- หน้าแรก
- ยอดขุนนางแห่งฉู่
- ตอนที่ 13 ขอสุราพิษสักจอก
ตอนที่ 13 ขอสุราพิษสักจอก
ตอนที่ 13 ขอสุราพิษสักจอก
ตอนที่ 13 ขอสุราพิษสักจอก
ภายในหอหว่านหง นอกจากอาคารต่างๆ ที่สร้างเรียงรายอยู่ริมถนนและริมฝั่งแม่น้ำแล้ว ยังมีลานเรือนอันเงียบสงบลึกเข้าไปอีกนับสิบชั้น ดูราวกับมีตำหนักและสระน้ำซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
เมื่อเดินอ้อมภูเขาจำลองที่สร้างจากหินไท่หู ตามผู้ต้อนรับเข้าไปยังลานเรือนอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง
เมื่อได้นั่งลงในห้องรับรองเล็กๆ ที่คุ้นเคย หานเชียนมองดูฝูงปลาคาร์พว่ายวนอยู่ในสระน้ำกลางลานเรือน รู้สึกถึงความตึงเครียดที่บีบรัดหัวใจเป็นระลอก
เขากำนิ้วจนซีดขาว พยายามข่มความรู้สึกที่อยากจะหันหลังวิ่งหนีออกไปให้พ้น ในใจไม่รู้จริงๆ ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการที่เหยาซีสุ่ยแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือเดินเข้ามาหยั่งเชิงเขา หรือจะมีชายฉกรรจ์สวมไอ้โม่งสองคนพังประตูเข้ามาแทงเขาให้ตายตกไป
ก่อนจะก้าวเข้าสู่หอหว่านหง หานเชียนคิดว่าการมีเฝิงอี้และขงซีหรงมาด้วย จะทำให้พวกเหยาซีสุ่ยเกิดความยำเกรง แต่เมื่อได้ก้าวเข้ามาจริงๆ เขาถึงได้รู้ซึ้งว่าการเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงอันตรายนั้นเป็นความรู้สึกเช่นไร ข้อสันนิษฐานต่างๆ นาๆ ที่เคยคิดไว้ ไม่อาจบรรเทาความตื่นตระหนกและหวาดกลัวในใจเขาได้เลย
มารดามันเถอะ นี่มันเอาชีวิตตัวเองมาเดิมพันชัดๆ ความตื่นเต้นเร้าใจนี่ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกผีพนันในห้วงฝันที่เล่นรัสเซียนรูเล็ตต์เดิมพันด้วยชีวิตเลยสักนิด!
ขณะที่หานเชียนกำลังเหม่อลอย จู่ๆ ก็มีกลิ่นหอมโชยเข้ามาในห้อง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเหยาซีสุ่ยในชุดกระโปรงสีม่วงแดงปรากฏตัวอยู่หน้าประตู นางไม่ได้แต่งหน้าจัดจ้าน มวยผมเอียงเล็กน้อย ใบหน้างดงามหมดจดยังคงแฝงไว้ด้วยความเกียจคร้านในยามบ่าย
แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านร่มไม้ส่องกระทบแก้มขาวเนียนราวกับหยกของเหยาซีสุ่ย เปล่งประกายแวววาว ใบหน้าเล็กๆ ของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใสแห่งวัยเยาว์ เหยาซีสุ่ยมีชื่อเสียงในเมืองจินหลิงมานานแล้ว แต่แท้จริงแล้วนางเพิ่งจะอายุสิบแปดปีเท่านั้น เป็นวัยที่กำลังผุดผ่องไร้เดียงสาทีเดียว
ทว่าหางตาที่กระตุกเล็กน้อยของนาง ก็เผยให้เห็นว่าความตึงเครียดในใจนางยามนี้ไม่ได้น้อยไปกว่าเขาเลย—ในวินาทีนี้ หานเชียนกลับรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
"แม่นางเหยายืนอยู่หน้าประตู ไม่ใช่ว่าเห็นข้ามาเยือนแล้วรู้สึกประหลาดใจหรอกหรือ?" หานเชียนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ยากจะหยั่งถึงของเหยาซีสุ่ยพลางเอ่ยถาม ไม่รู้จริงๆ ว่ามีบุรุษในเมืองนี้สักกี่คนที่หลงใหลในดวงตาคู่นี้ โดยหารู้ไม่ว่ามีจิตสังหารอันเหี้ยมโหดซ่อนอยู่ภายใน
"คุณชายหานไม่ได้มาเยือนหอหว่านหงเสียนาน ซีสุ่ยยังนึกว่าคุณชายหานมีหญิงอื่นในดวงใจ จนลืมซีสุ่ยไปเสียแล้ว!" เหยาซีสุ่ยฝืนยิ้ม ก่อนจะหันไปมองด้านหลัง คล้ายจะตำหนิสาวใช้ที่ยังไม่ยกน้ำชาเข้ามา
"ข้ายังไม่ได้เด็ดดอกไม้แดงของแม่นางซีสุ่ยเลย ต่อให้มีหญิงอื่นในดวงใจ ก็ไม่มีทางลืมที่นี่หรอก" หานเชียนสังเกตเห็นว่าเท้าที่สวมรองเท้าผ้าไหมของเหยาซีสุ่ยเกร็งขึ้นเล็กน้อยในจังหวะนั้น
เวลานั้น สาวใช้ในห้องของเหยาซีสุ่ยยกน้ำชาเข้ามา หานเชียนก็นิ่งเงียบไป
รอจนสาวใช้วางถ้วยน้ำชาแล้วเดินออกไป เหยาซีสุ่ยจึงเดินเข้ามา แล้วหันกลับไปปิดประตู ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้มสดใส เอ่ยกับหานเชียนว่า "ไม่ได้พบกันเสียนาน คุณชายหานก็ยังคงช่างพูดช่างเจรจาให้คนสำราญใจเหมือนเดิม—เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ แล้วช่วยเล่าให้ซีสุ่ยฟังที ว่าเหตุใดวันนี้ถึงนึกอยากจะมาหาซีสุ่ยได้?"
"ข้าอยากจะขอให้แม่นางซีสุ่ยประทานสุราพิษให้ข้าดื่มอีกสักจอก" หานเชียนตอบ
เห็นเหยาซีสุ่ยสะดุ้งราวกับถูกเข็มแทง หานเชียนก็ยิ้มแล้วถามต่อว่า "ทำไมล่ะ แม่นางซีสุ่ยคงไม่ได้คิดว่าข้าจะถือเอาเรื่องราวในคืนนั้นเป็นเพียงความฝันหรอกนะ?"
"ฟังคุณชายหานพูดเช่นนี้ ข้าเริ่มจะเชื่อแล้วสิว่าคุณชายหานตั้งใจจะมาขอชาพิษดื่มจริงๆ..." เหยาซีสุ่ยเมื่อเห็นหานเชียนเปิดไพ่หมดหน้าตัก ก็แสร้งทำเป็นใจเย็น นั่งลงแล้วดันถ้วยน้ำชาไปตรงหน้าหานเชียน ราวกับว่านี่คือชาพิษจริงๆ เพื่อดูว่าหานเชียนจะมีความกล้าพอที่จะดื่มมันต่อหน้านางหรือไม่
หานเชียนแอบด่าตัวเองในใจว่าไม่น่าทำตัวอวดเก่งเลย หากไม่ดื่มชานี้ ท่าทีของเขาก็จะดูอ่อนแอลง แต่หากดื่มลงไปแล้วเกิดตายขึ้นมาจริงๆ เขาคงขาดทุนย่อยยับเป็นแน่!
"..." หานเชียนหยิบถ้วยชาขึ้นมา พลางคิดว่าจะสาดน้ำชาร้อนๆ ในถ้วยใส่หน้านังแพศยาน้อยตรงหน้านี้ดีหรือไม่
"จริงสิ เหตุใดคุณชายหานถึงต้องดั้นด้นมาขอชาพิษดื่มถึงที่นี่ด้วยเล่า?" เหยาซีสุ่ยเอ่ยถามขึ้นมาในตอนนั้น
"ฟ่านอู่เฉิง ทหารรับใช้ของตระกูลหาน ถูกชาวนาฆ่าตายที่เรือนตากอากาศ ท่านพ่อของข้ารีบไปที่นั่น ข้ายังไม่ได้ปริปากบอกเรื่องที่แม่นางเหยาไปเยี่ยมข้ากลางดึก แต่เขากลับกังวลใจแทบแย่ กลัวว่าการที่ข้าไปเป็นสหายร่วมเรียนขององค์ชายสามจะนำภัยมาสู่เขา เจ้าว่าน่าขันหรือไม่เล่า?"
หานเชียนวางถ้วยชาที่ร้อนระอุลง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเหยาซีสุ่ย แล้วกล่าวต่อ
"เมื่อได้ผ่านฝันร้ายในคืนนั้น ข้าก็เริ่มตาสว่างขึ้นมาบ้าง ลุงรองของข้าจงใจปล่อยปละละเลยให้ข้าทำตัวเสเพลไร้สาระอยู่ที่เซวียนโจว ย่อมมีเจตนาแอบแฝง ส่วนบิดาบังเกิดเกล้าของข้าก็เห็นว่าข้าเหลวไหลจนเกินเยียวยา รู้สึกรำคาญใจ พอมาอยู่ด้วยกันได้เพียงสามสี่เดือนก็ไล่ข้าไปอยู่ที่เรือนตากอากาศให้พ้นหูพ้นตา—และคราวนี้ข้ายังถูกเลือกให้ไปเป็นสหายร่วมเรียนขององค์ชายสาม ซึ่งในสายตาของท่านพ่อ มองว่าวันหน้าข้าอาจจะนำภัยพิบัติมาให้ตระกูล เขาคงอยากเห็นข้าตายด้วยโรคปัจจุบันทันด่วนที่เรือนตากอากาศเสียมากกว่า แม่นางเหยา เจ้าลองว่ามาสิ ข้าที่ไร้ค่าถึงเพียงนี้ เป็นขยะที่เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ มองไปก็ขัดหูขัดตา ซ้ำยังอาจจะไปขัดขวางแผนการใหญ่ของแม่นางเหยาอีก ข้ายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาขอสุราพิษสักจอกที่หอหว่านหงแห่งนี้อีกหรือ? แม่นางเหยา พวกเจ้าพยายามหาทางทำให้ข้าป่วยตายกะทันหัน เพื่อจะได้มีตำแหน่งว่างสำหรับสหายร่วมเรียนขององค์ชายสาม คงจะคิดเช่นนี้เหมือนกันใช่หรือไม่?"
เหยาซีสุ่ยพยายามระงับความตื่นตระหนก ไม่ให้มือที่วางกดอยู่บนโต๊ะสั่นเทา
แม้อายุยังน้อย แต่นอกจากการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก นับตั้งแต่เปิดหอหว่านหง นางต้องคอยรับมือกับบุรุษเจ้าเล่ห์และมักมากในกามตัณหามากหน้าหลายตา ต้องเผชิญกับความยากลำบากมานับไม่ถ้วนในแต่ละวัน นางหลงคิดว่าตนเองเจนโลกและเข้าใจจิตใจมนุษย์ที่ซับซ้อนดีแล้ว คิดว่าตนเองสามารถเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ได้อย่างแนบเนียน
ทว่าในเวลานี้ เหยาซีสุ่ยกลับรู้สึกอับอายราวกับถูกเด็กหนุ่มตรงหน้าเปลื้องผ้าจนเปลือยเปล่า
ตอนที่หานเชียนบุกเข้ามา ความคิดแรกของเหยาซีสุ่ยคือ คุณชายเสเพลผู้ไร้ประโยชน์คนนี้คงจะวู่วามบุกมาต่อว่านาง นางเตรียมแผนรับมือไว้มากมาย หากถึงคราวคับขันจริงๆ ก็คงต้องใช้กรรไกรแทงเขาให้ตาย แล้วอ้างว่าเขาละเมิดกฎของหอหว่านหง บังคับขืนใจนาง อย่างมากก็แค่ยอมเสียสละตนเองเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยนี้ ทว่านางคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเขาจะมาเพื่อ "ระบายความในใจ" เช่นนี้!
ใช่แล้ว พวกนางต้องการส่งคนเข้าไปอยู่ข้างกายองค์ชายสาม หยางหยวนผู่
แม้เฝิงอี้และขงซีหรงจะมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ แต่เฝิงอี้ก็เป็นที่โปรดปรานของภรรยาเอกของเฝิงเหวินหลาน ส่วนขงซีหรงก็เป็นบุตรชายคนเดียวของขงโจว หากพวกเขามีอันเป็นไป ตระกูลเฝิงและตระกูลขงย่อมไม่อาจทำใจยอมรับได้ และอาจจะนำไปสู่การคาดเดาเรื่องแผนการร้ายต่างๆ นาๆ
เมื่อเทียบกันแล้ว หานเชียนจึงเป็นเป้าหมายที่ลงมือได้ง่ายที่สุด
หานเต้าซวินเป็นขุนนางที่ระมัดระวังตัว และห่วงใยชื่อเสียงเกียรติยศอย่างมาก การมีบุตรชายที่ไม่เอาไหนเช่นนี้ สั่งสอนเท่าใดก็ไม่ยอมเชื่อฟัง แม้แต่ทหารประจำตระกูลยังดูแคลน หากคนเช่นนี้เกิดป่วยตายกะทันหัน คงจะไม่มีใครอยากสืบสวนหาความจริงกระมัง?
หลังจากแผนวางยาพิษล้มเหลว เหยาซีสุ่ยก็รู้สึกกระวนกระวายใจมาตลอด แต่นายหญิงสั่งให้นางส่งคนไปจับตาดูความเคลื่อนไหวที่จวนตระกูลหานอย่างใกล้ชิด และห้ามกระทำการบุ่มบ่ามใดๆ อีก เพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
นายหญิงคาดเดาว่า แม้หานเต้าซวินจะรู้เรื่องนี้ ก็คงไม่กล้าเปิดโปงออกมา เพราะเขาไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร ทว่าเหยาซีสุ่ยนึกไม่ถึงเลยว่า หานเชียนไม่เพียงแต่จะไม่นำเรื่องนี้ไปบอกหานเต้าซวินผู้เป็นบิดา แต่กลับวิ่งมาระบายความในใจถึงที่นี่เสียอีก?
แน่นอนว่าเหยาซีสุ่ยไม่ได้โง่พอที่จะเชื่อว่า ทันทีที่หานเชียนกลับเข้าเมือง เขาก็รีบมาที่หอหว่านหงเพื่อขอชาพิษดื่มจริงๆ!
"คุณชายหานช่างพูดเล่นเก่งเสียจริง พูดราวกับว่าหอหว่านหงของพวกเรามีชาพิษจริงๆ อย่างนั้นแหละ" เหยาซีสุ่ยยิ้มหวาน "อีกอย่าง คุณชายหานก็ดูไม่เหมือนคนที่อยากจะมาขอชาพิษดื่มสักนิดเลยนะเจ้าคะ!"
"มีแต่แม่นางเหยานี่แหละที่รู้ใจข้า แต่ในเมื่อข้ากลายเป็นหมากที่ถูกทิ้งไปแล้ว ข้าจะดื่มชาพิษจอกนี้หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะตัดสินใจได้อีกต่อไป" หานเชียนถอนหายใจยาว แล้วกล่าวต่อ "เว้นเสียแต่ว่าความรู้สึกที่แม่นางเหยามีต่อข้า จะลึกซึ้งกว่าที่มีให้เจ้าฟ่านอู่เฉิงที่ตายไปแล้วนั่นสักหน่อย คิดว่าข้าคงจะมีประโยชน์กว่าเจ้าโง่นั่นอยู่บ้าง ข้าก็อาจจะไม่ต้องดื่มชาพิษจอกนี้ก็ได้!"
ดวงตาอันงดงามของเหยาซีสุ่ยหรี่ลง ประกายตาแหลมคมยิ่งขึ้น ราวกับต้องการจะควักหัวใจของหานเชียนออกมาดู เพื่อประเมินว่าคำพูดของเขานั้นจริงหรือเท็จ
"ก๊อกๆๆ!" เวลานั้นเอง มีเสียงคนเคาะหน้าต่างด้านหลังเบาๆ
หานเชียนเดาไว้แล้วว่าการบุกมาถึงที่นี่ของเขา ย่อมสร้างความตื่นตระหนกให้หอหว่านหงไม่น้อย แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่ามีคนมายืนแอบฟังอยู่ใต้หน้าต่างด้านหลัง
ร่างของเหยาซีสุ่ยพริ้วไหวราวกับผีเสื้อหลากสี โบยบินออกไปนอกห้อง
ภายในห้องรับรองเงียบสงัดราวกับผิวน้ำสาบที่ไร้ระลอกคลื่นนับพันลี้ หัวใจของหานเชียนเต้นระรัวอีกครั้ง เขาจะสามารถโน้มน้าวผู้ที่อยู่เบื้องหลังหอหว่านหงได้หรือไม่ คำตอบก็ขึ้นอยู่กับตอนที่เหยาซีสุ่ยกลับเข้ามา
ความเงียบงันที่ไร้สุ้มเสียงช่างทรมานใจ การนับเลขถึงสองร้อยกลับยาวนานราวกับผ่านไปหนึ่งศตวรรษ
หานเชียนนับเลขในใจเงียบๆ นอกจากจะช่วยบรรเทาความตื่นเต้นแล้ว เขายังสามารถประเมินสถานะที่แท้จริงของเหยาซีสุ่ยในหอหว่านหงได้จากระยะเวลาที่นางออกไป
หากเหยาซีสุ่ยออกไปเพียงครู่เดียวแล้วกลับมา แสดงว่านางมีหน้าที่เพียงแค่รับคำสั่งเท่านั้น แต่หากนางออกไปนาน ก็แสดงว่านางมีสิทธิ์มีเสียงต่อหน้าคนที่แอบฟังอยู่ใต้หน้าต่างเมื่อครู่นี้ไม่ใช่น้อย
และสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเขาจะรับมือกับหมากตัวนี้อย่างเหยาซีสุ่ยอย่างไรในภายหลัง!
เหยาซีสุ่ยกลับเข้ามา หานเชียนก็เอ่ยถาม "แม่นางเหยา สรุปแล้วข้าต้องดื่มชาพิษถ้วยนี้หรือไม่?"
เมื่อเห็นสายตาที่คาดหวังของหานเชียน เหยาซีสุ่ยก็แอบแค่นหัวเราะในใจ นางชี้ไปที่ถ้วยชาตรงหน้าหานเชียนแล้วกล่าว "หากคุณชายหานดื่มชาถ้วยนี้ ก็จะรู้เองเจ้าค่ะ ว่าต้องดื่มชาพิษหรือไม่?"
คำพูดของเหยาซีสุ่ยฟังดูเหมือนปริศนาคำทาย แต่ใจของหานเชียนกลับหนักอึ้ง เขาแทบอยากจะจับนังแพศยาน้อยตรงหน้ามาเปลื้องผ้าแล้วเฆี่ยนตีให้หนำใจ จากนั้นค่อยขืนใจแล้วฆ่าทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ตามหลักการแล้ว ชาถ้วยตรงหน้าไม่น่าจะมีพิษ แต่เมื่อหานเชียนต้องเอาชีวิตตัวเองมาเดิมพัน มือของเขาก็อดสั่นไม่ได้
หานเชียนตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเดิมพันดูสักตั้ง ขณะที่เขายื่นมือไปหยิบถ้วยชา เขาก็สังเกตเห็นว่าดวงตาที่หรี่ลงของเหยาซีสุ่ยพลันมีประกายแหลมคมขึ้นมาวาบหนึ่ง ในใจของเขาพลันตื่นตระหนก:
ใช่แล้ว ไม่ว่าชานี้จะมีพิษหรือไม่ หากเขากล้าตัดสินใจดื่มมันลงไป หอหว่านหงก็คงไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตรอด สิ่งที่หอหว่านหงต้องการคือหมากที่พวกเขาสามารถควบคุมได้ ไม่ใช่คนที่มีสติปัญญาและความกล้าหาญเกินตัว อย่างน้อยตอนนี้เขาก็แสดงให้เห็นถึงจุดนั้นไม่ได้—นี่คงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เหยาซีสุ่ยหายไปนานกว่าจะกลับมา
หานเชียนหยิบถ้วยชาขึ้นมา แล้วค่อยๆ วางกลับลงบนโต๊ะ หันไปกล่าวกับเหยาซีสุ่ยว่า "จะเป็นจะตาย แม่นางเหยาโปรดเอื้อนเอ่ยมาสักคำเถิด—ต่อให้ต้องตาย ข้าก็อยากตายด้วยน้ำมือของแม่นางเหยา อย่างน้อยก่อนตายข้าก็ยังมีความเพ้อฝันหลงเหลืออยู่บ้าง"