- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตแห่งครอบครัวชาวนา ทำไร่ไถนาสร้างความร่ำรวยเลี้ยงดูเด็กๆ
- บทที่ 12 ขายเสือดาวลาย, ท่านปู่ซ่งผู้ตื่นเต้น
บทที่ 12 ขายเสือดาวลาย, ท่านปู่ซ่งผู้ตื่นเต้น
บทที่ 12 ขายเสือดาวลาย, ท่านปู่ซ่งผู้ตื่นเต้น
บทที่ 12 ขายเสือดาวลาย, ท่านปู่ซ่งผู้ตื่นเต้น
เถ้าแก่หลี่ที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลจนขมับปวดตุบ เขาตะโกนใส่ประตูห้องด้วยความหงุดหงิด "ตะโกนหาอะไรกันแต่เช้าตรู่ ออกไป!"
ลูกจ้างหาได้ล่าถอยไม่ เขายกมือขึ้นป้องปากทำเป็นลำโพงแล้วตะโกนดังขึ้นกว่าเดิม
"เถ้าแก่! แม่นางซ่งแบกเสือดาวลายมาขาย กำลังรอท่านอยู่ชั้นล่างขอรับ!"
เถ้าแก่หลี่ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงทันควัน ราวกับก้นถูกไฟลน "อะไรนะ! เสือดาวรึ?"
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจากด้านใน เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ตื่นเต้นของลูกจ้าง หัวใจของเขาก็เต้นรัวด้วยความระทึก เขาผลักคนให้พ้นทางแล้วรีบวิ่งลงบันไดไปทันที
เมื่อเห็นร่างของเสือดาวที่วางอยู่หน้าประตูภัตตาคาร ใบหน้าของเถ้าแก่หลี่ก็แย้มยิ้มจนแก้มปริ รีบบอกให้ซ่งจินเจายกมันเข้าไปในสวนหลังร้าน
ยามเช้าตรู่เช่นนี้ พนักงานในครัวยังไม่ถึงเวลาเริ่มงาน สวนหลังร้านจึงเงียบสงบไร้ผู้คน
เถ้าแก่หลี่นั่งยองๆ ลงตรวจสอบรอยเลือดสีแดงสดตรงรอยตัด เป็นของใหม่ที่เพิ่งล่ามาจริงๆ
ซ่งจินเจาสังเกตเห็นท่าทางของเขา จึงเอ่ยขึ้น "ฆ่าเมื่อตอนกลางคืนเจ้าค่ะ ตายไปไม่ถึงสามชั่วยาม"
เถ้าแก่หลี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะสั่งให้ลูกจ้างไปนำคันชั่งมา
หลังจากนำคันชั่งมาแล้ว ลูกจ้างหนุ่มที่อยากอวดดีพยายามจะแบกเสือดาวด้วยมือเดียวเลียนแบบซ่งจินเจา
ยกครั้งแรก... นิ่งสนิท ไม่ขยับเขยื้อน
ออกแรงยกครั้งที่สอง... เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปนจนน่ากลัว
สูดหายใจเข้าลึกๆ ลากครั้งที่สาม... คราวนี้ถึงกับหงายหลังลงไปนอนหอบหายใจรวยรินบนพื้น
เถ้าแก่หลี่เบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย มุมปากกระตุกไม่หยุด รู้สึกขายหน้ายิ่งนัก
ไร้ความสามารถแล้วยังจะฝืน แค่เสือดาวตัวเดียวก็ยังยกไม่ขึ้น!
ซ่งจินเจาเดินเข้าไปยกร่างเสือดาวลายด้วยมือเดียวแล้ววางลงในกระด้งไม้ไผ่อย่างง่ายดาย ท่าทางนิ่งสงบกระทั่งเส้นผมสักเส้นก็ไม่มีรอยกระดิก
คันชั่งไม้โค้งงอจนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหักสะบั้น
"หนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดจิน"
เถ้าแก่หลี่หยิบลูกคิดขึ้นมา ปลายนิ้วเคลื่อนไหวบนลูกปัดอย่างรวดเร็วแม่นยำ
"เนื้อเสือดาวไม่ค่อยเป็นที่นิยม จินละสามสิบเหวิน รวมเป็นสี่ตำลึงเจ็ดร้อยสิบเหวิน แต่เมื่อรวมกับหนังและหัวเสือดาว ข้ายินดีจ่ายให้เจ้าสามสิบตำลึงเงิน"
มูลค่าที่สูงที่สุดของเสือดาวลายย่อมหนีไม่พ้นหนังของมัน
ซ่งจินเจาขยับดวงตาเล็กน้อย ก่อนจะชูสองนิ้วขึ้น "เพิ่มอีกห้าตำลึงเงินเถิดเจ้าค่ะ หนังผืนนี้สมบูรณ์ไร้รอยตำหนิถึงเพียงนี้ ย่อมมีผู้สูงศักดิ์ยอมจ่ายหนักเพื่อครอบครองมันแน่นอน"
เถ้าแก่หลี่เห็นแววตาที่แน่วแน่ของนาง ก็หันไปมองร่างเสือดาวขนาดมหึมาบนพื้นพลางกัดฟันตัดสินใจ "เพิ่มให้ได้อีกสามตำลึง รวมเป็นสามสิบสามตำลึงเงิน ตอนชั่งน้ำหนักข้ายังไม่ได้หักน้ำหนักหนังออกเลยนะ"
ซ่งจินเจาเม้มปากเล็กน้อย อย่างน้อยก็ได้เพิ่มมาอีกสามตำลึงเงิน
"ตกลงเจ้าค่ะ สามสิบสามตำลึงเงิน"
หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของเถ้าแก่หลี่คลายออก รอยยิ้มกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง เขาหันไปหยิบเงินมาจ่ายอย่างคล่องแคล่ว
ซ่งจินเจานำเงินใส่ในถุงเงินเก็บไว้อย่างมิดชิด "เห็ดที่เก็บมาในช่วงสองวันนี้ข้าตากแห้งไว้ที่บ้านทั้งหมด อีกสองสามวันจะนำมาส่งให้พร้อมกันเจ้าค่ะ"
เถ้าแก่หลี่ที่เพิ่งปิดดีลใหญ่ได้สำเร็จไม่คาดคิดว่าจะมีข่าวดีตามมาอีก รีบถามต่อ "ประมาณกี่จินหรือ?"
ซ่งจินเจาเงยหน้าขึ้นครุ่นคิด "ตอนนี้มีอยู่ร้อยกว่าจิน อีกสองสามวันน่าจะรวบรวมได้มากกว่านี้เจ้าค่ะ"
เถ้าแก่หลี่หน้าบานเป็นจานเชิง รู้สึกว่าตนเองเสี่ยงโชคครั้งนี้ได้คุ้มค่าเหลือเกิน ต้องรีบนำเรื่องนี้ไปรายงานเจ้านายเสียแล้ว
ลูกจ้างมองตามแผ่นหลังของซ่งจินเจาที่เดินจากไปอย่างรวดเร็วด้วยสายตาอิจฉาระคนเลื่อมใส วันเดียวหาเงินได้ถึงสามสิบสามตำลึงเงิน ต่อให้เขาทำงานในภัตตาคารทั้งปีก็ยังหาไม่ได้มากเท่านี้
เถ้าแก่หลี่หันไปสั่งการ "ไปที่บ้านอาจารย์ใหญ่ เรียกคนมาช่วยด่วน ต้องรีบถลกหนังเสือดาวเดี๋ยวนี้"
ลูกจ้างทำปากจู๋พึมพำ "เด็กสาวคนนี้แรงเยอะปานสัตว์ประหลาด ท่านพ่อของนางต้องเก่งกาจกว่านี้แน่ๆ"
ฝีเท้าของเถ้าแก่หลี่ชะงักไปชั่วครู่ เขานึกถึงสภาพเสื้อผ้าหน้าผมของซ่งจินเจาที่เคยเห็นผ่านตามาสองสามครั้ง เห็นได้ชัดว่าฐานะทางบ้านยากจนข้นแค้น
ครั้งก่อนๆ ให้นางนำไก่ป่ากระต่ายป่ามาส่งก็พอจะทำเนา แต่วันนี้เป็นถึงเสือดาวลายหนักร้อยกว่าจิน ทั้งยังโชกเลือดขนาดนี้ อย่างไรผู้ใหญ่ก็ควรจะมาด้วยกันสิ แปลกประหลาดจริงๆ
เมื่อนึกถึงท่าทางที่นางแบกของหนักอึ้งด้วยมือเดียวอย่างหน้าตาเฉย เถ้าแก่หลี่ก็พึมพำกับตัวเอง "หรือว่าของป่าพวกนี้... จะเป็นนางที่ล่ามาเองทั้งหมด?"
ลูกจ้างที่กำลังจะไปตามคนหันมามองอย่างกังขา "จะเป็นไปได้อย่างไรกันท่านเถ้าแก่ นางก็แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ"
เถ้าแก่หลี่เตะก้นลูกจ้างไปหนึ่งที "เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีก! ขนาดเจ้าเป็นผู้ชายยังสู้เด็กผู้หญิงคนเดียวไม่ได้เลย!"
เมื่อเดินออกจากภัตตาคาร ซ่งจินเจาก็มองดูผู้คนที่เริ่มหนาตาขึ้นบนท้องถนน ตลาดเช้าเริ่มคึกคักขึ้นแล้ว
เวลานี้ร้านค้าต่างๆ น่าจะเปิดให้บริการครบถ้วน
นางหันหลังเดินไปยังถนนสายกลางซึ่งเป็นย่านที่รุ่งเรืองที่สุดของเมืองซีหนิง ร้านค้าสองข้างทางบางร้านเปิดแล้ว บางร้านกำลังทยอยเปิด
โชคดีที่เมื่อนางหาร้านขายผ้าเจอ ก็เห็นลูกจ้างกำลังถอดแผ่นประตูยกเข้าไปด้านในพอดี
เมื่อคืนวานได้ยินจากปากของท่านย่าซ่งว่าซ่งจินเจาล้มเสือดาวลายได้ตัวหนึ่ง ครั้นตอนกินข้าวเช้าก็ได้ยินลูกสะใภ้คนโตบอกอีกว่าซ่งจินเจาเข้าเมืองซีหนิงไปแต่เช้าตรู่
ท่านปู่ซ่งจึงหมดแก่ใจจะไปตัดฟืนริมแม่น้ำ เขามายืนเฝ้าอยู่ทางเข้าหลังหมู่บ้าน เดินกลับไปกลับมาไม่หยุด ในใจมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะซักถาม
ไม่รู้ว่ารอนานเพียงใด จนกระทั่งมองเห็นเงาที่คุ้นเคยแบกของพะรุงพะรังปรากฏขึ้นที่หัวมุมถนน ท่านปู่ซ่งก็สปริงตัวลุกขึ้นจากตอไม้ทันที
เขาเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นซ่งจินเจา เมื่อระยะห่างลดน้อยลง รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นในดวงตาที่ฝ้ามัวตามกาลเวลา
เขาเดินเข้าไปรับด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง เห็นข้าวของมากมายก็ยื่นมือออกไปหวังจะช่วย "หนักหรือไม่? เอามาให้ข้าช่วยเถิด"
ซ่งจินเจาคาดไม่ถึงว่าท่านปู่ซ่งจะมารอรับนางถึงที่นี่
พับผ้าในมือนั้นเบาแสนเบา แต่เมื่อสบตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาทรของผู้อาวุโส นางก็ยากจะปฏิเสธน้ำใจ
ในใจรู้สึกว่าหากผลักไสความหวังดีนี้ไป คงจะทำให้อีกฝ่ายเสียใจไม่น้อย
ท่านปู่ซ่งรับห่อของที่หลานสาวคนโตยื่นให้มาถือไว้ แล้วชวนคุยไปตลอดทาง "ขายได้ราบรื่นดีหรือไม่? มีใครมารังแกหรือสร้างความลำบากให้เจ้าหรือเปล่า?"
ต่อให้มีความสามารถเก่งกาจเพียงใด แต่อายุก็ยังน้อยนัก เขาจึงกังวลว่าจะมีพ่อค้าหน้าเลือดเห็นว่าซ่งจินเจาเป็นเพียงเด็กสาวแล้วจงใจกดราคาข่มเหง
"ขายให้เถ้าแก่ภัตตาคารสือโหย่วจี้เจ้าค่ะ เขาให้ราคาที่ยุติธรรมมาก ไก่ป่าและกระต่ายป่าที่ข้าล่าได้ก่อนหน้านี้เขาก็เป็นคนรับซื้อทั้งหมด"
ท่านปู่ซ่งได้ยินดังนั้นก็ใจชื้น ภัตตาคารสือโหย่วจี้เป็นร้านใหญ่ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองซีหนิง คุณธรรมในการค้าขายเป็นที่เลื่องลือ คงไม่ลดตัวลงมาข่มเหงเด็กสาว
เขาอยากจะถามว่าขายได้เท่าไร แต่พอจะเอ่ยปากก็เกิดความลังเล
ทว่าเมื่อคิดว่าซ่งจินเจาอายุเพียงสิบสี่ปี อาจจะยังไม่รอบคอบในการบริหารจัดการเงินทอง จึงตัดสินใจถามออกไป
"ขายได้เงินเท่าไรหรือ? ที่บ้านยังขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่?"
"รวมหนังกับหัวเสือดาวแล้ว ขายได้ทั้งหมดสามสิบสามตำลึงเงินเจ้าค่ะ"
ซ่งจินเจาไม่มีความคิดที่จะปกปิด ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมยากจนยิ่งนัก เด็กๆ ก็ยังเล็ก โดยเฉพาะซ่งอันห่าวที่อายุยังไม่ครบเดือน การที่ท่านปู่ซ่งไม่วางใจจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
มิเช่นนั้นเขาคงไม่คะยั้นคะยอให้ท่านย่าซ่งมาเยี่ยมเยียนที่บ้านบ่อยๆ เช่นนี้
*ในเมื่อเขาไม่วางใจข้า สิ่งที่ข้าต้องทำก็คือพิสูจน์ให้เขาวางใจ*
ท่านปู่ซ่งลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงอยู่ในใจพลันสลายไป
เงินสามสิบกว่าตำลึงนี้ เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยู่ อย่างน้อยเด็กทั้งสี่คนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอดตายไปอีกสามปี
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกำชับด้วยความหวังดี "เก็บเงินไว้ให้ดี อะไรที่ควรใช้ก็อย่าประหยัดจนลำบาก แต่สิ่งใดที่ไม่จำเป็นก็ต้องรู้จักอดออมให้มากเข้าไว้"
หลังจากส่งนางกลับถึงบ้าน ท่านปู่ซ่งก็ไปยืนสงบนิ่งอยู่ข้างคอกแพะที่สร้างจากไม้ไผ่ มองดูอยู่พักใหญ่ด้วยสายตาที่มีความหมายก่อนจะเดินจากไป
ปัญหาปากท้องของหลานชายคนเล็กได้รับการแก้ไขแล้ว รอให้ลูกแพะภูเขาเติบโตในปีหน้าก็ยังสามารถนำไปขายเป็นเงินได้ ชีวิตของบ้านสามในที่สุดก็มองเห็นแสงแห่งความหวังเสียที
ซ่งฉี่หมิงและซ่งซือเสวี่ยมองดูผ้าพับใหม่ที่วางเต็มโต๊ะด้วยดวงตาเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน ที่บ้านไม่เคยซื้อผ้ามากมายขนาดนี้มาก่อน แถมสีสันยังงดงามจับตา เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต
ครั้งนี้ซ่งจินเจาตั้งใจเลือกผ้าที่มีสีสันสดใสขึ้นมาหน่อย
เสื้อผ้าเดิมของทุกคนในบ้านล้วนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือไม่ก็สีเทาดิน ซึ่งเน้นความทนทานต่อคราบสกปรก แม้แต่ผ้าสีขาวบริสุทธิ์สักชิ้นยังหาไม่ได้
นั่นเป็นเพราะมารดาของเจ้าของร่างเดิมต้องการประหยัดเงิน จึงเลือกใช้แต่ผ้าสีหม่นราคาถูกที่ไม่ต้องซักฟอกบ่อยๆ แต่บัดนี้ซ่งจินเจาต้องการเปลี่ยนโฉมหน้าความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม