- หน้าแรก
- ฮอกวอตส์ เส้นทางเวทมนตร์ของคนไม่ยอมแพ้
- บทที่ 2: ปราสาท
บทที่ 2: ปราสาท
บทที่ 2: ปราสาท
บทที่ 2: ปราสาท
"ซี๊ด" รัสเซลสูดหายใจเข้าลึก นี่ไม่ใช่มายากลอย่างแน่นอน ในยุคสมัยนี้ก็ไม่ควรมีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างภาพฉายโฮโลแกรมเช่นกัน
เมื่อตัดความเป็นไปไม่ได้ทั้งหมดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่แม้จะเหลือเชื่อเพียงใดก็ตาม ย่อมต้องเป็นความจริง
"นี่คือเวทมนตร์เหรอ เธอเป็นพ่อมดงั้นเหรอ" เขาเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
"ถ้าจะให้ถูกคือแม่มดต่างหาก" เวนส์เดย์กล่าวอย่างสงบนิ่ง ไม่ได้สนใจท่าทีประหลาดใจของรัสเซลเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าการมีอยู่ของแม่มดเป็นเรื่องปกติธรรมดา
"การที่นายมองเห็นปราสาทหลังนั้นได้ หมายความว่าในตัวนายก็มีเวทมนตร์ไหลเวียนอยู่เช่นกัน" เวนส์เดย์กล่าวอย่างหนักแน่น "พ่อแม่ไม่ได้บอกนายเหรอ"
"โชคร้ายที่พวกเขาจากไปแล้ว" รัสเซลผายมือออก "ฉันเป็นเด็กกำพร้า"
"ยินดีด้วย ตอนนี้นายเป็นอิสระกว่าฉันเสียอีก" เธอพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางมองจ้องรัสเซลอย่างสงบนิ่ง
"นี่เธอพยายามจะปลอบใจฉันเหรอ" รัสเซลเกาหัว เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย พ่อแม่ของเธอต้องทำตัวแย่ขนาดไหนกัน เธอถึงได้พูดจาแบบนี้ออกมา
"ถ้านายคิดแบบนั้นนะ" เวนส์เดย์ไม่ได้โต้แย้ง แม้ว่าลึกๆ แล้วเธอจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ก็ตาม
"แล้วเราควรทำยังไงต่อ"
"หยิบปืนของนายแล้วตามฉันมา เป้าหมายของเราคือการพิชิตปราสาทหลังนั้น" เวนส์เดย์ชี้ไปที่ปืนวินเชสเตอร์ซึ่งแขวนอยู่บนผนัง ก่อนจะดึงหน้าไม้สีดำสนิทออกมาจากด้านหลังของเธอ
"รับทราบครับกัปตัน" รัสเซลยักไหล่ โดยไม่ได้โต้แย้งหรือเอ่ยถามว่าเธอซ่อนหน้าไม้เอาไว้ตรงไหนก่อนหน้านี้ เขาสัมผัสได้ว่าเวนส์เดย์ไม่ได้มีความมุ่งร้ายต่อเขา และเขาก็อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับแม่มดจากเธอเพิ่มเติมด้วย จึงตอบตกลงอย่างว่าง่าย
เวนส์เดย์คงแค่อยากให้เขาเล่นเป็นเพื่อนเธอเท่านั้น
รัสเซลเดินตามเวนส์เดย์ไปจนถึงหน้าปราสาทโบราณ เมื่อเวนส์เดย์เดินเข้าไปใกล้ ประตูบานใหญ่ที่เคยปิดล็อกเอาไว้ก็เปิดออกเองโดยอัตโนมัติ ทำให้เขาต้องเดาะลิ้นด้วยความอัศจรรย์ใจ ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นบ้านของเวนส์เดย์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่าทางของเธอจะดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเติบโตมาในสถานที่อึมครึมเช่นนี้ย่อมหล่อหลอมให้กลายเป็นคนแบบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำพูดก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่นจริงๆ ด้วย เรื่องการพิชิตปราสาทและการถูกหมายหัวอะไรนั่น ก็เป็นแค่ข้ออ้างที่เวนส์เดย์ใช้เพื่อเชิญเขามาเป็นแขกเท่านั้น
พวกเขาเดินผ่านแผ่นป้ายหลุมศพในสวน จนมองเห็นประตูปราสาทโบราณอยู่เบื้องหน้า ทว่าในตอนนั้นเอง สายตาของเวนส์เดย์ก็ตวัดหันไปมองยังทิศทางหนึ่งอย่างกะทันหัน
"เขามาแล้ว"
รัสเซลหันขวับไปมองเวนส์เดย์ ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม เสียงแหวกอากาศอันแหลมคมก็ดังระเบิดขึ้นข้างหู ลูกศรที่เปล่งประกายสีเงินพุ่งเฉียดผ่านตารัสเซลไปปักเข้ากับต้นไม้ที่ยืนต้นตายอยู่ด้านหลังของเขา
เมื่อมองไปตามทิศทางที่ลูกศรพุ่งมา รัสเซลก็เห็นเด็กชายร่างท้วมในชุดเสื้อเชิ้ตลายทางสีน้ำเงินสลับขาว กำลังถือธนูและมองมาทางนี้
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของรัสเซล เขาก็ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับโบกมือมาทางรัสเซล ราวกับว่าลูกศรเมื่อครู่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเขาสักนิด
"จะยืนบื้ออยู่อีกทำไม" น้ำเสียงเย็นชาของเวนส์เดย์ดังขึ้นข้างหูรัสเซล เขารู้สึกได้ว่ามือของเขาเบาหวิว และกว่าจะตั้งสติได้ ปืนวินเชสเตอร์ก็ไปตกอยู่ในมือของเวนส์เดย์เสียแล้ว ในขณะที่หน้าไม้ซึ่งเวนส์เดย์เคยถืออยู่กลับถูกยัดใส่มือรัสเซลพร้อมกับร่องรอยของความเหยียดหยาม
"รับนี่ไป"
รัสเซลก้มมองหน้าไม้ในมือ ก่อนจะสลับสายตาไปมองปืนวินเชสเตอร์ในมือของเวนส์เดย์ มีคำพูดนับพันหมื่นคำอัดอั้นอยู่ในอก ทว่าเขาไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยมันออกมาอย่างไร หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็เค้นประโยคหนึ่งออกมาได้
"นี่เธอตั้งใจจะ..."
"แกรก"
เสียงขึ้นลำกล้องปืนวินเชสเตอร์อันดังกังวานคือคำตอบที่เขากลับได้รับ
เมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากของเวนส์เดย์รวมถึงท่วงท่าการจับอาวุธปืนของเธอ รัสเซลก็สัมผัสได้ถึงความรื่นเริงใจอย่างแท้จริงของเวนส์เดย์ และเขาก็ตกอยู่ในความเงียบงัน แม่มดเป็นแบบนี้กันทุกคนเลยงั้นเหรอ เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่กลับรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไอ้นี่ทรงพลังกว่าไม้กายสิทธิ์เป็นไหนๆ ดอทเจเปก
เวนส์เดย์ยกปืนขึ้นและเหนี่ยวไกใส่เด็กชายคนนั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"เวนส์เดย์ เธอขี้โกงนี่นา"
เด็กชายร้องลั่นและรีบหดหัวหลบ กระสุนปืนลูกซองพุ่งพลาดเป้าไปฝังตัวหนาแน่นอยู่บนกำแพงด้านหลังของเขาจนมีสภาพพรุนราวกับรังผึ้ง
"การแย่งชิงอำนาจก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พักสลีย์"
รัสเซลมองแผ่นหลังของเวนส์เดย์และจู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ก่อนหน้านี้เขาเอาลูกปืนออกจากกระบอกปืนจนหมดเกลี้ยงแล้วเพื่อความปลอดภัย
เขาตบกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ลูกกระสุนยังคงอยู่ตรงนั้น ไม่ได้หายไปไหนแม้แต่นัดเดียว หรือว่าเธอจะเสกมันขึ้นมาด้วยเวทมนตร์ ยิ่งไปกว่านั้น จากคำพูดของเวนส์เดย์เมื่อครู่นี้ เขาก็พอบอกได้ว่าเด็กชายคนนั้นกับเธอมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา เป็นไปได้อย่างมากว่าพวกเขาน่าจะเป็นพี่น้องกัน เมื่อประกอบกับการยิงปืนอย่างอำมหิตของเวนส์เดย์เมื่อสักครู่ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวก็ผุดขึ้นมาในหัวของรัสเซล
นี่เขาคงไม่ได้เข้ามาพัวพันกับศึกสายเลือดภายในครอบครัวหรอกนะ คำพูดของเวนส์เดย์เมื่อกี้มีความหมายโดยนัยว่า การแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าแม่มดที่ยังอายุน้อยขนาดนี้จะถึงขั้นเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงอำนาจ ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร
ในขณะที่รัสเซลกำลังจะหันหลังกลับและเตรียมตัวเผ่นหนี ประตูใหญ่ของปราสาทโบราณก็เปิดอ้าออกส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ท่ามกลางประกายแสงสีเงิน ปืนวินเชสเตอร์ในมือของเวนส์เดย์ก็อันตรธานหายไป พร้อมกับดาบเรเปียร์เล่มบางที่พุ่งแทงทะลุโกร่งไกปืน ตรึงมันเอาไว้กับกำแพงอย่างแน่นหนา
"เวนส์เดย์ วันนี้พอแค่นี้เถอะ"
ก่อนที่รัสเซลจะทันรู้ตัว ชายร่างผอมบางคนหนึ่งก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเวนส์เดย์ เขาไว้หนวดจุ๋มจิ๋ม สวมชุดสูทย้อนยุค บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู และคีบซิการ์เอาไว้ในมือ
"เธอคือเพื่อนของเวนส์เดย์ใช่ไหมจ๊ะ" ในขณะเดียวกัน น้ำเสียงอันนุ่มนวลก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของรัสเซลอย่างกะทันหัน ทำเอาเขาสะดุ้งโหยง
เขาค่อยๆ หันกลับไปมอง และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือหญิงสาวผู้มีผิวพรรณซีดเซียว เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยดุจน้ำตก เธอสวมชุดเดรสรัดรูปสีดำสนิท ไว้เล็บยาว และแผ่กลิ่นอายอันเย็นชาและลึกลับออกมา ในมือของเธอถือกระถางต้นไม้ซึ่งมีพืชรูปร่างหน้าตาประหลาดปลูกอยู่ โดยมีดอกตูมขนาดใหญ่ห้อยย้อยลงมาจากก้านที่เรียวยาว
เธอดูตรงตามภาพจำดั้งเดิมเกี่ยวกับแม่มดในหัวของรัสเซลทุกประการ
"ผม..." เขากำลังครุ่นคิด ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูด รัสเซลก็ต้องหวาดผวาเมื่อพบว่าพืชประหลาดต้นนั้นขยับตัวได้กะทันหัน ใบไม้ที่ห่อหุ้มดอกตูมค่อยๆ ลอกออกทีละใบ และรอยแยกบริเวณกึ่งกลางดอกตูมสีชมพูก็เผยให้เห็นปากที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคม ซึ่งกำลังพุ่งเป้ามาที่หัวของเขา
รัสเซลรู้สึกเพียงแค่ว่าภาพตรงหน้ามืดดับลง
"โอ้ ที่รัก สิ่งนี้เธอกินไม่ได้นะจ๊ะ"
...
"ขอบใจ" รัสเซลรับผ้าขนหนูที่เวนส์เดย์ยื่นมาให้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขาค่อยๆ เช็ดเมือกสีเขียวออกจากหัวทีละนิดหน้ากระจกอย่างระมัดระวัง แม้ว่ามันจะมีกลิ่นหอมหวานราวกับน้ำผึ้ง แต่เขาก็ยังคงรู้สึกขยะแขยงอยู่ดี
"ถ้าคุณนายแอดดัมส์ไม่เอ่ยปากห้ามเอาไว้ทัน ตอนนี้ฉันคงไปนอนอยู่ในกระเพาะของต้นไม้กินคนแล้วแน่ๆ"
รัสเซลกล่าวด้วยความหวาดผวาที่ยังคงตกค้างอยู่ภายในใจ