- หน้าแรก
- มหาอำนาจแห่งโลกวิปลาส
- บทที่ 25 - บรรพชนเหมาซันทง
บทที่ 25 - บรรพชนเหมาซันทง
บทที่ 25 - บรรพชนเหมาซันทง
บทที่ 25 - บรรพชนเหมาซันทง
ด้วยความรู้สึกเหนือกว่าทั้งในด้านพละกำลังและฐานะ สือเจียนมักจะดูถูกเหล่าศิษย์ผู้น้องของตนเองเสมอ ซึ่งรวมถึงน้าจูและนักพรตสี่ตาด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงส่ง ในสายตาของเขามีเพียงเหล่าอัจฉริยะในเหมาซานฝ่ายในเท่านั้น การที่เขายอมทำทุกอย่างเพื่อฝึกวิชาและเพิ่มระดับบำเพ็ญเพียรในตอนนี้ ก็เพื่อที่จะหาทางเข้าสู่เหมาซานฝ่ายในให้ได้
หากวันนี้เขาปล่อยให้คนพวกนี้เชิญบรรพชนจากฝ่ายในลงมาประทับร่าง และให้บรรพชนเป็นคนสอบสวนฉีเสียนด้วยตัวเองล่ะก็ เรื่องราวที่เขาปกปิดไว้คงจะถูกเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้นแน่นอน
เขาไม่ควรพูดจารุนแรงเกินไปแล้ว เจ้าเด็กที่ดูราวกับอสูรกายคนนี้ดูท่าทางจะไม่ค่อยฉลาดนัก ไม่แน่ว่ามันอาจจะทำเรื่องบ้าๆ อย่างการเชิญบรรพชนลงมาประทับร่างจริงๆ ก็ได้
"ในบ้านไม้นั่นมีนักพรตนอกรีตอยู่จริงๆ" สือเจียนถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "แต่เขาคืออาชญากรที่ข้าเพิ่งจะจับตัวมาได้เมื่อไม่กี่วันก่อน และกะว่าจะพาไปรับการพิจารณาโทษที่เหมาซานในวันหน้า เรื่องนี้มันมีปัญหาตรงไหนหรือ?"
ฉินเหยายิ้มบางๆ "คำพูดน่ะไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ความจริงมันอาจจะมีปัญหา เรามาพาเขาออกมาแล้วเปิดอกคุยกันดีกว่า"
สือเจียนปฏิเสธทันควัน "เป็นไปไม่ได้! อย่าเอาเรื่องเชิญเทพมาขู่ข้า ข้ารู้ดีว่าวิชานี้มีข้อจำกัดแค่ไหน หากใช้พร่ำเพรื่อในยามที่ไม่ใช่ช่วงวิกฤตถึงแก่ชีวิต ผู้ที่ใช้จะเป็นฝ่ายซวยเอง"
ฉินเหยาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา "เจ้ากำลังลนลาน"
"แค่คำพูดไม่กี่คำของเจ้าเนี่ยนะ? เพ้อฝันไปเถอะ!"
"เมื่อกี้เจ้าบอกว่าจะพาตัวนักพรตนอกรีตคนนี้กลับไปลงโทษที่เหมาซานไม่ใช่หรือ งั้นวันนี้เป็นอย่างไรล่ะ?" ฉินเหยาถาม
ดวงตาของสือเจียนแทบจะมีไฟลุกออกมา "เจ้ากล้าสอนข้าทำงานเชียวหรือ?"
"ข้าแค่กำลังให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ตัวเองต่างหาก" ฉินเหยากล่าวอย่างจริงใจ "เรื่องดีไม่ค่อยมีคนรู้ แต่เรื่องชั่วน่ะรู้กันไปทั่ว ถ้าวันนี้เจ้าพูดให้ชัดเจนไม่ได้ ข้าเกรงว่าอีกไม่นานเรื่องที่ศิษย์พี่ใหญ่แห่งเหมาซานฝ่ายนอกมีความสัมพันธ์ลับๆ กับนักพรตนอกรีตจะเลื่องลือไปทั่วยุทธภพแน่"
"ข้าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองให้ใครดูทั้งนั้น" สือเจียนชูกำหมัดที่เปล่งประกายพลังสายฟ้าขึ้นมา "ในฐานะเจ้าของสถานที่นี้ ข้าจะขอพูดเป็นครั้งสุดท้าย ไสหัวไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะใช้วิธีของข้าช่วยส่งพวกเจ้าไปเอง"
เมื่อเห็นสีหน้าที่เหี้ยมเกรียมและเริ่มมีจิตสังหาร น้าจูและนักพรตสี่ตาก็เริ่มอยากจะยอมถอยเพื่อสงบศึก
ไม่ใช่เพราะพวกเขาอ่อนแอ แต่เป็นเพราะพวกเขาเคยเห็นและเคยได้ยินกิตติศัพท์ความร้ายกาจของสือเจียนมามากเกินไป
มีเพียงคนที่ไม่รู้เท่านั้น ถึงจะไม่หวาดกลัว
"ฉินเหยา ช่างมันเถอะ" นักพรตสี่ตาพูดเสียงต่ำ
"ขอเชิญท่านบรรพชนประทับทรง!" ฉินเหยาไม่สนใจคำเตือน เขาใช้มือซ้ายประคองมือขวา นิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วตะโกนออกมาสุดเสียง
นักพรตสี่ตา: "???"
น้าจู: "..."
สือเจียน: "..."
"ฟึ่บ"
แสงสีทองพุ่งลงมาดั่งขวานยักษ์ที่ผ่าหมู่เมฆขาวลงจากฟากฟ้า เข้าสู่กลางกระหม่อมของฉินเหยา
"ปัง ปัง ปัง"
ทันทีที่แสงสีทองเข้าสู่ร่างกาย ภายในตัวของฉินเหยาก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระลอก ร่างที่เคยกกำยำอยู่แล้วพุ่งสูงขึ้นกว่าเก้าฉื่อ (ประมาณ 3 เมตร) กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งดั่งทองแดงหล่อขยายใหญ่จนเสื้อผ้าขาดกระจุย ราวกับอสูรกายมาปรากฏกายในโลกมนุษย์
"อา..."
ฉินเหยาส่งเสียงครางในคอ เส้นผมทุเส้นตั้งชันขึ้นมา เขาตัดสินใจก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ร่างกายก็กลายเป็นเงาติดตาวิ่งผ่านหน้าสือเจียนไป หมัดขนาดเท่าหม้อข้าวของเขาพุ่งเข้าใส่ประตูบ้านไม้อย่างแรง
"โครม!"
ต่อให้เขามีร่างกายที่ใหญ่โต แตความเร็วกลับไม่ได้ลดลงเลย สือเจียนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่กลับขวางไม่ทัน เขาได้แต่ยืนมองดูประตูบ้านไม้ที่แตกกระจายเป็นผุยผงราวกับทำจากกระดาษด้วยหมัดเดียว
ฉีเสียนที่แอบซ่อนตัวอยู่ในบ้านไม้ถือมีดสั้นพุ่งออกมาจากห้อง แต่พอเห็นสภาพของฉินเหยาในตอนนี้เขาก็ขวัญหนีดีฝ่อ ไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาข่มขู่แม้แต่คำเดียว เขาหันหลังกลับแล้วโกยแน่บหนีไปทันที
ร่างกายของฉินเหยาพาเอาลมพัดแรงจนฝุ่นตลบ เขาขยับเข้าใกล้ฉีเสียนที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
"ไอ้สารเลว!" สือเจียนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขาพุ่งตัวลอยขึ้นมาและรีบตรงเข้าไปหมายจะฆ่าฉินเหยา
"ศิษย์พี่ใหญ่" แสงจากยันต์เทพจรลีที่ขาของน้าจูวาบขึ้น เขาพุ่งมาขวางหน้าสือเจียนไว้ได้ทันเวลา
"ไสหัวไป"
หมัดทั้งสองของสือเจียนมีกระแสสายตาแลบออกมา เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ด้วยพลังสายฟ้าที่พุ่งพล่าน
น้าจูสะบัดมือชักกระบี่ไม้ท้อจากแผ่นหลัง มือซ้ายทำมรรคาดรรชนีกระบี่ นิ้วชี้และนิ้วกลางประกบกันจนปลายนิ้วมีแสงสว่าง แล้วรูดจากโคนกระบี่ไปจนถึงปลายกระบี่ กระบี่ไม้ท้อพลันเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าราวกับกระบี่ทองคำ ยกขึ้นมาขวางไว้หน้าอก
"ตู้ม!"
เพลงหมัดอัสนีบาตปะทะเข้ากับกระบี่ทองคำ กระแสสายฟ้าระเบิดออกและกระจายไปทั่วทุกทิศทางโดยมีตัวกระบี่เป็นศูนย์กลาง แรงปะทะทำให้พื้นดินรอบข้างเกิดหลุมบ่อมากมายและกลายเป็นดินไหม้เกรียม
"ตึก ตึก ตึก!"
แขนทั้งสองข้างของน้าจูสั่นสะท้าน แสงบนกระบี่หม่นลงจนเกือบจะหลุดมือ ร่างกายที่ผอมบางของเขาเปรียบเสมือนเรือลำเล็กกลางมหาสมุทรที่ถูกคลื่นยักษ์ซัดจนกระเด็นถอยหลังไป
"ศิษย์พี่ระวัง!" นักพรตสี่ตาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายเขาก็ยอมก้าวออกมา เขาคว้าข้อมือของน้าจูไว้แล้วหมุนตัวไปตามแรงเหวี่ยงกลางอากาศหลายรอบ เพื่อสลายแรงปะทะที่รุนแรงนั้นลง
"สี่ตา เจ้าก็คิดจะก่อกบฏด้วยอีกคนหรือ?" สือเจียนตะคอกด่า
นักพรตสี่ตาหน้ากระตุก เขาพูดด้วยเสียงอ่อย "ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ากับศิษย์พี่หลินไม่ได้คิดจะกบฏเลยครับ พวกเราแค่ต้องการรู้ความจริงเท่านั้น"
"ปัง" ในตอนนั้นเอง ฉินเหยาที่ถูกบรรพชนสถิตร่างก็เข้าประชิดตัวฉีเสียนได้สำเร็จ เขาเหวี่ยงหมัดที่ไร้เทียมทานเข้าใส่กลางหลังของอีกฝ่ายจนกระดูกสันหลังหักสะบั้น
"อ๊ากกกก—"
ฉีเสียนกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างลอยไปตกที่พื้นราวกับว่าวสายป่านขาด เลือดไหลนองไปทั่วทั้งหน้าอกและแผ่นหลัง
ฉินเหยาจิกหัวเขาลุกขึ้นมา "สารภาพมาซะ ใครเป็นคนสอนวิชามารพวกนี้ให้เจ้า? นอกจากฆ่าเหรินฟาแล้ว เจ้ายังทำเรื่องชั่วช้าอะไรไว้อีกบ้าง?"
ฉีเสียนผมเผ้ายุ่งเหยิง แววตาหม่นหมองสิ้นหวัง เขาพ่นเลือดดำออกมา "ยังไงข้าก็ต้องตายอยู่แล้ว ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย?"
"กร๊อบ"
ฉินเหยาเหยียบลงบนหลังของเขา แรงเหยียบนั้นหักซี่โครงไปอีกไม่รู้กี่ซี่ "สารภาพมาซะ แล้วข้าจะให้โอกาสเจ้าไปรับโทษที่แดนวิญญาณ แต่ถ้าปฏิเสธ ข้าจะดึงวิญญาณเจ้าออกมาจุดโคมไฟสวรรค์ (เผาวิญญาณ)! เจ้าอยากได้จุดจบแบบไหน เลือกเอาเอง"
ฉีเสียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยายามยกมือที่สั่นเทาชี้ไปทางสือเจียนที่กำลังต่อสู้อยู่ "เขาเป็นคนล่อลวงให้ข้าเข้าสู่ทางมาร และเขาก็เป็นคนสั่งให้ข้าออกล่าดวงวิญญาณเร่ร่อน
เมื่อก่อนข้าเคยคิดว่าเขาคือผู้อุปถัมภ์ของข้า แต่ต่อมาข้าถึงได้รู้ว่าโลกนี้มันไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น และข้าก็ไม่ได้โชคดีขนาดนั้นด้วย
พูดให้ดูดีหน่อย เขาก็แค่เห็นข้าเป็นเครื่องมือ แต่พูดให้ถูก ข้าก็แค่หมาตัวหนึ่งที่เขาจะทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นพอข้ามีเรื่องขัดแย้งกับหลินจูและไปขอร้องเขา เขาเลยจับข้ามาขังไว้ที่นี่ และบอกหน้าตายว่านี่คือการ 'คุ้มครอง'!"
"พูดจาเหลวไหล!" สือเจียนโกรธจนหน้ามืด เขาไม่ยั้งมืออีกต่อไป เหวี่ยงหมัดสองครั้งซ้อนจนน้าจูและนักพรตสี่ตาต้องถอยร่นไป ร่างกายของเขามีสายฟ้าแลบแปลบปลาบพุ่งเข้าหาฉีเสียนหมายจะสังหารปิดปาก
"ช่วยข้าด้วย" ฉีเสียนรีบใช้พลังเฮือกสุดท้ายถอดจิตออกจากร่าง แล้วพุ่งไปหลบข้างหลังฉินเหยาทันที
ฉินเหยาล้าเลอยู่ครู่เดียว แต่สุดท้ายเขาก็ออกหมัดสวนกลับสือเจียนที่พุ่งเข้ามาอย่างดุดันจนอีกฝ่ายต้องถอยไป พร้อมตะโกนลั่น "จะทำอะไร คิดจะฆ่าคนปิดปากหรือไง?"
สือเจียนถูกชกจนกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบเมตร เขามีสีหน้าตกตะลึงอย่างยิ่ง เมื่อตั้งหลักได้เขาก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ไม่ทราบว่าบรรพชนท่านใดลงมาประทับร่างหรือครับ สือเจียน ศิษย์เหมาซานฝ่ายนอก ขอคารวะครับ"
"ข้าคือ เหมาซันทง สือเจียน เจ้ามีอะไรจะอธิบายเรื่องนี้ไหม?" ประกายแสงสีทองวาบขึ้นที่ระหว่างคิ้วของฉินเหยา และมีเสียงที่ทรงพลังดังออกมาจากภายใน
เมื่อได้ยินนามสกุล "เหมา" สือเจียนก็ถึงกับใจหายวาบ ใบหน้าที่เคยหยิ่งทะนงหายไปสิ้น เหลือเพียงความนอบน้อมประจบประแจง "ท่านบรรพชนซันทง ศิษย์ถูกใส่ความครับ..."
(จบแล้ว)