- หน้าแรก
- ยอดขุนนางแห่งฉู่
- ตอนที่ 2 สอดส่องประวัติศาสตร์ผ่านห้วงฝัน
ตอนที่ 2 สอดส่องประวัติศาสตร์ผ่านห้วงฝัน
ตอนที่ 2 สอดส่องประวัติศาสตร์ผ่านห้วงฝัน
ตอนที่ 2 สอดส่องประวัติศาสตร์ผ่านห้วงฝัน
โคนลิ้นชาหนึบจนไม่อาจขยับปากส่งเสียงร้อง ภายในใจของหานเชียนเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและเคียดแค้น ทว่าก็ทำได้เพียงฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะ ฟังเสียงหน้าต่างกระดาษน้ำมันที่ถูกสายลมพัดมาจากสันเขาส่งเสียง "เอี๊ยดอ๊าด" โยกคลอนไปทั้งคืน โยกจนหานเชียนอยากจะพังเรือนหลังนี้ทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ห้องหนังสือหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เทือกเขาไม่ได้สูงชันนักแต่ก็สลับซับซ้อนทอดยาว ในยามราตรีสีม่วงเข้ม พวกมันดูบางเบาราวกับภาพเงาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ มีสีสันอ่อนเข้มแตกต่างกันไป
ครั้นใกล้รุ่งสาง หมู่เมฆเหนือสันเขาแต่ไกลเริ่มสว่างกระจ่างขึ้น ป่าไม้และเทือกเขาก็ค่อยๆ ปรากฏชัด จึงได้รู้ว่าหน้าผานั้นอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก
"...เอี๊ยดอ๊าด..."
ในตอนนั้นเองประตูห้องก็ถูกผลักออก เผยให้เห็นเด็กสาวผู้มีรอยปานสีแดงคล้ำบดบังใบหน้าไปเสียครึ่งซีก ประคองอ่างทองแดงใบหนึ่งเดินเข้ามา
"คุณชายเปลี่ยนนิสัยไปจริงๆ ด้วย ถึงกับนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือทั้งคืน หากตอนอยู่ในเมืองทำได้เช่นนี้นี้ มีหรือจะทำให้นายท่านกริ้วได้"
สาวใช้หน้าอัปลักษณ์ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของหานเชียน นางวางอ่างน้ำล้างหน้าลงบนชั้นไม้ พอเห็นว่าเครื่องนอนในห้องด้านในยังไม่ได้กางออก ก็คิดไปว่าหานเชียนนั่งอ่านหนังสือจนถึงป่านนี้โดยไม่ได้พักผ่อน
"หุบปากพล่อยๆ ของเจ้าเดี๋ยวนี้!"
หานเชียนเห็นสาวใช้หน้าอัปลักษณ์ผู้นี้ก็รู้สึกรำคาญใจ อยากจะอ้าปากตวาดด่า ทว่าลำคอกลับตีบตันส่งเสียงไม่ออก
เขาพยายามฝืนลุกขึ้น หมายจะยกอ่างน้ำล้างหน้าสาดใส่ใบหน้าที่ชวนให้รำคาญของนังบ่าวชั้นต่ำ นึกด่าทอในใจว่านังไพร่คนนี้ ปล่อยให้เขานั่งตากลมอยู่หน้าต่างทั้งคืน กลับไม่คิดจะเข้ามาปรนนิบัติพัดวีบ้างเลย
หานเชียนใช้มือยันโต๊ะหนังสือหมายจะพยุงตัวลุกขึ้น ทว่ากลับเสียหลักเกือบหน้าคะมำร่วงจากเก้าอี้ลงไปกองกับพื้น
สาวใช้หน้าอัปลักษณ์ตกใจรีบเข้าประคอง พอเห็นว่าใบหน้าของเขาซีดเผือดอย่างหนัก ก็ยื่นมือไปแตะหน้าผากเขา
"ตายจริง เหตุใดจึงตัวร้อนเช่นนี้? ใครเขาก็บอกว่าห้ามเปิดหน้าต่างอ่านหนังสือยามค่ำคืน ลมภูเขามันช่างร้ายกาจนัด คุณชายคงจะโดนลมหนาวเล่นงานเข้าแล้ว — นายท่านสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้บ่าวเข้ามาปรนนิบัติคุณชายในยามค่ำคืน ท่านลุงฟ่านก็ช่างสะเพร่า ไม่รู้จึกปิดหน้าต่างบานนี้ให้ หน้าผากร้อนปานนี้ จะทำเช่นไรดีเล่า?"
สาวใช้หน้าอัปลักษณ์พยุงหานเชียนที่ไร้เรี่ยวแรงจะแผลงฤทธิ์ เข้าไปนอนพักบนตั่งในห้องด้านใน
ในหัวของหานเชียนยังคงสับสนวุ่นวาย ร่างกายอ่อนระโหยโรยแรง อยากจะด่าคนก็ไม่มีแรง ได้แต่มองดูฉิงอวิ๋นวิ่งวุ่นดูแลตนให้ล้มตัวลงนอน ระหว่างนั้นก็ได้ดื่มยาต้มรสชาติขมฝาดไปหนึ่งชาม ไม่รู้ว่าในยาต้มนั้นมีสิ่งใดบ้าง จะกินแล้วเป็นอันตรายหรือไม่ เขาสะลึมสะลือ นึกไปว่าทุกสิ่งตรงหน้าอาจจะยังอยู่ในความฝัน ไม่มีสิ่งใดให้ต้องใส่ใจจริงจัง
จากนั้น เขาก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง และถูกความฝันที่เหลือตามมาหลอกหลอน
ทว่าสิ่งที่หานเชียนฝันในยามนี้ ไม่ใช่โลกอันพิสดารนั้นอีกต่อไป หากแต่เป็นเหล่านักรบที่ดุดันและเปื้อนเลือด คมดาบคมหอกอันเยือกเย็น ภายใต้กำแพงเมืองที่พังทลายมีซากศพเกลื่อนกลาด เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ แสงสาดส่องลงบนดงพงหญ้าอ้อริมตลิ่งแม่น้ำ...
ในหอสมุดหลวงที่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิ ตำรับตำรามีมากมายราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่...
ณ คฤหาสน์ตระกูลหานอันลึกลับซับซ้อน ร่างผอมแห้งร่างหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางเงามืดอันหนาวเหน็บ สายตาที่ทั้งอ่อนโยนและเยียบเย็นนั้นกลับให้ความรู้สึกราวกับถูกเข็มทิ่มแทง...
แสงเทียนสะท้อนผิวน้ำแม่น้ำชิวผู่ ในยามราตรีมันดูราวกับผ้าไหมสีดำที่ทอประกายระยิบระยับ เกลียวคลื่นเล็กๆ ซัดสาดกราบเรือราวกับหยกประดับ ภายในเรือสำราญ เรือนร่างอรชรอ่อนนุ่มดุจหยกงามเปลือยเปล่าไร้สิ่งปกปิด พวกนางพึมพำแผ่วเบาในห้วงนิทรา แผ่ซ่านเสน่ห์เย้ายวนที่อันตรายถึงชีวิต...
นี่ต่างหากคือโลกที่หานเชียนคุ้นเคย นี่ต่างหากคือโลกที่เขา ในฐานะบุตรชายของรองเจ้ากรมอาลักษณ์ ผู้เป็น "คุณชายเจ็ดตระกูลหาน" ที่เหลือขอ อาศัยอำนาจบารมีของตระกูลทำตัวเหนือกฎหมายในเมืองเซวียนโจวและจินหลิง คุ้นเคยเป็นอย่างดี!
พอลืมตาตื่นขึ้นมา หานเชียนเห็นดวงอาทิตย์คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกแล้ว รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ที่หัวเตียงมีชามข้าวต้มผักวางอยู่ ควันร้อนๆ ยังคงลอยกรุ่น คาดว่าสาวใช้หน้าอัปลักษณ์ฉิงอวิ๋นเพิ่งจะยกเข้ามา
หานเชียนหิวจนไส้กิ่ว ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ยกชามข้าวต้มผักขึ้นมาซดรวดเดียวหมด
ข้าวต้มผักร้อนๆ ชามหนึ่งตกถึงท้อง เหงื่อก็โทรมกาย หานเชียนถึงได้สติกลับคืนมา ไม่มีอาการอ่อนแรงและสับสนมึนงงจากการถูกพิษอีก ทุกสิ่งตรงหน้าจึงยิ่งดูสมจริงมากขึ้น
ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ หานเชียนก็ยิ่งรู้สึกว่าความฝันเมื่อคืนก่อนนั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก
ความทรงจำในชีวิตของ จ๋ายซินผิง บุคคลในฝัน ชัดเจนและสมจริงในหัวของเขาอย่างยิ่ง สมจริงจนหานเชียนสงสัยว่าตนถูกวิญญาณคนยุคพันปีให้หลังเข้าสิงหรือไม่
ในเวลานั้นเอง สาวใช้หน้าอัปลักษณ์ฉิงอวิ๋นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในห้อง จึงเดินเข้ามา พอเห็นคุณชายน้อยหานเชียนนั่งเหม่อลอย ใบหน้าดูถมึงทึงเล็กน้อย ก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดมากนัก เก็บชามและจานแล้วก็เดินออกไป
หานเชียนหยิบคันฉ่องทองแดงสลักลายสัตว์ที่หัวเตียงขึ้นมาดู เงาในกระจกยังคงเป็นตัวเขา... เด็กหนุ่มวัยสิบแปดสิบเก้า ใบหน้าซีดเซียว ซูบผอมจนดูแก้มตอบ —
สิ่งนี้ทำให้หานเชียนรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็ยังเป็นรูปลักษณ์ที่เขาคุ้นเคย เกือบจะนึกว่าตนเองกลายเป็นจ๋ายซินผิง ชายวัยกลางคนผู้กำพร้าในความฝันเสียแล้ว
หานเชียนเดินออกไปที่ห้องหนังสือด้านนอก
ริมผนังเป็นชั้นหนังสือที่สูงจรดเพดาน เรียงรายไปด้วยหนังสือเก่าใหม่เต็มไปหมด
ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเย็บเล่ม มีม้วนกระดาษหรือผ้าไหมบ้าง และมีม้วนไม้ไผ่ที่ดูเก่าแก่อย่างมากอยู่บ้าง ล้วนเป็นหนังสือสะสมของบิดาเขา หานเต้าซวิน บนชั้นหนังสือมีกระถางธูปทองแดงสลักรูปหัวสัตว์สองใบ มีหินรูปทรงแปลกตาสีขาว ดำ น้ำตาล หรือน้ำตาลเข้ม ใช้เป็นที่ทับหนังสือ...
ริมผนังด้านตะวันตกยังมีตั่งที่นั่ง หานเชียนจำได้ว่าเป็นที่ที่เหยาซีสุ่ย นังแพศยาน้อยนั่นดื่มสุรากับเขาเมื่อคืนก่อน ทว่าบนโต๊ะตัวเล็กบนตั่งในเวลานี้กลับว่างเปล่า ไม่มีป้านสุราหรือจอกเหล้า ไม่มีร่องรอยการปรากฏตัวของเหยาซีสุ่ยแม้แต่น้อย
หรือว่าเขาถูกบิดาขับไล่มาอยู่เรือนตากอากาศเขาชิวหูนานเกินไปจนเลอะเลือนไปเอง?
นังผู้หญิงเหยาซีสุ่ยไม่เคยมาที่เรือนตากอากาศเลย ทุกอย่างเป็นเพียงสิ่งที่เขาจินตนาการขึ้นมาเอง เขาเพียงแค่ฝันร้ายหลังจากถูกลมหนาวงั้นหรือ?
ทว่า หน้าต่างหน้าโต๊ะหนังสือยังคงแง้มอยู่ มีฝุ่นเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่างเนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาดมาสองสามวัน ทิ้งรอยฝ่ามือและรอยเท้าสะเปะสะปะไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน
เหยาซีสุ่ยกับผู้ชายอีกคนเหยียบขอบหน้าต่างกระโดดออกไปจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดไปเอง!
ต่อให้หานเชียนจะเลอะเลือนเพียงใด ยามนี้เขาก็สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องที่เหยาซีสุ่ยลอบมาวางยาพิษเขาในยามค่ำคืนนั้น ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
เพียงแต่ นี่ทำให้หานเชียนยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม
ต่อให้หานเชียนจะเสเพลเพียงใด เขาก็ยังพอรู้จักประมาณตนอยู่บ้าง
แม้ปกติเขาจะชอบไปเที่ยวเตร่หาความสำราญที่หอหว่านหง ทำตัวหยิ่งยโสและคอยเกี้ยวพาราสีเหยาซีสุ่ย หญิงคณิกาผู้ขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง ทว่าเวลาเพียงสองสามเดือน เขาผลาญเงินทองไปที่หอหว่านหงนับร้อยก้อนทองคำ แต่มารดามันเถอะ... เขากลับไม่ได้สัมผัสแม้แต่ทรวงอกของนางด้วยซ้ำ
เหยาซีสุ่ยควรจะพยายามหว่านล้อมรั้งตัวเศรษฐีที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นเขาไว้มิใช่หรือ เหตุใดจึงมาลอบสังหารเขา?
หรือว่ามีแผนการร้ายอื่นซ่อนอยู่?
ทว่าท่านปู่ของเขา หานเหวินฮ่วน อดีตรองเจ้ากรมสงคราม ก็ได้ลาออกจากราชการกลับไปพำนักที่บ้านเกิดในเซวียนโจวแล้ว บิดาของเขา หานเต้าซวิน ผู้ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมอาลักษณ์ ขุนนางขั้นสี่รอง ก็ไม่ได้มีความโดดเด่นอันใดท่ามกลางเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ในราชสำนัก ตัวเขาเองก็เป็นเพียงคุณชายเสเพล บิดาของเขาโกรธที่เขาไม่เอาถ่าน จึงไล่เขามาสงบจิตสงบใจที่เรือนตากอากาศ ในมือไร้ซึ่งอำนาจบารมีใดๆ แม้แต่ฟ่านซีเฉิง สุนัขรับใช้ที่ฟังแต่คำสั่งบิดา เขาก็ยังเรียกใช้ไม่ได้ แล้วใครกันที่ต้องวางแผนการอย่างรัดกุมเพื่อมาวางยาพิษสังหารเขา?
หานเชียนกระแอมเบาๆ ตั้งใจจะเรียกสาวใช้หน้าอัปลักษณ์ฉิงอวิ๋นมาถามให้รู้เรื่อง ทว่าในหัวพลันมีเศษเสี้ยวความทรงจำแล่นผ่าน หากจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์หนานฉู่ที่จ๋ายซินผิง บุคคลในฝันเคยอ่านพบ:
จักรพรรดิอู่ตี้แห่งหนานฉู่ในบั้นปลายรัชกาลทรงลุ่มหลงมัวเมา หวาดระแวงเหล่าขุนนาง หานเต้าซวิน ขุนนางใหญ่ถวายฎีกาตักเตือนให้ทรงขยันขันแข็งในราชกิจ ทำให้จักรพรรดิอู่ตี้กริ้วจัด สั่งโบยจนตายหน้าตำหนักเหวินอิง หานเชียนผู้เป็นบุตรชายหลบหนีกลับไปยังเซวียนโจวบ้านเกิดหมายจะลุกฮือขึ้นต่อต้าน ทว่าระหว่างทางกลับถูกกองกำลังประจำตระกูลจับตัวส่งทางการ ถูกลงทัณฑ์แยกร่างด้วยรถม้ากลางตลาด...
แยกร่างด้วยรถม้ากลางตลาด?
หานเชียนคุ้นเคยกับการลงทัณฑ์แยกร่างด้วยรถม้าเป็นอย่างดี
ราชวงศ์ก่อนล่มสลาย แคว้นฉู่เพิ่งก่อตั้งขึ้นและสถาปนาเมืองหลวงที่จินหลิงได้เพียงสิบสองปี ในเวลานี้ดินแดนภายในแคว้นฉู่ยังไม่สงบสุขนัก จักรพรรดิเทียนโย่วปกครองอย่างเข้มงวด ใช้กฎหมายรุนแรงเด็ดขาด ในแต่ละปีมีนักโทษจำนวนไม่น้อยที่ถูกประหารชีวิตด้วยการแยกร่างด้วยรถม้า
บิดาของเขา หานเต้าซวิน ย้ายเข้ามารับราชการในเมืองหลวง หานเชียนจึงถูกรับตัวมายังจินหลิงเพื่ออยู่พร้อมหน้ากับบิดา แม้จะเพิ่งมาอยู่ได้เพียงสามสี่เดือน แต่ก็มีโอกาสได้เห็นการประหารชีวิตด้วยการแยกร่างด้วยรถม้ากับตาตนเอง
การลงทัณฑ์ด้วยรถม้าในหลายราชวงศ์ก่อนหน้านี้ คือการใช้ม้าห้าตัวแยกชิ้นส่วน ทว่าในแคว้นฉู่นั้นเรียบง่ายกว่า คือการใช้เชือกผูกมัดใต้รักแร้และเอวของนักโทษ แล้วใช้ม้าสองตัวดึงไปคนละฝั่งอย่างสุดแรง จนกว่าร่างของนักโทษจะถูกฉีกขาดเป็นสองท่อนทั้งเป็น ลำไส้ อุจจาระ ปัสสาวะ และเลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วพื้น
ในฐานะผู้ชื่นชอบการดูเรื่องสนุก หานเชียนรู้สึกว่าภาพเช่นนั้นตื่นเต้นเร้าใจยิ่งนัก
แม้จะถูกบิดาด่าทออย่างหนัก แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าภาพเช่นนั้นคุ้มค่าที่จะไปดูอีกสักครั้ง ทว่าเมื่อคิดว่าเรื่องเช่นนี้อาจเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ในพริบตานั้นหานเชียนก็รู้สึกหนาวสะท้าน ขนลุกซู่ หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยความหวาดผวา
เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร?
เมื่อคืนก่อนเขาฝันบ้าบออันใดกัน ช่างอัปมงคลสิ้นดี!
หานเชียนพยายามสลัดความคิดยุ่งเหยิงเหล่านี้ทิ้งไป ทว่าความฝันเมื่อคืนก่อนกลับปรากฏชัดเจนในหัวของเขามากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับความทรงจำในชีวิตของ จ๋ายซินผิง บุคคลในฝันได้ซึมซาบเข้าไปในสายเลือดของเขาจนยากจะลบเลือน
จ๋ายซินผิง บุคคลในฝันไม่ได้คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ของหนานฉู่มากนัก หานเชียนพยายามนึกทบทวนอย่างหนัก ก็พบเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย
นับตั้งแต่เหล่าขุนศึกตั้งตนเป็นใหญ่ในช่วงปลายราชวงศ์ก่อนเป็นเวลานับร้อยปี ดินแดนจงหยวนวุ่นวายโกลาหลอย่างหนัก ความรู้ความเข้าใจของจ๋ายซินผิง บุคคลในฝันที่มีต่อประวัติศาสตร์ช่วงนั้นค่อนข้างคลุมเครือและกระจัดกระจาย
ในช่วงปีศักราชที่เก้าร้อยพอดี จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกขุนนางกุมอำนาจสังหารจนสิ้นวงศ์ หยางมี่ ผู้บัญชาการทหารแห่งหวยหนานในขณะนั้น จึงสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิที่จินหลิง ตั้งชื่อแคว้นว่า "ฉู่" และใช้ปีศักราชว่า "เทียนโย่ว"
จักรพรรดิเทียนโย่วครองราชย์อยู่สิบเจ็ดปี เมื่อสวรรคต ทรงได้รับพระราชทานสมัญญานามว่า ไท่เซิ่งไท่อู่หวงตี้ คนรุ่นหลังจึงเรียกขานว่า จักรพรรดิฉู่อู่ตี้...
เดี๋ยวก่อน.
ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไม่ใช่กำลังเล่าถึงกระบวนการก่อตั้งแคว้นฉู่ของจักรพรรดิเทียนโย่วหรอกหรือ?
และในเวลานี้เพิ่งจะเข้าสู่ปีเทียนโย่วที่สิบสอง ห่างจากปีเทียนโย่วที่สิบเจ็ดที่จักรพรรดิเทียนโย่วสวรรคตถึงห้าปี?
ความฝันอันพิสดารเมื่อคืนก่อน ตกลงว่าเป็นเพียงภาพลวงตา หรือเป็นคำเตือนจากสวรรค์กันแน่?
หากสิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น นั่นหมายความว่าจักรพรรดิเทียนโย่วจะสวรรคตในอีกห้าปีข้างหน้า และก่อนหน้านั้นเขาจะต้องถูก "แยกร่างด้วยรถม้ากลางตลาด" งั้นหรือ?
หานเชียนใช้ชีวิตอย่างไร้หัวใจไร้ความรู้สึกมาหลายปี เขาไม่สนใจหรอกว่าเมื่อเขาตายไปโลกจะพินาศย่อยยับปานใด แต่เมื่อคิดว่าตนอาจจะถูก "แยกร่างด้วยรถม้ากลางตลาด" ในอีกไม่เกินห้าปี จะให้เขาสงบใจอยู่ได้อย่างไร?
เพียงแต่ เขาจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ที่คนในฝันจดจำมานั้นเป็นเรื่องจริง?