญญาณลับที่เขาตกลงกับหว่านเอ๋อร์ไว้ก่อนหน้านี้ หากพบว่ามีวิญญาณร้ายปรากฏตัวในเมือง หว่านเอ๋อร์จะใช้วิธีนี้เพื่อแจ้งข่าวแก่เขา
ในใจของคงหนิงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เพราะนี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตกลงกันไว้ ที่เขาได้รับสัญญาณจากหว่านเอ๋อร์
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังต้องทำตัวให้เป็นปกติ เลิกงานกลับบ้าน และกินมื้อเย็นร่วมกับปีศาจในบ้าน
ไม่นานนัก ท้องฟ้าก็มืดสนิท ปีศาจสาวในชุดกระโปรงสีฟ้าได้อาศัยความมืดมิดของยามราตรีออกจากบ้านไป เพื่อไปหาเรื่องพวกปีศาจตนอื่นๆ ในเมือง
ส่วนคงหนิงก็นอนรออยู่บนเตียงประมาณหนึ่งชั่วยาม จนกระทั่งทั่วทั้งอำเภอตกอยู่ในความเงียบสงัด เขาจึงค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างไร้ร่องรอย สวมเสื้อผ้า แล้วพุ่งตรงไปยังทางใต้ของเมือง
ภายใต้ความมืดมิดยามราตรี ร่างของคงหนิงพุ่งทะยานผ่านบ้านเรือนไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยพลังปีศาจตบะเจ็ดสิบปีที่คอยสนับสนุน คงหนิงที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศ ปีนป่ายกำแพงได้แต่เดิมอยู่แล้ว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็เดินทางมาถึงคฤหาสน์ร้างตระกูลเถียนที่อยู่ทางตอนใต้ของเมือง ซึ่งเร็วยิ่งกว่าการควบม้าเสียอีก
ภายใต้แสงจันทร์อันเย็นยะเยือก เด็กสาวในชุดขาวกำลังนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาจำลอง
เมื่อเห็นคงหนิงมาถึง เด็กสาวก็ลืมตาขึ้น พร้อมกับแย้มยิ้มบางๆ “มือปราบหนิง พวกเรามาเริ่มกันเถอะ”
แม้คงหนิงจะแซ่คง แต่ทุกคนกลับเรียกเขาว่ามือปราบหนิง ซึ่งมันทำให้คงหนิงแอบพูดไม่ออกอยู่บ้าง
แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวใส่ใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ คงหนิงเอ่ยถาม “มีวิญญาณร้ายปรากฏตัวในเมืองแล้วหรือ?”
เด็กสาวพยักหน้ารับ พลางเอ่ย “เทศกาลสารทจีนใกล้เข้ามา ไอหยินในเมืองก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น หลายวันมานี้ข้าแอบสืบดูตลอด ในที่สุดก็พบวิญญาณร้ายตนหนึ่งที่หลบหนีออกจากประตูนรกมาก่อนเวลา”
“แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายนัก แต่ก็เหมาะที่จะให้มือปราบหนิงได้ใช้ฝึกฝนฝีมือ... เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ รีบจัดการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่าได้ชักช้า”
“เทศกาลสารทจีนใกล้เข้ามา พวกปีศาจในเมืองช่วงนี้ดูเหมือนจะกระวนกระวายกันมาก การต่อสู้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”
“ตอนนี้พวกเรายังแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่ได้”
[จบแล้ว]