- หน้าแรก
- ยอดขุนนางแห่งฉู่
- ตอนที่ 4 ภยันตรายรอบด้าน
ตอนที่ 4 ภยันตรายรอบด้าน
ตอนที่ 4 ภยันตรายรอบด้าน
ตอนที่ 4 ภยันตรายรอบด้าน
หานเชียนนั่งนิ่งงัน เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก เสื้อผ้าเนื้อบางที่สวมอยู่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อในพริบตา!
ก่อนหน้าค่ำคืนนั้น หานเชียนยังเต็มไปด้วยความเคียดแค้นต่อการควบคุมของบิดา
ไม่เพียงไล่เขามายังเรือนตากอากาศเขาชิวหู หนำซ้ำยังสั่งให้ฟ่านซีเฉิง สุนัขเฒ่าสารพัดพิษจับตาดูเขาทุกฝีก้าว ให้ฉิงอวิ๋น สาวใช้รูปร่างผอมบางหน้าตาอัปลักษณ์ที่มีปานแดงคลุมหน้ามาคอยดูแลความเป็นอยู่ ขังเขาไว้ในห้องหนังสือทั้งวัน ไม่ให้อิสระแม้แต่น้อย ทำให้เขาหวนคิดถึงวันคืนที่ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี วางอำนาจบาตรใหญ่ในเซวียนโจว
เขาถูกขังอยู่ในเรือนตากอากาศกว่าหนึ่งเดือน อารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านจนแทบคลั่ง คิดแต่จะหนีกลับเซวียนโจวอยู่ตลอดเวลา ทว่าในยามนี้ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าจิงเหนียงคือสาวใช้ที่ท่านลุงรอง หานเต้าชาง ส่งมาให้ จ้าวจื้อก็คือบ่าวที่ท่านลุงรองส่งมารับใช้ แม้กระทั่งเรื่องที่เขาจับได้ว่าจิงเหนียงลักลอบได้เสียกับหานจวินเมื่อสามปีก่อน ก็เป็นเพราะจ้าวจื้อ สุนัขรับใช้ตัวนั้นแสร้งทำเป็นพูดจาพล่อยๆ ให้เขาได้ยิน
มือเท้าของหานเชียนเย็นเฉียบ สูบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งก็ยังไม่อาจข่มความตกใจในใจได้
จ๋ายซินผิง บุคคลในฝัน ไม่เพียงผ่านประสบการณ์เล่ห์เหลี่ยมกลโกงมากมายในชีวิตอันแสนสั้น ทว่าหนังสือประวัติศาสตร์ที่เขาชอบอ่านก็ล้วนเต็มไปด้วยแผนการอันแยบยลและซับซ้อนซ่อนเงื่อน
อาจเป็นเพราะความฝันนั้นสมจริงเกินไป สมจริงจนราวกับหานเชียนได้ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งในความฝัน สมจริงจนราวกับความทรงจำในชีวิตของจ๋ายซินผิง บุคคลในฝันได้ซึมลึกเข้าสู่กระดูกดำ ทำให้เขาใช้ความคิดในมุมมองที่ตนไม่เคยมีมาก่อนโดยไม่รู้ตัว
นั่นทำให้เขาเริ่มทบทวนความเหลวไหลของตนเองตลอดหกปีในเซวียนโจวอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก และต้องหวาดผวาจนมือเท้าเย็นเฉียบ
ลุงรอง หานเต้าชาง ไม่ได้อ่อนโยนและไร้พิษสงอย่างที่คิด
ในวัยสิบสองปี เขาย่อมไม่เคยเห็นความโหดร้ายของสันดานมนุษย์ ก่อนหน้านี้เขาจะไปคิดได้อย่างไรว่าการที่เขาปล่อยปละละเลยมาหกปี จนกลายเป็นคนดื้อรั้นไม่เอาไหนเช่นนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ลุงรอง หานเต้าชาง จงใจสร้างขึ้น?
...
...
หานเชียนนั่งเหม่ออยู่ครึ่งค่อนวัน ฟ้าสางสว่างจ้าแล้ว ในยามนี้ได้ยินเสียงตะโกนแว่วมาจากที่ไกลๆ เขารู้ว่านั่นคือเสียงของกองกำลังตระกูลที่อาศัยอยู่ในเรือนตากอากาศออกมาฝึกซ้อมหมัดมวยและขี่ม้ายิงธนูในยามเช้า
จักรพรรดิเทียนโย่วอาศัยแม่ทัพนายกองและตระกูลใหญ่ในการก่อตั้งแคว้นฉู่ แคว้นฉู่เพิ่งก่อตั้ง ศัตรูที่แข็งแกร่งรอบด้านยังไม่ถูกกำจัด จักรพรรดิเทียนโย่วจึงไม่กล้าปรับเปลี่ยนระบบทหารโดยพลการ ถึงขั้นนำระบบครัวเรือนทหารมาเป็นรางวัลพระราชทานแก่เหล่าขุนนางผู้มีความดีความชอบอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้น การที่ตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลจะมีกองกำลังประจำตระกูล จึงเป็นเรื่องปกติในยุคสมัยนี้
ตระกูลหานย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น
กองกำลังของตระกูลหาน นอกจากส่วนน้อยที่ถูกทิ้งไว้ในเซวียนโจวเพื่อรอรับคำสั่งจากลุงรอง หานเต้าชาง แล้ว ส่วนใหญ่จะติดตามท่านลุงใหญ่ หานเต้าหมิง ซึ่งยามนี้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฉือโจว
อย่างไรก็ตาม บิดาของเขา หานเต้าซวิน ออกรับราชการตามหัวเมืองต่างๆ มาหลายปี ก็ได้รับพระราชทานครัวเรือนทหารยี่สิบครัวเรือนเป็นรางวัลส่วนตัวเช่นกัน
คนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารผ่านศึกที่ติดตามหานเต้าซวินมาตลอดหลายปี
บิดาของเขาย้ายมารับราชการในเมืองหลวง จวนในเมืองจินหลิงคับแคบ ไม่อาจรองรับคนจำนวนมากได้ จึงได้ซื้อเรือนตากอากาศนอกเมือง เพื่อให้กองกำลังประจำตระกูลและครอบครัวส่วนใหญ่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่...
กองกำลังประจำตระกูล!
"หนีกลับไปยังเซวียนโจวบ้านเกิดหมายจะลุกฮือขึ้นต่อต้าน ทว่าระหว่างทางกลับถูกกองกำลังประจำตระกูลจับตัวส่งทางการ ถูกลงทัณฑ์แยกร่างด้วยรถม้ากลางตลาด..."
เมื่อนึกถึงข้อความในฝัน เส้นเลือดบนหน้าผากของหานเชียนก็เต้นตุบๆ พลางคิดว่าที่ปกติด่าทอฟ่านซีเฉิงและพวกสุนัขเฒ่าเหล่านี้ นับว่าไม่ได้ด่าผิดไปแม้แต่น้อย
กองกำลังเหล่านี้ กินข้าวบ้านเขา ใช้เงินบ้านเขา แต่เมื่อถึงคราวที่ตระกูลหานเผชิญเหตุร้าย ไม่เพียงไม่จงรักภักดีคุ้มครองเขาให้หนีรอดไปถึงเซวียนโจว กลับจับเขาส่งทางการระหว่างทางเพื่อรับโทษทัณฑ์ หากไม่ใช่สุนัขที่เลี้ยงไม่เชื่อง แล้วจะเป็นอะไรได้อีก?
ในยามนี้ หานเชียนแทบอยากจะคว้าธนูเมฆาดำ วิ่งออกไปยิงกองกำลังในเรือนตากอากาศให้ตายเสียให้หมด
หานเชียนโกรธจนหายใจไม่ทั่วท้อง แทบอยากจะพังข้าวของในห้องหนังสือให้แหลกละเอียดเพื่อระบายความแค้น
ผ่านไปพักใหญ่ หานเชียนถึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้
ในเวลานี้ตระกูลของเขายังไม่ได้เผชิญเหตุร้าย กองกำลังประจำตระกูลยังไม่ได้หักหลังเขา อย่าว่าแต่จะยิงกองกำลังที่ไม่มีประโยชน์เหล่านี้ให้ตายเลย ต่อให้เขาอยากจะไล่คนเหล่านี้ออกจากตระกูลหาน บิดาของเขา หานเต้าซวิน ก็ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน
แล้วยามนี้เขาจะพูดสิ่งใดได้ จะบอกว่าในอีกไม่เกินสี่ปี บิดาของเขาจะถูกจักรพรรดิเทียนโย่วสั่งโบยจนตายหน้าตำหนักเหวินอิง และเขาจะถูกกองกำลังเหล่านี้หักหลังระหว่างหลบหนีไปเซวียนโจวอย่างนั้นหรือ?
หนำซ้ำกองกำลังประจำตระกูลทั้งหมดจะหักหลังเขาในอนาคตหรือไม่ เขาก็ยังไม่แน่ใจนัก!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หานเชียนก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดถึงรายละเอียดมากมายในคืนที่เหยาซีสุ่ยลอบมาวางยาพิษสังหารเขา
คืนนั้น สาวใช้หน้าอัปลักษณ์ฉิงอวิ๋นถูกเขาอาละวาดไล่ออกไปก่อน พอตกดึก เหยาซีสุ่ยก็มาเยือนอย่างกะทันหัน เตรียมสุรามานั่งดื่มกับเขาในห้องหนังสือ จากนั้นเขาก็ถูกพิษจนฟุบหลับไปบนโต๊ะหนังสือ และพลัดหลงเข้าไปในความฝันอันพิสดารนั้น
ตอนที่เขาตื่นขึ้นมา สติยังเลือนรางอยู่บ้าง แต่ก็ได้ยินประโยคสำคัญสองสามประโยค
เหยาซีสุ่ยกับชายผู้นั้น ลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ ไม่ใช่แค่ต้องการวางยาพิษสังหารเขา แต่ยังต้องการสร้างสถานการณ์ว่าเขาป่วยหนักจนเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วย?
เหยาซีสุ่ยและชายผู้นั้นตกใจหนีไปเมื่อได้ยินเสียงฟ่านซีเฉิงและพวกที่ตามเสียงดังเข้ามา ดูจากการตอบสนองของฟ่านซีเฉิงในเวลาต่อมา พวกเขาดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องที่เหยาซีสุ่ยลอบมาเยือนในยามวิกาลเลย?
ที่เรือนตากอากาศ หานเชียนอาศัยอยู่ตามลำพังในเรือนตะวันออก และเป็นเพราะบิดากลัวว่าเขาจะลุ่มหลงในสตรี แม้แต่สาวใช้หน้าอัปลักษณ์ฉิงอวิ๋น ก็ยังห้ามไม่ให้เข้ามาในเรือนตะวันออกในยามวิกาล ดังนั้นหากไม่ส่งเสียงดังเอะอะ ฟ่านซีเฉิงและพวกก็อาจไม่รู้จริงๆ ว่าเหยาซีสุ่ยลอบเข้ามา
ทว่า เหยาซีสุ่ยรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร จนกล้าเดินเข้ามาดื่มสุรากับเขาในห้องหนังสืออย่างสบายใจ โดยไม่กลัวว่าจะทำให้คนอื่นๆ ในเรือนตากอากาศตื่นตกใจ?
มีคนในเรือนตากอากาศ ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังหรือบ่าวรับใช้ ลอบส่งข่าวให้นาง?
บิดาของเขายังเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ยังไม่ได้ถูกจักรพรรดิเทียนโย่วสั่งโบยจนตาย หานเชียนไม่เชื่อว่ากองกำลังทั้งหมดจะทรยศต่อตระกูลเขาแล้ว แต่ใครกันที่กล้าดีแอบสมคบคิดกับเหยาซีสุ่ยและส่งข่าวให้นาง?
หานเชียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แอบคิดว่าเวลานี้มัวแต่วิตกกังวลถึงเรื่องในอนาคตก็ไร้ประโยชน์ ต้องแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้าให้ได้เสียก่อน!
ความคิดของเขาเริ่มเยือกเย็นและละเอียดอ่อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่วู่วามและหุนหันพลันแล่นเหมือนเมื่อก่อน...
...
...
หลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศยามเช้าเริ่มเย็นสบาย หานเชียนสวมเสื้อคลุมตัวบางผลักประตูเดินออกไป คว้าธนูเมฆาดำแล้วเดินตามเสียงการฝึกซ้อมของกองกำลังประจำตระกูลทะลุผ่านลานกว้างฝั่งตะวันตก
ทางฝั่งตะวันตกของลานกว้าง มีลานดินว่างเปล่าขนาดประมาณสามสี่หมู่ ถูกบดอัดด้วยลูกกลิ้งหินจนเรียบ
ที่นี่คือลานประลองยุทธ์สำหรับฝึกซ้อมกองกำลังในเรือนตากอากาศ ริมลานมีชั้นวางอาวุธที่มีทั้งทวน กระบอง ง้าว หอก และธนูยาว รวมถึงหินยกน้ำหนักอีกสองสามก้อน
ทางทิศเหนือและทิศใต้ของลานประลองยุทธ์ยังมีเรือนพักอีกสองหลัง ซึ่งเมื่อรวมกับเรือนตะวันออกที่หานเชียนพักอาศัยอยู่ ก็ประกอบกันเป็นเรือนตากอากาศเขาชิวหู
เรือนตะวันออกนั้นวิจิตรบรรจงที่สุด มีห้องพักราวสองสามสิบห้องสำหรับเจ้านายและบ่าวรับใช้คนสนิท ทว่าในยามค่ำคืน มีเพียงหานเชียนที่พักอยู่ที่นั่น
เรือนทิศเหนือมีขนาดใหญ่ที่สุด มีห้องพักห้าถึงหกสิบห้อง เป็นที่พักของกองกำลังและครอบครัว รวมถึงเรือนครัว คอกม้า และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ทว่าล้วนปลูกสร้างอย่างหยาบๆ เป็นเพียงกระท่อมหลังคามุงจากและกำแพงดิน
ตามกฎหมายของแคว้นฉู่ กองกำลังเหล่านี้ขึ้นตรงต่อบิดาของเขา หานเต้าซวิน ครอบครัวของกองกำลังก็รวมอยู่ในทะเบียนครัวเรือนของตระกูลหาน มีฐานะเป็นบ่าวรับใช้
เรือนทิศใต้มีเพียงห้องพักเล็กๆ ห้าห้อง ทำหน้าที่เป็นซุ้มประตูทางเข้าเรือนตากอากาศ ขวางทางเข้าออกหุบเขา ปกติจะมีกองกำลังเฝ้ายามอยู่
แม้เรือนตากอากาศเขาชิวหูจะอยู่ห่างจากเมืองหลวงจินหลิงเพียงสามสี่สิบลี้ แต่ในยุคสมัยที่โจรผู้ร้ายชุกชุมเช่นนี้ บริเวณรอบนอกเมืองจินหลิงก็ไม่สงบสุขนัก หมู่บ้านและคฤหาสน์รอบๆ เรือนตากอากาศมักถูกโจรปล้นสะดมอยู่บ่อยครั้ง หากไม่ระแวดระวังให้ดี ย่อมไม่ปลอดภัยแน่
ฟ่านซีเฉิงกำลังจัดการให้คนสร้างกำแพงล้อมรอบเรือนตากอากาศทั้งหมด แต่เนื่องจากเป็นงานใหญ่และคนมีน้อย ขณะนี้จึงเพิ่งสร้างกำแพงดินเตี้ยๆ ริมฝั่งทิศใต้ของลานประลองยุทธ์ติดกับเรือนทิศใต้เสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้โจรกลุ่มใหญ่บุกเข้ามาจากนอกหุบเขา
แม้ที่นี่จะได้ชื่อว่าเป็นเรือนตากอากาศ แต่แท้จริงแล้วตั้งอยู่ในหุบเขาทางทิศใต้ของภูเขาเป่าฮวา
ทางทิศตะวันตกของลานประลองยุทธ์มีลำธารไหลลงมาจากภูเขา สองฝั่งมีกอไผ่และต้นไม้สลับซับซ้อน โขดหินเรียงราย แบ่งหุบเขาออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งตะวันออกคือเรือนตากอากาศ ฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่ราบกว้างกว่า ถูกบุกเบิกเป็นที่นาประมาณสามสี่ร้อยหมู่ ที่นาเหล่านั้นรวมถึงยอดเขาด้านหลังเรือนตากอากาศล้วนเป็นสมบัติของเรือนตากอากาศ มีกระท่อมหลังคามุงจากกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปเพื่อให้ชาวนาที่พึ่งพิงเรือนตากอากาศใช้อยู่อาศัย
ลำธารไหลผ่านกำแพงดินของเรือนทิศใต้ ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ห่างออกไปสองสามลี้คือทะเลสาบกว้างใหญ่ไพศาล มีคลื่นน้ำกระเพื่อมไหว เมื่อมองจากที่ไกลๆ จะเห็นความกว้างยาวถึงสิบสามสิบสี่ลี้
ทะเลสาบแห่งนี้คือทะเลสาบชื่อซานที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองจินหลิง เป็นแหล่งรวมของลำธารที่ไหลมาจากเชิงเขาเป่าฮวาทางทิศใต้ และมีคลองส่งน้ำมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไหลเข้าสู่แม่น้ำชิวผู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองจินหลิง ผ่านประตูกั้นน้ำเข้าสู่เมืองจินหลิง และท้ายที่สุดก็ไหลผ่านประตูกั้นน้ำทางเหนือลงสู่แม่น้ำแยงซีเกียง...
หานเชียนยืนอยู่ริมลานประลองยุทธ์ ทอดสายตาข้ามกำแพงดินเตี้ยๆ มองเห็นเรือลำเล็กๆ จอดเทียบท่าอยู่ในทะเลสาบชื่อซาน และมีเรือสำราญสีสันสดใสสองสามลำที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ เขานึกในใจว่า เหยาซีสุ่ยเป็นถึงนางคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอหว่านหง นางอาจจะซ่อนตัวอยู่ในเรือสำราญเหล่านั้นเพื่อรอโอกาสลงมือกับเขาอีกหรือไม่?