- หน้าแรก
- เมื่อผมมีมิติทำฟาร์มสุดโกงในวันสิ้นโลก
- บทที่ 8 ซื้อที่ดิน
บทที่ 8 ซื้อที่ดิน
บทที่ 8 ซื้อที่ดิน
ตู้เหิงเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยเดียวกับลู่หย่วน แต่หลังจากเรียนด้วยกันได้แค่ปีเดียวก็ย้ายไปเรียนคณะวิศวกรรมสถาปัตยกรรม ทั้งที่เขาสามารถเป็นวิศวกรอาวุโสในบริษัทใหญ่ได้สบายๆ แต่กลับรับกฎระเบียบของบริษัทไม่ได้จึงไม่ไปทำงาน หลังจากนั้นก็เปลี่ยนงานอยู่เรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายเขาจะมาเปิดบริษัทรับตกแต่งภายในเป็นของตัวเอง
ในกลุ่มยังคงถกเถียงกันเรื่องสถานที่และเวลานัดเลี้ยงรุ่นกันอยู่ แต่ลู่หย่วนได้ติดต่อตู้เหิงและได้ที่ตั้งบริษัทออกแบบตกแต่งของเขามาแล้ว
แม้ว่าตู้เหิงจะทำงานด้านออกแบบตกแต่ง แต่ครั้งนี้ลู่หย่วนมาเพื่อเลือกทำเลซื้อบ้าน เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ตู้เหิงนั้นต่างออกไป สิ่งที่ลู่หย่วนต้องการก็คือให้เขาช่วยแนะนำดีๆ ให้หน่อย
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ขี่รถจักรยานไฟฟ้าของตัวเองไปยังบริษัทตกแต่งของตู้เหิง
โชคดีที่มีระบบนำทางในมือถือ ไม่อย่างนั้นลู่หย่วนคงหาที่นี่ไม่เจอจริงๆ หลังจากเลี้ยวไปเลี้ยวมาหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็พบบริษัทตกแต่งของตู้เหิงในบ้านพักอาศัยหลังเล็กที่เล็กจนไม่รู้จะเล็กกว่านี้ได้ยังไงแล้ว
เมื่อผลักประตูที่แง้มอยู่เข้าไป กลิ่นอับชื้นก็โชยมาปะทะหน้าทันที ลู่หย่วนยกมือปิดจมูกและปาก ก่อนจะเห็นชายหนุ่มร่างผอมบางคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดอยู่ ซึ่งก็คือตู้เหิงที่ไม่ได้เจอกันมานานนั่นเอง
“เอ่อ... ฉันไม่คิดว่านายจะมาเร็วขนาดนี้ เชิญนั่งก่อนสิ!” ตู้เหิงต้อนรับเขาเข้ามาด้วยใบหน้าเขินอาย
ในห้องมีหน้าต่างขนาดเท่าฝ่ามือเพียงบานเดียว ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยกล่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขยะในชีวิตประจำวันต่างๆ โซฟาที่วางอยู่ก็มองไม่เห็นสีเดิมของมันแล้ว เห็นได้ชัดว่าตู้เหิงใช้ที่นี่เป็นทั้งที่ทำงานและที่อยู่อาศัยของเขา
สำหรับที่แห่งนี้ คำวิจารณ์ของลู่หย่วนก็คือ มันทั้งเก่าทั้งโทรม ข้าวของวางระเกะระกะ ถ้ามีคนเห็นสภาพแวดล้อมแบบนี้แล้วยังจ้างเขาให้ตกแต่งบ้านได้อีกละก็ คงต้องตาบอดไปแล้วแน่ๆ ใช่แล้ว ลู่หย่วนเลือกเขาคนนี้ และหลังจากที่บอกความคิดของตัวเองให้เขาฟังทีละอย่าง อีกฝ่ายก็จดบันทึกความต้องการของลู่หย่วนไว้ทั้งหมดแล้ว
“ลู่หย่วน นี่นาย... จะสร้างป้อมปราการเหรอ? บอกตามตรงนะ ไม่มีบ้านแบบไหนที่จะได้มาตรฐานตามที่นายต้องการหรอก ถ้าจะมีจริงๆ ฉันว่าหลุมหลบภัยน่าจะเหมาะกว่า แต่ว่านั่นมันอยู่ใต้ดิน ไม่ตรงกับความต้องการของนายที่อยากได้อาคารบนดิน แล้วก็... ตอนนี้นายมีงบเท่าไร? เลือกทำเลบ้านได้หรือยัง?” ตู้เหิงขมวดคิ้วถาม
เหตุผลที่ลู่หย่วนมาหาเขาก็เพราะชื่นชอบในนิสัยของตู้เหิง ถึงแม้ว่าเจ้าหมอนี่จะพูดไม่เก่ง แต่เรื่องงานถือว่าพิถีพิถันมาก และไม่เคยเปิดเผยความลับของคนอื่น บ้านที่ลู่หย่วนต้องการสร้างนั้นมีข้อกำหนดสูงมาก และต้องเก็บเป็นความลับอย่างเข้มงวด ไม่สามารถให้คนรู้มากเกินไปได้ นิสัยของเขาจึงเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ฝีมือของตู้เหิงก็ถือว่ายอดเยี่ยม มีใบรับรองสถาปนิกครบถ้วน แค่การที่เขาสามารถเรียนจบหลักสูตรสี่ปีได้ภายในสามปี ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้แล้ว
“เอ่อ... ตอนนี้มีแค่แสนหยวน แต่เดี๋ยวเร็วๆ นี้จะมีเข้ามาเพิ่มอีก!” ลู่หย่วนรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมานิดหน่อย บ้านก็ยังไม่มี แต่กลับมานั่งคุยกับคนอื่นเป็นตุเป็นตะอยู่ตั้งนาน
โชคดีที่ตู้เหิงไม่ได้โกรธ กลับกันเขาใช้มือลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ที่ในเมือง... แล้วยังต้องมีที่กว้างพอ... อืม... ดูเหมือนว่าจะมีที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของนายได้อยู่นะ!”
เมื่อลู่หย่วนได้ยินก็ดีใจจนเกือบจะกระโดด แต่เขาก็ไม่ได้แสดงอาการออกมามากนัก
“ที่ชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองชิงสุ่ยมีพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างเมืองกับชนบทอยู่ ที่ดินตรงนั้นราคาถูก มีโรงงานหลายแห่งเลือกไปสร้างที่นั่น ที่สำคัญคือที่นั่นถูกจัดเป็นเขตเมือง ไฟฟ้าและประปาสมบูรณ์มาก สิ่งอำนวยความสะดวกด้านเครือข่ายก็ครบครัน ปัญหาคือนายต้องทนความเงียบเหงาให้ได้ เพราะที่นั่นอยู่ห่างจากใจกลางเมืองพอสมควร”
“ไม่เป็นไร! ไม่ใช่ปัญหา! ตอนนี้นายว่างไหม ฉันจะพาไปเลี้ยงข้าว” แค่เห็นว่าตู้เหิงใส่ใจขนาดนี้ ลู่หย่วนก็ต้องเลี้ยงข้าวเขาหนึ่งมื้อแล้ว
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่กินข้าวเช้า เราไปกันตอนนี้เลยเถอะ!” ในฐานะคนบ้างาน ตู้เหิงข้ามขั้นตอนอาหารเช้าไปโดยสิ้นเชิง และจะพาลู่หย่วนออกเดินทางทันที
ลู่หย่วนขี่รถจักรยานไฟฟ้าโดยมีตู้เหิงซ้อนท้าย มุ่งหน้าไปยังพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างเมืองกับชนบทที่ชานเมืองทางตอนเหนืออย่างรวดเร็ว
ที่นี่มีโรงงานสร้างขึ้นแล้วบางส่วน เสียงเครื่องจักรในโรงงานดังหนวกหูอยู่บ้าง รถบรรทุกที่สัญจรไปมาก็จอดกินเลนตามใจชอบ ทำให้ทั้งสองคนต้องทิ้งรถจักรยานไฟฟ้าไว้แล้วเดินเท้าเข้าไป
ด้านหลังโรงงานยังมีที่นาอีกประมาณหลายสิบหมู่ ส่วนใหญ่ปลูกข้าวสาลี ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเพียงต้นอ่อนสีเขียว
ถัดจากที่นาก็เป็นเขตที่อยู่อาศัย มีบ้านเรือนเรียงรายเป็นแถวต่อกันไปเรื่อยๆ หน้าตาคล้ายๆ กัน เห็นได้ชัดว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลสร้างขึ้น ถัดไปอีกก็เป็นโซนบ้านพักตากอากาศ ซึ่งเป็นบ้านส่วนตัวของบรรดาเจ้าของโรงงานแถวนั้น
เหตุผลที่คนรวยเหล่านี้เลือกสร้างบ้านพักตากอากาศที่นี่ หนึ่งคือช่วยลดปัญหารถติดเวลาเดินทาง สองคือสภาพแวดล้อมที่นี่ยังพอรับได้ พื้นที่โรงงานอยู่ห่างจากเขตที่อยู่อาศัยหลายลี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเลย
พวกเขาหาเจ้าของที่ดินที่ต้องการขายที่เจอ และเมื่อแจ้งความประสงค์ เจ้าของที่ก็พาคนทั้งสองไปยังที่ดินรกร้างผืนหนึ่งอย่างกระตือรือร้น
“ที่ตรงนี้มีพื้นที่ประมาณเจ็ดร้อยกว่าตารางเมตร ก่อนหน้านี้เคยปลูกข้าวสาลี แต่สองสามปีมานี้ไม่ค่อยมีคนดูแล เลยถูกปล่อยให้รกร้างไป แต่เป็นที่ที่ดีสำหรับสร้างบ้านเลยนะ! คุณดูสิ ข้างหน้าเป็นถนนสองเลน แถมรอบๆ ก็เป็นโซนบ้านพักตากอากาศ เดินทางสะดวกมาก เป็นทำเลที่ดีสำหรับสร้างบ้านเลย!...”
เจ้าของที่ดินบรรยายข้อดีของที่ดินผืนนี้ไม่หยุดปาก ทั้งสองคนก็ไม่ได้ขัดจังหวะ
ลู่หย่วนพอใจกับที่ดินผืนนี้มาก สถานที่กว้างขวาง การคมนาคมสะดวก น้ำไฟพร้อม แม้กระทั่งไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมก็สามารถขอใช้ได้
เมื่อมาถึงบ้านของเจ้าของที่ดิน ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเจรจาเรื่องราคา
“เรื่องเอกสารอะไรต่างๆ ของที่ดินผืนนี้ผมจัดการให้เอง หนึ่งแสนหยวน ไม่ต่อนะ!” เจ้าของบ้านบอกราคาของตนเองออกมา
“โธ่... คุณลุงครับ ราคานี้แพงเกินไป ที่ดินรกร้างเจ็ดร้อยกว่าตารางเมตร แต่จะเอาตั้งแสนนึง จากตรงนั้นต้องเดินไปเขตที่พักอาศัยตั้งสิบกว่านาทีเลยนะครับ! รอบๆ มีแต่ไร่นา หน้าร้อนยุงก็ต้องเยอะมากแน่ๆ ไหนจะติดริมถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งพลุกพล่านจนรบกวนการพักผ่อนอีก...” ตู้เหิงที่อยู่ข้างๆ ดึงลู่หย่วนที่กำลังจะตกลงซื้อที่ดินเอาไว้ แล้วเริ่มสาธยายให้เห็นข้อเสียของที่ดินผืนนั้นทีละข้อ ทำให้ลู่หย่วนคาดไม่ถึงเลยว่าคนเงียบๆ แบบนี้จะต่อราคาเก่งขนาดนี้
“แล้วผมก็ดูสภาพดินตรงนั้นมาแล้ว ใช้ปุ๋ยเคมีหนักเกินไป จนดินเริ่มแข็งตัวเป็นก้อนแล้ว แล้วก็มีพื้นที่แค่เจ็ดร้อยสามสิบกว่าตารางเมตรเอง ถ้าจะเอามาสร้างโรงงานก็ดูจะเล็กไปหน่อย...”
...
เจ้าของที่ดินพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ก็ได้ๆ ต่ำสุดเจ็ดหมื่น ถ้าขาดไปแม้แต่หยวนเดียวก็ไม่ขายแล้ว!”
ตู้เหิงพยักหน้าแล้วมองไปที่ลู่หย่วน
“เฮ้อ! ก็ได้ครับ เจ็ดหมื่นก็เจ็ดหมื่น ทำเรื่องได้เมื่อไหร่ครับ?” ลู่หย่วนถามพลางพยายามเก็บความตื่นเต้นไว้
“ผมว่างทุกวัน วันนี้ก็ไปทำเรื่องให้เสร็จได้เลย!”
หลังจากวุ่นวายมาอีกครึ่งบ่าย ลู่หย่วนมองดูเอกสารในมือแล้วดีใจจนเนื้อเต้น เงินเจ็ดหมื่นหยวนก็ได้ที่ดินมาผืนหนึ่ง ที่สำคัญคือเป็นที่ดินในเขตเมือง แถมยังเป็นที่ดินสำหรับสร้างบ้านอีกด้วย ถูกจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว! ในที่สุดเรื่องบ้านก็ถือว่าประสบความสำเร็จก้าวแรกแล้ว!
แต่มีที่ดินแล้วก็ยังต้องมีเงินสร้างบ้าน ต่อไปก็คือการหาเงินมาสร้างบ้านแล้ว
................................................................................