- หน้าแรก
- เมื่อผมมีมิติทำฟาร์มสุดโกงในวันสิ้นโลก
- บทที่ 10 ได้รับการเวนคืนที่ดิน
บทที่ 10 ได้รับการเวนคืนที่ดิน
บทที่ 10 ได้รับการเวนคืนที่ดิน
ตู้เหิงใช้เวลาอธิบายให้ลู่หย่วนฟังนานกว่าหนึ่งชั่วโมงกว่าจะพูดเรื่องบ้านเสร็จ ทั้งยังเพิ่มแผนการตกแต่งภายในโดยละเอียดเข้าไปด้วย เมื่อมองดูบ้านที่ดูยิ่งใหญ่อลังการหลังนี้ ในใจของลู่หย่วนก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ทว่าคำพูดต่อมาของตู้เหิงกลับทำให้ลู่หย่วนรู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำล้างเท้าเย็นเฉียบจนตื่นเต็มตา
“ตามแผนโดยรวมที่ฉันออกแบบ ค่าก่อสร้างบ้านหลังนี้จะไม่ต่ำกว่าสามล้าน นายเตรียมโอนเงินได้เลย พรุ่งนี้ก็เริ่มงานได้แล้ว!”
สามล้าน! พอได้ยินลู่หย่วนก็ถึงกับอึ้งไป เขาฟังแต่ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกภายในนั้นสมบูรณ์แบบแค่ไหน ความปลอดภัยดีเยี่ยมเพียงใด แต่กลับลืมเรื่องราคาไปเสียสนิท นี่มันเหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เลย!
“เอ่อ... ถ้าไม่รวมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าล่ะ? พวกตู้บิวต์อินงานไม้ต่างๆ ก็ตัดออกไปก่อน แล้วก็สนามหญ้ากับต้นไม้รอบๆ ด้วย...” ลู่หย่วนตัดของที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน ตั้งใจว่าในอนาคตค่อยหามาเพิ่ม ตอนนี้เขายังไม่มีปัญญาหาเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นได้ในคราวเดียว แม้ว่าการขายอาหารทะเลกับแตงโมจะทำเงินได้ดี แต่ปริมาณการผลิตก็มีจำกัด ปูจักรพรรดิกับล็อบสเตอร์ออสเตรเลียก็ขายหมดไปแล้ว อาศัยแค่ล็อบสเตอร์อย่างเดียวก็พอจะทำเงินได้วันละหลายพันหยวน แต่ตอนนี้เขาต้องการเงินถึงสามล้าน
ตู้เหิงที่อยู่ข้างๆ หยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาคำนวณใหม่ หลังจากหักรายการที่ลู่หย่วนบอกออกไปแล้ว ก็ยังต้องใช้อีกหนึ่งล้านแปดแสนหยวน ซึ่งตู้เหิงยังไม่ได้รวมค่าออกแบบของเขาเข้าไปด้วย ตอนนี้ในมือของลู่หย่วนไม่มีเงินแล้ว นอกจากสามแสนหยวนที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ยังขาดอีกหนึ่งล้านห้าแสนหยวน แถมเขายังต้องซื้อของอีก ทั้งเมล็ดพันธุ์ อาหาร ธัญพืช น้ำมัน เครื่องปรุงรส ของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องมือช่าง หรือแม้กระทั่งรถยนต์ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่ได้รวมเข้าไปในค่าใช้จ่าย พอคิดถึงตรงนี้ ลู่หย่วนก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาอีกครั้ง
“ช่างเถอะ นายไปจัดการสั่งวัสดุต่างๆ แล้วเริ่มสร้างบ้านก่อนละกัน ส่วนเรื่องตกแต่งเอาไว้ก่อน เงินที่เหลือฉันจะไปหาทางเอง!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ลู่หย่วนก็กลับไปที่ห้องเช่า
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นวิดีโอคอลจากแม่ของเขา
เมื่อรับสาย ก็เห็นแม่พูดกับลู่หย่วนด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขว่า “อาหย่วนเอ๊ย แม่มีข่าวดีจะบอก บ้านเราที่ต่างจังหวัดจะโดนเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนแล้ว คราวนี้ความฝันของลูกที่จะซื้อบ้านในเมืองก็เป็นจริงได้แล้วนะ แถมยังไม่ต้องกู้เงินด้วย!”
พอได้ยินข่าวนี้ ลู่หย่วนก็นึกถึงข่าวที่เห็นเมื่อไม่กี่วันก่อนขึ้นมาทันที
ไม่คิดว่าทางการจะดำเนินการรวดเร็วขนาดนี้ เพิ่งจะประกาศสร้างถนนสายด่วนเชื่อมภาคตะวันออกกับตะวันตกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนนี้ก็เริ่มลงมือแล้ว ดูท่าว่าแผนการสร้างถนนครั้งนี้จะสร้างเศรษฐีใหม่จากการเวนคืนที่ดินขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง และไม่น่าเชื่อว่าครอบครัวของเขาจะโชคดีกับเขาด้วย
“เยี่ยมไปเลยครับ แล้วจะรื้อเมื่อไหร่ครับ? จะได้ค่าชดเชยเท่าไร?” ลู่หย่วนรีบถามทันที เพราะตอนนี้บ้านใหม่ยังขาดเงินอีกเป็นล้าน
“มีประกาศออกมาแล้ว ผู้ใหญ่บ้านกำลังจัดการเรื่องนี้อยู่ แม่ได้ยินจากคนอื่นๆ บอกว่าน่าจะได้เงินชดเชยประมาณล้านกว่าๆ นะ บ้านเก่าเราพื้นที่ใหญ่ แถมยังมีที่ดินอีกสิบกว่าหมู่รวมอยู่ด้วย! เฮ้อ แต่ธัญพืชที่คุณปู่คุณย่าปลูกไว้ก็น่าเสียดาย...”
แม่ของเขายังคงรู้สึกเสียดาย ในฐานะคนชนบท การไม่มีที่ดินทำกินนั้นช่างน่าอึดอัดใจไม่ต่างจากคนในเมืองที่ไม่มีเงิน
“แล้วแม่กับพ่อจะไปอยู่ที่ไหนครับ? มาอยู่กับผมไหม!”
“จะดีเหรอ ที่เมืองชิงสุ่ยแม่กับพ่ออยู่ไม่ชินหรอก แล้วยังต้องดูแลคุณปู่คุณย่าอีก ท่านอายุมากแล้ว จะทิ้งไว้ที่บ้านก็ไม่สบายใจ!”
“ก็ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะกลับไป!” เงินล้านกว่าหยวนนี้เปรียบเสมือนเงินช่วยชีวิต แน่นอนว่าลู่หย่วนต้องรีบจัดการนำเงินกลับมา ไม่อย่างนั้นหากรอให้ญาติๆ ที่บ้านเกิดอิจฉาตาร้อนขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะมาขอยืมเงินให้ยุ่งยากอีก ต้องเอาเงินมาไว้ในมือก่อนถึงจะปลอดภัย
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจองตั๋วรถไฟสำหรับคืนวันรุ่งขึ้น หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลู่หย่วนก็ไม่ได้เก็บข้าวของอะไรเลย มุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟทันที
รถไฟขบวนกลางคืนวิ่งค่อนข้างช้า โคลงเคลงไปมาจนกระทั่งถึงมณฑลซูซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาในเวลาตีห้าของวันรุ่งขึ้น
ลู่หย่วนกระชับเสื้อผ้าให้แน่นขึ้นแล้วขึ้นรถบัสระหว่างเมืองมุ่งหน้ากลับบ้านเกิด
เมื่อได้เห็นหน้าพ่อกับแม่ที่ไม่ได้เจอกันมาครึ่งปี ลู่หย่วนก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมา ในความฝันช่วงเจ็ดปีแห่งวันสิ้นโลก พ่อแม่ของเขาล้มลงต่อหน้าต่อตาทั้งคู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยลืมเลือนได้เลย
นับตั้งแต่วันที่ตื่นขึ้นมา เขาก็คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ในชาตินี้จะต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ให้ดี จะไม่ยอมให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกเด็ดขาด
แม่ของเขานำบัตรธนาคารมาส่งให้ถึงมือของลู่หย่วน รอยแตกบนมือของท่านมักจะมีเลือดซึมออกมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เมื่อมีรอยเลือดติดอยู่บนบัตรธนาคาร ก็ทำให้ลู่หย่วนรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง
เนื่องจากตอนนี้บ้านถูกทางการเวนคืนไปแล้ว พ่อกับแม่จึงตั้งใจจะรีบย้ายไปอาศัยอยู่กับคุณปู่คุณย่าก่อน ส่วนเรื่องที่จะไปอยู่กับลู่หย่วนในเมืองนั้น พวกท่านไม่ยอมเด็ดขาด อย่างแรกคือจะไม่สามารถดูแลคุณปู่คุณย่าได้ อย่างที่สองคือของในเมืองแพง ออกจากบ้านก็ต้องใช้เงิน ถ้าไม่มีเงินแม้แต่ต้นหอมต้นเดียวก็ซื้อไม่ได้
“ไอ้ลูกชายตัวดี หายไปตั้งนานไม่คิดจะกลับมาดูทางบ้านบ้างเลย พอมีเรื่องเงินก็รีบแจ้นกลับมาเชียว หน้าเงินจริงๆ เลยนะแก มีเวลาว่างก็ไปคุยกับเสี่ยวซานดูซิว่าเขาจะว่ายังไง ถึงตอนนั้นพ่อกับแม่จะได้ไปที่นั่นสักครั้ง ไปเจอหน้าพ่อแม่ฝ่ายนั้นด้วย ปู่กับย่าของแกก็อายุมากแล้ว ชีวิตนี้ก็คงไม่ต้องการอะไรแล้ว แค่อยากอุ้มเหลนเท่านั้นแหละ แกต้องพยายามหน่อยนะ!” พ่อของเขาพูดไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานก็วกไปถึงเรื่องการเลี้ยงดูลูกตอนโต และจะให้เรียนที่ไหนในอนาคต ทำเอาลู่หย่วนถึงกับอึดอัดไปเลย
แม้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับเว่ยเสี่ยวซานจะอยู่ในสถานะแฟนกันแล้ว แต่การสัมผัสที่ใกล้ชิดที่สุดก็เป็นเพียงแค่การจูบปากเท่านั้น เสี่ยวซานบอกว่าเธอจะมอบกายให้ลู่หย่วนก็ต่อเมื่อถึงวันแต่งงานเท่านั้น เธออยากจะมอบทุกอย่างให้เขาอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งลู่หย่วนก็เคารพความคิดของเธอมาโดยตลอด ไม่เคยล้ำเส้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว
เนื่องจากมีคำสั่งจากเบื้องบนให้ย้ายออกโดยเร็วที่สุด ลู่หย่วนจึงช่วยพ่อแม่ย้ายบ้านไปด้วยกัน ในตอนนั้นเอง สุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ที่บ้านคุณย่าก็เริ่มเห่าไม่หยุด
ผู้ใหญ่บ้านพาคนสองสามคนผลักประตูเข้ามาโดยตรง พอเห็นลู่หย่วนก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
“อ้าว! เสี่ยวหย่วนกลับมาแล้วเหรอ เมื่อไม่กี่วันก่อนเฉินหานลูกฉันยังบ่นๆ อยู่เลยว่าจะชวนแกมากินข้าวด้วยกัน! พอดีเลย แกไปที่บ้านฉันหน่อยสิ!”
เมื่อเห็นผู้ใหญ่บ้านเฉิน ลู่หย่วนก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มาที่บ้านหรอก
“เอ่อ... ลุงเฉินครับ ผมยังต้องช่วยที่บ้านย้ายของอยู่เลย เดี๋ยวตอนเย็นค่อยไปนะครับ!”
“ไม่เป็นไร นี่ฉันก็พาคนมาช่วยด้วยไง! ไม่เป็นไรหรอก แกไปเถอะ!” เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการจะไล่ลู่หย่วนไปให้พ้นทาง
ลู่หย่วนยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ เขาอยากจะดูว่าเฉินฉางเหอมาทำอะไรกันแน่ ส่วนเรื่องที่บอกว่าจะมาช่วยย้ายบ้านนั้น เขาไม่เชื่อเลยสักนิด ปกติเวลาที่บ้านมีเรื่องอะไร พวกญาติๆ ที่มีฐานะหน่อยก็จะพยายามหลบหน้าให้ไกลที่สุด สำหรับครอบครัวที่ยากจนอย่างบ้านลู่หย่วน พวกคนที่มีเงินหน่อยก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย ยกเว้นแต่ว่าลูกหลานบ้านไหนไปได้ดีมีอนาคตข้างนอก พวกเขาถึงจะชายตามอง ครั้งนี้ที่อุตส่าห์มาช่วยย้ายบ้านอย่างดี เห็นได้ชัดว่าต้องมีเจตนาไม่ดีกับเงินค่าเวนคืนแน่ๆ
เมื่อเห็นว่าลู่หย่วนไม่ขยับ บนใบหน้าของเฉินฉางเหอก็ปรากฏร่องรอยความไม่พอใจ “ไม่ไปก็แล้วแต่แกละกัน แล้วพ่อแม่แกล่ะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับพวกเขา!”
พูดจบ พ่อกับแม่ของเขาก็เดินออกมาจากในห้องพอดี
“ผู้ใหญ่บ้าน? มาได้ยังไงครับ?”
“อ้าว พี่ลู่ ยุ่งกันอยู่เหรอ! พอดีฉันพาคนมาช่วยย้ายบ้าน!” เขาพูดพลางหยิบบุหรี่จงหัวออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้พ่อของเขาหนึ่งมวน
พ่อของลู่หย่วนรับบุหรี่มาด้วยความสงสัยพลางกล่าวว่า “ผู้ใหญ่บ้านเกรงใจเกินไปแล้ว ที่บ้านก็ไม่มีอะไรต้องย้ายมากหรอก คุณมาคงมีธุระใช่ไหม! เข้ามานั่งข้างในก่อนเถอะ! ข้างนอกลมแรง อาหย่วนเอ๊ย ไปต้มน้้ำร้อนมาชงชาให้คุณลุงคุณอาหน่อยสิ!”
................................................................................