- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาป่วนยุค 80 อัจฉริยะ 6 ขวบผู้พิชิตโลก
- บทที่ 44 - บ้านร้าง
บทที่ 44 - บ้านร้าง
บทที่ 44 - บ้านร้าง
บทที่ 44 - บ้านร้าง
เสียงค้อนเคาะดังระฆังส่งสัญญาณว่าอีกเพียงสามวันก็จะถึงวันตรุษจีนปีหนึ่งเก้าแปดศูนย์แล้ว แม้จะไม่มีโทรทัศน์หรือรายการโชว์ฉลองปีใหม่ แต่บรรยากาศวันตรุษจีนในยุคนี้กลับเข้มข้นกว่าในอนาคตมากนัก
ตามตรอกซอกซอย บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เคยหลบๆ ซ่อนๆ ก็เริ่มกล้าหาญขึ้นมา วันตรุษจีนใครๆ ก็อยากหาเงินไปซื้อของมาฉลองปีใหม่ ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าก็ย่อมเข้าใจในความยากลำบากนี้ไม่ใช่หรือ?
ตรอกซอยที่เคยเงียบเหงามานานหลายปี กลับมามีเสียงตะโกนเรียกลูกค้าอีกครั้ง ทั้งปั้นน้ำตาล ตัดกระดาษ แป้งปั้น... เมืองปักกิ่งทั้งเมืองดูเหมือนจะกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาในพริบตา
ในช่วงไม่กี่วันนี้เยี่ยตงสวี่ยุ่งมาก ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหยุดหายใจ การเลือกซื้อของครั้งใหญ่ในช่วงสิ้นปีเป็นประเพณีของคนจีน และสิ่งที่ถูกกว้านซื้อย่อมไม่ได้มีเพียงแค่ของที่ใช้ในวันปีใหม่เท่านั้น
คนที่ไม่มีเงิน อย่างน้อยก็ต้องหาซื้อเสื้อผ้าใหม่สักชุด เพื่อเป็นการรับขวัญปีใหม่ ส่วนคนที่มีเงิน สิ่งที่สามารถซื้อได้ก็มีมากมาย ขอเพียงเป็นของที่มีในสหกรณ์จัดซื้อและไม่ต้องใช้ตั๋วแลก คนพวกนี้ก็จะแห่กันไปซื้อเหมือนไปปล้น เห็นอะไรก็กว้านซื้อเข้าบ้านหมด
จักรยานย่อมเป็นเป้าหมายหลักที่ทุกครัวเรือนต้องการซื้อหา หลังปีใหม่เวลาไปเยี่ยมญาติแล้วปั่นจักรยานพาลูกเมียไปด้วย ย่อมเป็นเรื่องที่เท่และมีหน้ามีตาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นในตรอกซอยจึงมีเสียงกระดิ่งจักรยานดังไม่ขาดสาย ไม่ใช่เพราะมีคนขวางทางจนต้องกดกระดิ่งเรียก แต่เป็นการกดเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนบ้านแถวนั้น ให้รู้ว่าบ้านตนก็เป็น "ตระกูลมีรถ" กับเขาแล้วเหมือนกัน
อู่อ้ายปิงที่สวมหมวกขนสุนัขผลักประตูเดินเข้าบ้าน ลมหนาวที่พัดตามเข้ามาทำให้เยี่ยตงสวี่ที่สวมเพียงเสื้อไหมพรมถึงกับตัวสั่น แต่กระนั้นงานในมือก็ไม่ได้หยุดลง เขายังคงกดลูกเหล็กเข้าในตลับลูกปืนทีละลูกอย่างต่อเนื่อง
"ยังขาดอีกกี่คัน?" เยี่ยตงสวี่ถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
"ยี่สิบเอ็ดคัน" อู่อ้ายปิงถอดถุงมือโยนไว้ข้างๆ แล้วหยิบประแจมาเตรียมประกอบชิ้นส่วนใหญ่เข้าด้วยกัน
"เมื่อเช้ายังขาดอีกสิบแปดคัน แล้วเจ้าเพิ่งส่งไปสองคันไม่ใช่เหรอ?" เยี่ยตงสวี่เงยหน้ามองอู่อ้ายปิง
"คือว่า... ตอนที่ไปส่ง เพื่อนของคนที่ซื้อเขามาเห็นเข้าพอดี เลยสั่งเพิ่มมาอีกสองสามคันน่ะ" อู่อ้ายปิงยิ้มอย่างกระดากอาย
"ข้าขอย้ำอีกรอบนะ ห้ามรับงานใหม่เพิ่มอีกเด็ดขาด ถ้ายังรับมาอีกเจ้าก็ทำเองคนเดียวเลย เจ้ากะจะให้ข้าเหนื่อยตายเลยหรือไง?" เยี่ยตงสวี่มองค้อนอู่อ้ายปิง
หมอนี่มันประเภทเห็นเงินแล้วลืมตายจริงๆ แม้เยี่ยตงสวี่จะเข้าใจในความกระตือรือร้นในการหาเงินของคนยุคนี้ และเขาก็รักเงินเช่นกัน แต่การจะทำงานหามรุ่งหามค่ำจนกระทั่งวันส่งท้ายปีเก่าไม่มีเวลาได้ฉลองปีใหม่ มันก็เกินไปหน่อยแล้วมั้ง?
"พวกเขาเอาหลังปีใหม่น่ะ ไม่ต้องรีบ ข้าไม่รับแล้วล่ะ ก่อนปีใหม่ไม่รับเพิ่มแน่นอน ต่อให้เป็นหลังปีใหม่ข้าก็ไม่รับแล้ว" อู่อ้ายปิงกล่าวขอโทษขอโพย
คนในยุคนี้ยังคงมีความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ทำอะไรก็มักจะกลัวๆ กล้าๆ ดังนั้นอู่อ้ายปิงจึงอยากกอบโกยในช่วงที่ธุรกิจนี้ดูเหมือนจะยังไม่มีความเสี่ยงมากนัก เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งถูกสั่งห้ามขาย เขาก็ยังพอมีเงินเก็บติดตัวบ้าง
"แล้วคนที่ให้ไปหามาเป็นยังไงบ้าง?" เยี่ยตงสวี่ถลึงตาใส่อู่อ้ายปิง เขาไม่เชื่อคำรับรองของหมอนี่เลยสักนิด ตั้งแต่กลางเดือนสิบสองเขาก็ได้ยินคำยืนยันแบบนี้มาตลอด แต่ยอดสั่งจักรยานกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าหมอนี่ยังกลัวเขากลับคำถึงขนาดไปรับเงินมัดจำมาแล้ว จนเยี่ยตงสวี่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ
"หามาได้แล้วล่ะ บอกว่ากินข้าวเที่ยงเสร็จจะมาที่นี่ทันที แต่ว่าเราก็มีห้องครัวอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องมาทำเตาในห้องริมอีกห้องล่ะ?" อู่อ้ายปิงถามอย่างสงสัย
ในลานบ้านนอกจากห้องหลักสามห้องและห้องริมสามห้องแล้ว ฝั่งตรงข้ามห้องริมยังมีห้องครัวอีกหนึ่งห้อง หากรวมห้องน้ำเข้าไปด้วยก็จะมีทั้งหมดแปดห้อง
ปกติห้องครัวไม่มีใครใช้ สิ่งเดียวที่ใช้จุดไฟคือเตาถ่านในห้องที่พวกเขาทำงานกันอยู่ วัตถุดิบต่างๆ ล้วนถูกเตรียมมาจากที่บ้านตาเฒ่าเสวียน เมื่อเอามาถึงก็แค่โยนลงกะทะเหล็กแล้วตุ๋นรวมๆ กันก็เสร็จ
ในฐานะที่เคยเป็นชายโสดวัยสี่สิบกว่าปีมาก่อน ฝีมือการทำอาหารคือทักษะพื้นฐานที่สุดของคนติดบ้าน ดังนั้นฝีมือการทำอาหารของเยี่ยตงสวี่จึงถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทว่าหลังมาเกิดใหม่เขาดูเหมือนจะขี้เกียจขึ้นมาก ประกอบกับข้างกายมีตาเฒ่าเสวียนที่เรื่องมากเรื่องการกินยิ่งกว่าเขาเสียอีก เขาจึงขี้เกียจที่จะลงมือเอง
"ทำเตาเพิ่มอีกอันมันก็มีประโยชน์ของมันน่ะ แล้วเรื่องที่บอกให้เจ้าพาแม่มาฉลองปีใหม่ด้วยกัน เจ้าบอกท่านหรือยัง?" เยี่ยตงสวี่ขี้เกียจอธิบาย เรื่องเมนู "ไก่ตุ๋นหม้อดิน" (ตี้กัวจี) แสนอร่อยนั้น รอให้พวกเขาได้ชิมก่อนเถอะ แล้วจะรู้เองว่าการทำเตาไว้ในห้องที่ไม่ได้ใช้เป็นห้องครัวมันมีไว้ทำอะไร
"จะรบกวนเกินไปหรือเปล่า?" อู่อ้ายปิงเริ่มลังเล
ที่บ้านในวันตรุษจีนมีเพียงเขากับแม่แค่สองคน น้องสาวทั้งสองคนแต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว ต้องรอถึงวันที่สามของปีใหม่ถึงจะมาเยี่ยมบ้าน ดังนั้นการอยู่บ้านเฉยๆ มันก็น่าเบื่อจริงๆ
"จะรบกวนอะไรกัน ถ้าแม่ลูกเจ้าไม่มา พวกเราจะไม่ต้องฉลองปีใหม่กันหรือไง? ตาเฒ่าเสวียนเขาก็จะมาที่นี่ด้วย พวกเจ้ามากันครบจะได้คึกคักหน่อย สถานการณ์ทางบ้านข้าเป็นยังไงเจ้าก็รู้ ไม่ได้ขาดแคลนข้าวปลาอาหารให้พวกเจ้ากินเสียหน่อย" เยี่ยตงสวี่เอ่ยขึ้น
"ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ถึงตอนนั้นข้าจะพาแม่มาด้วย" ที่อู่อ้ายปิงบ่ายเบี่ยงก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพราะวางท่า แต่เขามีน้ำใจไม่อยากไปเป็นภาระให้ใคร เพราะสมัยนี้ใครๆ ก็อยู่อย่างลำบากไม่ใช่หรือ? แต่เมื่อเยี่ยตงสวี่พูดมาขนาดนี้ หากยังไม่มาก็ดูเหมือนคนไม่รู้จักมารยาทเสียแล้ว
ช่วงบ่ายมีช่างปูนสองคนมาถึง พวกเขาไม่ได้เจาะรูบนหลังคาเพื่อทำปล่องไฟ แต่ใช้วิธีเจาะรูที่ผนังด้านหลังแล้วต่อปล่องไฟออกไปข้างนอกแทน ช่างปูนทั้งสองคนทำงานได้รวดเร็วมาก เดิมทีเยี่ยตงสวี่คิดว่าต้องใช้เวลาทำถึงครึ่งวันของวันพรุ่งนี้ แต่พวกเขากลับจัดการเสร็จเรียบร้อยภายในบ่ายวันเดียว
"คุณลุง งานของพวกท่านนี่หาที่ติไม่ได้จริงๆ ครับ" เยี่ยตงสวี่เอาฟางกำใหญ่ใส่เข้าไปในเตาแล้วจุดไฟ เมื่อจุดทิ้งไว้สักพักเขาก็พบว่าภายในห้องไม่มีควันไฟรบกวนเลยสักนิด เขาจึงยกนิ้วให้ช่างปูนอย่างชื่นชม
"เถ้าแก่น้อยพอใจก็ดีแล้วครับ" ช่างปูนยิ้มจนเห็นฟันสีเหลืองซีด
ในเมื่อผลงานน่าพอใจ รูปทรงของเตาก็ถูกใจเยี่ยตงสวี่จึงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาควักธนบัตรสิบหยวนใบใหญ่ออกมาส่งให้โดยไม่ต้องทอน
ช่างปูนทั้งสองคนพยายามปฏิเสธอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเยี่ยตงสวี่ให้ด้วยความเต็มใจจริงๆ ไม่ใช่แค่การรักษามารยาท พวกเขาจึงยิ้มกว้างออกมาและบอกอย่างใจดีว่าวันหน้าหากมีงานอะไรอีกก็ให้ไปหาพวกเขาได้เลย จะคิดราคากันเองให้
ช่างปูนเพิ่งจะเดินพ้นประตูบ้านไป ตาเฒ่าเสวียนก็เดินเข้ามา เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงดึงตัวเยี่ยตงสวี่ให้ออกมาจากบ้านทันที อู่อ้ายปิงได้แต่มองจักรยานที่ประกอบค้างไว้ครึ่งคันด้วยความเสียดาย ก่อนจะรีบล็อคประตูแล้วเดินตามไป
ตำแหน่งที่ไปค่อนข้างไกล โดยอยู่ที่ตรอกตงอันฝู ฝั่งตรงข้ามประตูซินหัว บนถนนฉางอันตะวันตก อู่อ้ายปิงปั่นจักรยานไปคนเดียว ส่วนเยี่ยตงสวี่และตาเฒ่าเสวียนนั่งบนรถเข็นไม้ใช้เวลาเดินทางอยู่นานกว่าจะถึง
ลานบ้านหลังนี้กว้างมาก แค่ดูจากประตูก็รู้แล้วว่าใหญ่โตขนาดไหน ธรณีประตูสูงถึงระดับเอวของเด็กเจ็ดขวบอย่างเยี่ยตงสวี่เลยทีเดียว แถมหน้าประตูยังมีรูปปั้นสิงโตหินตัวใหญ่ดูน่าเกรงขามมาก
ตาเฒ่าเสวียนชี้ไปที่ประตูแล้วแนะนำว่านี่เรียกว่า "ประตูกวงเลี่ยง" (ประตูตระกูลใหญ่) ซึ่งเป็นรองเพียงประตูวังท่านอ๋องเท่านั้น คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ในอดีตหากไม่รวยล้นฟ้าก็ต้องเป็นผู้มีอำนาจวาสนา เพราะในสมัยก่อนรูปปั้นสิงโตหินหน้าประตูบ้านไม่ใช่ใครนึกอยากจะวางก็วางได้
แต่ถึงแม้ประตูจะดูสง่างาม ทว่ากลับไม่อาจปกปิดความทรุดโทรมได้ เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไปยิ่งเห็นความเสียหายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเมื่อเดินผ่านประตูฉลุลายดอกไม้ไปยังลานบ้านที่สอง เยี่ยตงสวี่ก็ยิ่งรู้สึกผิดหวังมากขึ้นไปอีก
ลานบ้านหลังนี้กว้างมาก กว้างจริงๆ เป็นลานบ้านแบบสี่ประสานที่มีสี่ชั้น มีสวนหย่อม มีภูเขาจำลอง และยังมีสระน้ำเล็กๆ ด้วย ขนาดนี้ไม่เรียกกว้างแล้วจะเรียกว่าอะไร? แม้จะไม่มีศาลาหรือหอคอยที่หรูหราเทียบเท่ากับวังท่านอ๋อง แต่พื้นที่ใช้สอยก็น่าจะไม่ต่ำกว่าสามพันตารางเมตรแน่นอน
แต่มันกลับ "พัง" เกินไป ในลานบ้านเต็มไปด้วยพงหญ้ารกชัฏ ขนาดที่ว่าถ้าจะมีกระต่ายวิ่งออกมาจากข้างในก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ต้องพูดถึงพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอหรือแมลงต่างๆ เลย ห้องริมส่วนใหญ่พังทลายลงมาหมดแล้ว ถึงจะไม่พังก็ถือว่าเป็นอาคารอันตรายที่อยู่อาศัยไม่ได้
ส่วนห้องหลักแม้จะยังไม่ถล่มลงมา แต่ก็ต้องทำความสะอาดขนานใหญ่ถึงจะพออยู่อาศัยได้ การมาอยู่ในลานบ้านแบบนี้ในตอนกลางคืน หากมีผีมาหลอกหรือมีปีศาจจิ้งจอกมาปรากฏตัวก็คงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่มองข้างนอกบ้าน แค่มองข้างในลานบ้านหลังนี้ก็ไม่ต่างจากวัดร้างกลางป่าช้าเลยสักนิด
หลังจากเดินวนดูรอบหนึ่ง เยี่ยตงสวี่และคณะก็กลับมาที่ห้องฝั่งทิศใต้ ซึ่งเป็นห้องแถวแรกของบ้านสี่ประสาน นี่เป็นเพียงห้องเดียวในลานบ้านทั้งหมดที่พอจะใช้รับแขกได้
นี่คือที่พักของเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นชายชราอายุหกสิบกว่าปีที่สวมเสื้อกังฟูแบบเก่า ข้างในห้องเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ทั้งเตียงนอน ห้องครัว หรือแม้แต่ถังปัสสาวะ กลิ่นในอากาศช่าง "รุนแรง" เสียจนน่าเวียนหัว
"บ้านหลังนี้ซื้อได้จริงๆ เหรอครับ? แค่จะซ่อมใหม่ทั้งหมดก็คงแพงพอๆ กับซื้อบ้านใหม่หลังหนึ่งเลยนะ" เยี่ยตงสวี่มองตาเฒ่าเสวียนแล้วพูดออกมาตรงๆ โดยไม่ปิดบัง
ชายชราเจ้าของบ้านมีสีหน้ากระดากอายพลางยิ้มเจื่อนๆ ตาเฒ่าเสวียนเองก็ดูมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แม้ต่อหน้าคนนอกเขาจะไม่ได้ตบหัวเยี่ยตงสวี่ แต่คำพูดกลับไม่เกรงใจเลยสักนิด "ถ้ามันไม่พังขนาดนี้ มันจะเหลือมาถึงคิวเจ้าหรือไง?"
แม้ตาเฒ่าเสวียนจะพูดจาไม่ค่อยลื่นหู แต่ในใจเยี่ยตงสวี่ก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด เพราะมันพังเกินไป ทางรัฐบาลจึงไม่ได้จัดสรรให้คนเข้ามาอยู่ ไม่อย่างนั้นที่นี่คงกลายเป็นบ้านพักรวมไปนานแล้ว
และก็เพราะมันพังขนาดนี้นั่นแหละ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง บ้านหลังนี้จึงถูกส่งคืนให้แก่เจ้าของเดิม ในตอนแรกชายชราคนนี้ไม่ได้คิดจะขายบ้านบรรพบุรุษ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ซ่อมประตูหน้าบ้านเสียดูดีขนาดนั้น
แต่เขาคงลืมไปว่าตนเองไม่ใช่เศรษฐีที่มีเงินล้นเหลือหรือขุนนางใหญ่ในสมัยราชวงศ์ชิงอีกแล้ว แค่ซ่อมประตูบ้านไปนิดหน่อย เงินในกระเป๋าของเขาก็ร่อยหรอลงจนแทบไม่เหลือ ประกอบกับเหตุผลอื่นบางประการ เขาจึงจำต้องตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ทิ้ง
"ราคาเท่าไหร่ครับ?" เยี่ยตงสวี่หันกลับไปมองลานบ้านข้างหลังผ่านประตูที่เปิดทิ้งไว้แล้วเอ่ยถาม
"สาม... สามพันหยวน สามพันหยวนก็พอแล้ว" เจ้าของบ้านยิ้มจนเห็นฟันที่หลุดไปหลายซี่พลางชูนิ้วขึ้นมาบอกราคา
ราคาบ้านที่พังขนาดนี้ สามพันหยวนถือว่าแพงไหม? คำตอบคือไม่แพงเลย ต่อให้เยี่ยตงสวี่จะไม่คิดซ่อมใหม่ เพียงแค่ปล่อยทิ้งไว้ไม่กี่ปี ลำพังแค่ที่ดินตรงนี้ก็มีมูลค่าเกินกว่าราคานี้ไปไกลแล้ว
แต่ราคาเท่านี้ในตอนนี้ถือว่าสูงมาก เงินสามพันหยวนเพียงพอที่เยี่ยตงสวี่จะไปซื้อลานบ้านแบบสามชั้นที่สมบูรณ์แบบและพร้อมเข้าอยู่ได้ทันที
เยี่ยตงสวี่หันไปมองตาเฒ่าเสวียน เห็นอีกฝ่ายทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ยอมตอบโต้ เขาจึงรู้ทันทีว่าเรื่องต่อรองราคา ตาเฒ่าเสวียนจะไม่ยอมยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง
"เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ท่านอย่าเรียกสามพันเลย ผมเองก็ไม่อยากจะเอาเปรียบท่าน ตามราคาตลาดในตอนนี้ ผมให้สองพันหยวน ถ้าท่านตกลง เราไปทำเรื่องโอนกันเลย แต่หลังปีใหม่ท่านต้องย้ายออกนะครับ ผมตั้งใจจะซ่อมที่นี่ครั้งใหญ่"
ชายชรามองไปที่ตาเฒ่าเสวียนสลับกับอู่อ้ายปิง เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกแปลกใจที่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย แต่กลับปล่อยให้เด็กคนหนึ่งเป็นคนเจรจาต่อรองราคา
"เขาเป็นคนออกเงินซื้อบ้านครับ แม้เขาจะยังเด็ก แต่เรื่องในบ้านเขาตัดสินใจเองได้ทั้งหมด คุยกับเขาก็เหมือนคุยกับผมแหละครับ" ตาเฒ่าเสวียนที่นิ่งเงียบมาตลอดดูเหมือนจะเข้าใจในความสงสัยของชายชราจึงเอ่ยขึ้น
เยี่ยตงสวี่มองดูคนทั้งสองสลับกันไปมา เขารู้สึกว่าทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกัน มิฉะนั้นด้วยสายตาที่ช่างเลือกของตาเฒ่าเสวียน คงไม่พาเขามาดูบ้านที่พังขนาดนี้แน่ๆ แม้เขาจะเคยบอกว่าไม่เกี่ยงสภาพบ้าน ขอเพียงพื้นที่กว้างพอเป็นใช้ได้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อตาเฒ่าเสวียนไม่ได้บอกเขาในระหว่างทาง เยี่ยตงสวี่ก็ไม่คิดจะถาม เขาแค่ต้องมั่นใจว่าตาเฒ่าเสวียนจะไม่หลอกเขาเป็นพอ อีกอย่าง ลานบ้านที่ใหญ่ขนาดนี้ อย่าว่าแต่สามพันเลย ต่อให้เมื่อกี้ชายชราจะเรียกถึงห้าพันหยวน เขาก็ยังคิดว่าการซื้อไว้ก็ไม่มีคำว่าขาดทุน
"เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าไม่ขอมากไปหรอก สองพันสองร้อยหยวน ถ้าหนูตกลง เราไปทำเรื่องโอนกันเดี๋ยวนี้เลย แล้วข้าจะรีบย้ายออกทันที พอดีมันช่วงสิ้นปีพอดี ข้าจะได้กลับไปฉลองปีใหม่ที่ชนบท ไม่ต้องรอถึงปีหน้า" ชายชราเม้มปากพลางมองดูลานบ้านที่ทรุดโทรมด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะกัดฟันพูดออกมา
(จบแล้ว)