- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตแห่งครอบครัวชาวนา ทำไร่ไถนาสร้างความร่ำรวยเลี้ยงดูเด็กๆ
- บทที่ 14 ซ่งเย่าจู่ผู้ฉลาดหลักแหลม, หาบน้ำในนา
บทที่ 14 ซ่งเย่าจู่ผู้ฉลาดหลักแหลม, หาบน้ำในนา
บทที่ 14 ซ่งเย่าจู่ผู้ฉลาดหลักแหลม, หาบน้ำในนา
บทที่ 14 ซ่งเย่าจู่ผู้ฉลาดหลักแหลม, หาบน้ำในนา
“พี่จาว” ซ่งเย่าจู่ปรากฏตัวขึ้นที่หลังประตูบ้าน ดวงตาทั้งสองข้างส่องประกายระยิบระยับราวกับหลอดไฟดวงน้อย
เขาทำราวกับว่ามองไม่เห็นพ่อแม่ของตนเองเลยแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง แล้วเดินตรงดิ่งผ่านคนทั้งสองไปหาซ่งจินเจา
เสียงชามและตะเกียบในมือกระทบกันดังแกร๊งๆ ตามจังหวะที่เขาวิ่งมา
เมื่อวิ่งมาถึงตรงหน้า เขาก็วางชามและตะเกียบลงต่อหน้าซ่งจินเจา ก่อนจะเอ่ยอ้อนอย่างน่าสงสารว่า “พี่จาว แบ่งให้ข้ากินหน่อยได้หรือไม่ขอรับ วันก่อนข้ากลับไปบอกให้ท่านแม่ซื้อเนื้อให้ ท่านแม่กลับบอกว่าไม่มีเงิน แถมยังด่าข้าอีก”
ป้าสะใภ้รองซ่งมองลูกชายของตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา นางไปด่าเขาตอนไหนกัน?
ซ่งจินเจาจ้องมองดวงตาโตๆ ที่กะพริบปริบๆ ของซ่งเย่าจู่ เด็กคนนี้ดูฉลาดหลักแหลมเจือด้วยความน่ารักเล็กน้อย
เมื่อนึกว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการที่พ่อแม่ลำเอียงรักลูกชาย ในใจนางก็รู้สึกไม่พอใจเขาอยู่บ้าง
แต่เมื่อพิจารณาว่าซ่งเย่าจู่เพิ่งจะอายุเพียงเจ็ดขวบ ยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่ความผิดของเขาเลย
เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการลำเอียงรักลูกชายคืออะไร
อีกอย่าง สองสามีภรรยาบ้านรองยังคงยืนหัวโด่อยู่ที่นี่ หากไม่แบ่งให้เลยสักนิด พวกเขาก็คงไม่ยอมรามือไปง่ายๆ การให้ซ่งเย่าจู่กินยังดีเสียกว่าให้คนพวกนั้น
นางจึงคัดเนื้อขาแพะขนาดครึ่งกำปั้นใส่ลงในชามที่ซ่งเย่าจู่ยื่นมา “แบ่งให้เจ้าได้เท่านี้แหละ เอากลับไปกินที่บ้านเถอะ มากกว่านี้พวกข้าก็ไม่พอกินแล้ว”
คำพูดนี้ไม่ได้เพียงแค่บอกซ่งเย่าจู่ แต่ตั้งใจส่งไปถึงสองสามีภรรยาบ้านรองด้วย
ซ่งเย่าจู่นั่งแปะลงกับพื้น แล้วคีบเนื้อขึ้นมากินทันที เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองพ่อแม่ของตนเอง ราวกับลืมเลือนไปเสียสนิท
“ข้ากินเสร็จแล้วค่อยกลับขอรับ”
ซ่งเอ้อหลางเห็นดังนั้นจึงจูงมือภรรยาแล้วยิ้มแหย “ในเมื่อเป็นความเข้าใจผิด ข้ากับป้ารองของเจ้าก็จะกลับแล้ว ต่อไปหากมีเรื่องอะไรให้ช่วยก็ไปหาข้าได้ทุกเมื่อ ลุงรองคนนี้จะมาช่วยทันที”
ซ่งเย่าจู่กินเนื้อในชามจนเกลี้ยงพลางเลียริมฝีปาก สายตายังคงจับจ้องเนื้อแพะที่เหลืออยู่บนเตาอย่างอาลัยอาวรณ์
เขาตัดใจละสายตาไปได้ยากยิ่ง ก่อนจะเอ่ยกับซ่งจินเจาว่า “ขอบคุณพี่จาว แพะย่างของท่านอร่อยจริงๆ ข้ากลับก่อนนะขอรับ”
เมื่อมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของซ่งเย่าจู่ที่เดินจากไป ในใจซ่งจินเจาพลันเกิดความรู้สึกละอายใจที่เผลอเอาหัวใจคนพาลไปวัดใจผู้อื่น
หากนึกถึงท่าทีที่เขาไม่ยอมนำเนื้อแพะกลับไปกินที่บ้านเมื่อครู่ หรือว่าเขาจะกลัวว่าจะมีคนมาแย่ง?
ซ่งไหล้ตี้กับซ่งพ่านตี้คงไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน ถ้าอย่างนั้นก็เหลือเพียง... พ่อแม่ของเขานั่นเอง
ทันทีที่ซ่งเย่าจู่กลับถึงบ้าน ป้าสะใภ้รองซ่งก็คว้าหูของเขาไว้แน่น “เนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนั้น เจ้าไม่รู้จักแบ่งให้ข้ากินสักคำ เจ้าเป็นลูกข้า ต้องกตัญญูต่อข้าสิ!”
ซ่งเย่าจู่เจ็บจนแยกเขี้ยว “ท่านแม่ ข้าตั้งใจจะขออีกชิ้นกลับมาให้ท่านแล้วเชียว ใครจะรู้ว่าพี่จาวจะไม่ยอมให้เล่า”
ป้าสะใภ้รองซ่งได้ยินดังนั้นก็รีบปล่อยมือทันที
“ไม่คิดเลยว่าซ่งจินเจาจะมีความสามารถขนาดนี้ เห็นทีต่อไปข้าคงต้องผูกสัมพันธ์กับนางให้ดีเสียหน่อย”
จะยอมให้บ้านใหญ่กอบโกยผลประโยชน์ไปฝ่ายเดียวได้อย่างไร บ้านนางเองก็ควรจะได้อะไรบ้าง
ซ่งเอ้อหลางที่นั่งอยู่ข้างๆ บ่นอุบ “พี่ใหญ่ไปหาบน้ำก็ไม่ยอมบอกข้า ทำเอาข้าถูกจินเจาเหน็บแนมเสียหน้าไปหมด เมื่อก่อนไม่เห็นรู้เลยว่าเด็กคนนี้จะปากคอเราะรายขนาดนี้”
ป้าสะใภ้รองซ่งครุ่นคิดแล้วก็พลันเข้าใจ “พี่ใหญ่ต้องจงใจทำแน่ๆ เขารู้ว่าจินเจามีความสามารถเลยรีบเข้าไปประจบหวังจะได้เนื้อ”
“พรุ่งนี้เจ้าก็ไปหาบน้ำบ้างสิ รอให้นางล่าสัตว์มาได้ครั้งหน้า จะได้หาจังหวะขอส่วนแบ่งมาบ้าง”
ในใจซ่งเอ้อหลางนั้นแสนจะเกียจคร้าน แต่เพื่อเนื้อเขาก็จำต้องยอมรับปาก
“อีกสองสามวันต้องรดน้ำในนา ข้าเหนื่อยจนแทบขยับตัวไม่ไหวทุกวัน รอให้รดน้ำในนาเสร็จจนว่างก่อนแล้วข้าค่อยไปหาบให้นาง”
หลังจากกินข้าวเสร็จ ซ่งจินเจากับซ่งฉี่หมิงก็เดินทางไปที่นา นางเห็นชาวบ้านหลายคนกำลังใช้ถังไม้หาบน้ำจากแม่น้ำมารดลงในนาของตน
เมื่อหาที่นาของตนเองพบ ก็เห็นว่าดินเริ่มแห้งกรัง แต่ต้นข้าวยังเหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนถึงจะสุกพรอ้มเก็บเกี่ยว ตอนนี้ยังจำเป็นต้องรดน้ำอยู่อีกหรือ?
นางรู้สึกไม่แน่ใจจึงไปสอบถามท่านปู่ซ่ง
ท่านปู่ซ่งเอ่ยว่า “สองสามวันนี้อากาศร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ ฟ้าฝนก็ไม่ตก หากไม่รดน้ำตอนนี้จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตได้”
ซ่งจินเจานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังพาซ่งฉี่หมิงกลับบ้านไปนำถังน้ำและคานหาบมา
นางรับหน้าที่หาบน้ำ ส่วนซ่งฉี่หมิงรับหน้าที่เทน้ำลงในนา
ดวงอาทิตย์เหนือศีรษะแผดเผาจนเหงื่อท่วมกาย หมวกสานแม้จะช่วยกันแดดไม่ให้ส่องใบหน้าได้ แต่ไม่อาจกันความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมา
ท่านปู่ซ่งมองดูสองพี่น้องที่ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่หยุดหย่อนก็รู้สึกสงสาร จึงหันไปสั่งซ่งต้าหลางว่า “เร่งมือเข้า รีบรดน้ำในนาของบ้านเราให้เสร็จ แล้วไปช่วยจินเจาต่อ”
ที่นาของทั้งสามบ้านตระกูลซ่งตั้งอยู่ติดกัน หากบ้านใดมีความเคลื่อนไหว อีกสองบ้านย่อมรู้เห็นทันที อีกด้านหนึ่ง ป้าสะใภ้รองซ่งก็ยื่นมือไปสะกิดแขนซ่งเอ้อหลาง “เห็นหรือไม่ว่าท่านพ่อกับพี่ใหญ่กำลังจะไปช่วยบ้านน้องสาม เจ้าก็รีบไปเสีย อย่าได้น้อยหน้า”
ซ่งเอ้อหลางทำหน้าบึ้งตึง เอวเขาปวดร้าวไปหมดแล้ว “ไม่ต้องมาเร่งข้าหรอก ถึงเวลาท่านพ่อก็ต้องเรียกข้าอยู่ดี”
แม้ซ่งจินเจาจะมีพละกำลังมากจนหาบน้ำได้อย่างง่ายดาย แต่ที่นาขนาดเจ็ดหมู่นั้นกว้างใหญ่เกินไป น้ำสองถังที่เทลงไปมักจะซึมหายไปในดินทันที
ตลอดบ่ายวันนั้นนางวิ่งรดน้ำไปกว่าสามร้อยเที่ยว ถึงจะจัดการเสร็จไปเพียงหมู่เดียว พอกลับถึงบ้านไหล่ของนางก็บวมเป่งไปหมด
งานนี้ช่างเหนื่อยล้ายิ่งกว่าการเก็บเห็ดหรือล่าสัตว์เสียอีก
ซ่งฉี่หมิงเม้มริมฝีปากแน่น ในอกรู้สึกขมขื่นและผิดต่อพี่สาวอย่างมาก
เขาโทษตัวเองที่มีพละกำลังน้อยเกินไปจนยกถังไม้ไม่ไหว มิเช่นนั้นพี่ใหญ่ก็คงไม่ต้องเหนื่อยยากถึงเพียงนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อซ่งจินเจาตื่นขึ้นมา นางก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว ราวกับกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกายเกินขีดจำกัด
“กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว เตรียมตัวขึ้นเขาไปเก็บเห็ดกับข้า”
ซ่งฉี่หมิงเงยหน้ามองด้วยความสงสัย “ไม่รดน้ำในนาแล้วหรือขอรับ?”
ซ่งจินเจาส่ายหน้า “ไม่รดแล้ว เอาเวลาไปทิ้งไว้ในนา สู้ขึ้นเขาไปเก็บเห็ดดีกว่า ผลผลิตจะน้อยลงบ้างก็ช่างมันเถอะ ข้าไม่สนแล้ว”
ซ่งฉี่หมิงพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อเทียบกับรวงข้าวในนา เขาสงสารพี่ใหญ่ที่ต้องบาดเจ็บมากกว่า
ช่วงสาย ตอนที่ท่านปู่ซ่งกำลังรดน้ำอยู่แล้วพบว่าทั้งสองคนไม่มาที่นา ในใจเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
คงไม่ใช่ว่าเด็กพวกนี้จะขี้เกียจจนถอดใจไปแล้วหรอกนะ
เมื่อไม่เห็นใครโผล่มาเสียที ท่านปู่ซ่งจึงตั้งใจจะไปถามให้รู้ความ พอช่วงเที่ยงเขาเดินเข้าไปในบ้านกลับพบเพียงซ่งซือเสวี่ยอยู่ลำพัง
“พี่สาวของเจ้าไปไหนเสียเล่า?”
ซ่งซือเสวี่ยที่กำลังปลอบซ่งอันห่าวอยู่ตอบกลับมาว่า “พี่ใหญ่กับพี่รองขึ้นเขาไปเก็บเห็ดแล้วเจ้าค่ะ”
ท่านปู่ซ่งมองดูเห็ดที่ตากอยู่บนกระด้งไม้ไผ่กลางลานบ้าน คิ้วขมวดมุ่นจนเป็นปม “เห็ดมากมายขนาดนี้ยังไม่พอกินอีกหรือ?”
ชาวบ้านทั่วไปหากพบเห็ดก็นำมาปรุงอาหารสดๆ ไม่เคยเห็นใครเก็บมาตากแห้งมากมายเช่นนี้
ซ่งซือเสวี่ยเอียงคอเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เห็ดเหล่านี้จะนำไปขายในเมืองเจ้าค่ะ พี่ใหญ่บอกว่าเก็บเห็ดได้เงินมากกว่ารดน้ำในนาเสียอีก เลยเลือกที่จะไม่รดน้ำแล้ว”
ท่านปู่ซ่งเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เห็ดแค่นี้จะขายได้สักกี่เงินกันเชียว?”
กระด้งไม้ไผ่สองใบ อย่างมากก็น่าจะหนักแค่สิบจิน
ซ่งซือเสวี่ยพาเขาเข้าไปในห้อง พร้อมกับชี้ไปที่กระสอบป่านสี่ใบที่วางอยู่ตรงมุมห้อง “ในนั้นเต็มไปด้วยเห็ดทั้งหมดเลยเจ้าค่ะ”
ท่านปู่ซ่งเดินเข้าไปแก้เชือกกระสอบป่านออกดู เมื่อเปิดออกมาก็พบเห็ดหลากหลายชนิดอัดแน่นอยู่ข้างใน รวมๆ แล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยจิน
พวกนางไปเก็บมาจากที่ไหนกันมากมายขนาดนี้?
เมื่อเห็นว่าซ่งจินเจาไม่อยู่บ้าน เขาจึงตัดสินใจว่าจะกลับมาใหม่อีกครั้งในช่วงค่ำ
ตอนบ่าย ซ่งจินเจากับน้องชายกลับมาพร้อมของเต็มไม้เต็มมือ ตอนขาลงจากเขายังโชคดีพบกระต่ายป่าขนสีเทาตัวหนึ่งติดอยู่ในกับดัก มันมีน้ำหนักถึงสี่จินทีเดียว
เมื่อท่านปู่ซ่งมาถึง นางก็กำลังลงมือปรุงอาหารอยู่ ในลานบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวนของกระต่ายผัดพริก จนเขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจว่า เด็กพวกนี้อยู่ดีกินดีกันจริงๆ
ได้กินเนื้อติดต่อกันหลายวัน ชีวิตแบบนี้แม้แต่ที่บ้านรองหรือบ้านใหญ่เองก็ยังไม่เคยมี
ซ่งจินเจาวางตะหลิวลง นางรู้จากซ่งซือเสวี่ยแล้วว่าท่านปู่มาหาเมื่อตอนเที่ยง และเดาได้ว่าเขาจะต้องกลับมาอีกครั้งในช่วงค่ำ
“เห็ดตามชายป่าไม่น่าจะมีเยอะขนาดนั้น เจ้าแอบเข้าไปเก็บในป่าลึกใช่หรือไม่?”
ซ่งจินเจาเม้มปาก นางรู้ว่าเขาเป็นห่วง
“ท่านปู่วางใจเถอะเจ้าค่ะ มีข้าอยู่ไม่มีอันตรายแน่นอน”
การเสี่ยงอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ท่านปู่ซ่งรู้ดีว่าเขาห้ามปรามนางไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นในใจก็ยังคงกังวล
“หากไม่รดน้ำ ผลผลิตในแต่ละหมู่จะหายไปเจ็ดถึงแปดจิน เจ็ดหมู่ก็รวมเป็นห้าสิบกว่าจิน ขายได้ตั้งครึ่งตำลึงเงินเชียวนะ แล้วเห็ดพวกนี้จะขายได้เท่าไรกัน?”
การทำนาแม้จะลำบากแต่มันก็คือความมั่นคง ไม่รดน้ำก็ได้ แต่จะยอมขาดทุนไม่ได้
ซ่งจินเจาตอบกลับอย่างใจเย็น “เห็ดสดขายได้จินละสิบถึงยี่สิบเหวิน หากตากแห้งราคาจะยิ่งสูงกว่านี้ ข้าตกลงกับเถ้าแก่ภัตตาคารไว้แล้วว่าเก็บมาได้เท่าไรเขาก็จะรับซื้อไว้ทั้งหมด”
ท่านปู่ซ่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สีหน้าของเขาพลันแข็งทื่อไปในทันที
จินละสิบถึงยี่สิบเหวินเชียวรึ? ราคาแพงถึงขนาดนี้เลยหรือนี่!