- หน้าแรก
- ย้อนเวลาสร้างตัว
- บทที่ 2 ถนนตลาดม้า
บทที่ 2 ถนนตลาดม้า
บทที่ 2 ถนนตลาดม้า
บทที่ 2 ถนนตลาดม้า
หวังเสี่ยวจวนวิ่งตามมาอย่างหงุดหงิด และใช้ตะหลิวเคาะหัวหลี่ม่านจวินเบาๆ อย่างหยอกล้อ
"แกหมายถึงคนไหน? จะเป็นคนไหนไปได้ล่ะ? ก็ต้องหลานชายของผู้อำนวยการโรงงานหลี่สิ แกเคยเจอเขาด้วยซ้ำไป?"
หลี่ม่านจวินยังคงแปรงฟันต่อไป เธอถ่มฟองสีขาวเต็มปากออกมาดัง 'พรวด' แล้วบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด หันไปวางแปรงสีฟันและถ้วยกลับไว้บนขอบหน้าต่าง แล้วตอบสั้นๆ สองคำพลางเอียงคอ "ไม่เคย"
สีหน้าของหวังเสี่ยวจวนเปลี่ยนไปทันที หากหลี่ม่านจวินไม่เตือนเธอว่าอาหารในครัวกำลังจะไหม้ ตะหลิวอันนั้นคงฟาดลงมาจริงๆ แน่
"ฉันไม่ชอบคนนั้น" หลี่ม่านจวินพูดอย่างตรงไปตรงมา
หวังเสี่ยวจวนสะดุ้ง "แกยังไม่เคยเจอเขาเลย แล้วมาบอกว่าไม่ชอบได้ยังไง?"
จากนั้นดวงตาของเธอก็เป็นประกาย "อืมม เปลี่ยนเป็นอีกคนก็ได้ ป้าอู๋บอกว่าหนุ่มจากร้านขายข้าวสารที่ถนนตะวันออกก็ดีเหมือนกันนะ"
หลี่ม่านจวิน "..."
เมื่อเห็นลูกสาวเงียบ หวังเสี่ยวจวนก็คิดว่าลูกตกลง และเริ่มเล่าถึงรายชื่อผู้ชายหลายคนอย่างมีความสุข เธอรีบทำอาหารและยกมาเสิร์ฟให้ 'ทูนหัว' คนนี้ที่ห้องอาหาร
"มากินข้าวสิ!"
มีเพียงสองแม่ลูกที่ตกงานอยู่บ้าน ส่วนคนที่ไปทำงานและไปโรงเรียนก็ออกไปหมดแล้ว อาหารมื้อนี้มีแค่ซุปผักดองกับถั่วแระผัดหนึ่งจาน
หลี่ม่านจวินเหลือบมองตู้กับข้าว หวังเสี่ยวจวนก็รีบล็อคประตูตู้ทันทีอย่างระแวดระวัง
"ไม่ต้องมองเลย หมูสามชั้นชิ้นนั้นต้องเก็บไว้ทำหมูตุ๋นคืนนี้ น้องชายแกชอบหมูตุ๋นที่สุด โรงเรียนกำลังจะจัดงานกีฬาสี ต้องบำรุงเขาหน่อยจะได้ติดอันดับดีๆ ในการแข่งขัน"
เมื่อพูดถึงลูกชาย น้ำเสียงของหวังเสี่ยวจวนก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ม่านจวินคิดในใจว่า โชคดีที่เธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม มิฉะนั้น พอได้ยินคำพูดที่ลำเอียงอย่างเห็นได้ชัดของแม่ เธอคงไม่รู้ว่าจะเสียใจแค่ไหน
ในชาติก่อน เธอเป็นลูกคนเดียวและไม่เคยสัมผัสความรู้สึกที่พ่อแม่ลำเอียง ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอตั้งแต่วันแรกที่ทะลุมิติมา
แน่นอนว่าหลี่ม่านจวินอยากกินเนื้อ ในชาติก่อน เธอกินเนื้อทุกมื้อ ขาดเนื้อไม่ได้เลย
กินซุปผักดองกับถั่วแระเป็นบางครั้งก็โอเค ถือซะว่าเป็นอาหารลดน้ำหนักก็แล้วกัน
หลี่ม่านจวินแปลกใจที่พบว่าตัวเองก็มีวิญญาณแบบอาคิวอยู่บ้างเหมือนกัน (วิญญาณแบบอาคิว: การหลอกตัวเองเพื่อหาข้ออ้างให้รู้สึกสบายใจขึ้น)
กินข้าวเสร็จ หลี่ม่านจวินก็ลุกขึ้นเก็บจานชามและเช็ดโต๊ะ นำไปล้างที่อ่างซักล้างในลานบ้านอย่างสมัครใจ
วิธีนี้ทำให้เธอรอดพ้นจากการบ่นของแม่ไปได้ชั่วขณะ
เธอใช้เวลาช่วงเช้ากับหวังเสี่ยวจวนเพียงครึ่งวัน หูก็เริ่มชาเพราะฟังแม่พูดไม่หยุดหย่อนแล้ว
มีแต่เรื่องหาคู่ รีบแต่งงาน และเรื่องทำนองนี้ทั้งนั้น
ก่อนหน้านี้ เพราะอยากมีห้องเป็นของตัวเอง หลี่ลี่จวิน น้องสาวของเธอ ก็คอยเติมเชื้อไฟอยู่เป็นระยะๆ หวังให้พี่สาวรีบแต่งงานออกไป เธอจะได้ครองห้องนอนคนเดียวเสียที
ในฐานะเด็กสาววัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงต่อต้าน หลี่ม่านจวินก็พอเข้าใจความต้องการพื้นที่ส่วนตัวของน้องสาว
แต่ถ้าความต้องการนั้นต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานของพี่สาว ก็ต้องขอโทษด้วย เรื่องนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น!
บ้านของเจ้าของร่างเดิมไม่ได้เล็กเลย เป็นบ้านชั้นเดียวสามห้องที่มีลานบ้านเล็กๆ ห้องนอนด้านซ้ายเป็นของสองพี่น้อง ห้องที่ใหญ่ที่สุดตรงกลางถูกแบ่งเป็นสองส่วน ด้านหน้าเป็นห้องอาหารและห้องนั่งเล่น ส่วนด้านหลังเป็นห้องนอนของหวังเสี่ยวจวนและหลี่ต้าเหว่ย
ห้องที่ใหญ่ที่สุดทางขวามือเป็นของหลี่เจี้ยนจวินแต่เพียงผู้เดียว
ในลานบ้าน ฝั่งหนึ่งเป็นพื้นที่ซักล้าง ส่วนอีกฝั่งสร้างเพิงไว้สำหรับทำครัว
สภาพความเป็นอยู่แบบนี้นับว่าดีเป็นอันดับต้นๆ ในย่านโรงเรียนมัธยมประจำเมืองเลยทีเดียว
หลายคนยังต้องอยู่รวมกันเจ็ดแปดคน ครอบครัวสามรุ่นเบียดเสียดกันอยู่ในห้องเล็กๆ ขนาดสิบกว่าตารางเมตร
ในยุคนี้ ทุกคนต่างรอให้ที่ทำงานจัดสรรที่พักอาศัยให้ บ้านจัดสรรยังไม่เป็นที่นิยมไปอีกหลายปี ความต้องการเรื่องที่พักอาศัยของผู้คนจึงยังไม่สูงนัก ขอแค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอแล้ว
ถ้ามีห้องน้ำในตัวด้วย ก็เทียบได้กับห้องสวีทสุดหรูของประธานาธิบดีเลยล่ะ!
หลี่ม่านจวินล้างชามเสร็จแล้วคว่ำไว้บนเตา สะบัดน้ำออกจากมือ เธอดึงกระดาษชำระแบบหยาบสองม้วนจากห้องนั่งเล่น แล้วพูดกับหวังเสี่ยวจวนที่กำลังเตรียมซักผ้า
"แม่ ฉันออกไปข้างนอกนะ"
หวังเสี่ยวจวนถาม "จะไปไหน?"
หลี่ม่านจวินชูกระดาษชำระในมือขึ้นมา จุดหมายปลายทางก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ที่บ้านไม่มีห้องน้ำ ไม่ว่าจะหนักหรือเบาก็ต้องไปใช้ห้องน้ำสาธารณะข้างโรงเรียน
แน่นอนว่าการอ้างไปห้องน้ำก็แค่ข้ออ้างเพื่อออกไปเดินเล่นเท่านั้น
จนกระทั่งตอนนี้ หลี่ม่านจวินถึงเพิ่งตระหนักว่า ตอนที่เธอยังเด็ก บ้านของทุกคนไม่มีห้องน้ำเลยหรือ?
น่าเสียดายที่ความทรงจำวัยเด็กของเธอเลือนรางมาก พอเธอเริ่มจำความได้ ก็เป็นช่วงปลายทศวรรษ 1990 แล้ว ตอนนั้นชีวิตผู้คนเริ่มอยู่ดีกินดี และห้องน้ำส่วนตัวก็เป็นเรื่องปกติไปแล้ว
หวังเสี่ยวจวนสั่งกำชับ "เสร็จแล้วก็รีบกลับมาล่ะ วันนี้ตลาดนัดใหญ่ ฝากคนในหมู่บ้านเอารองเท้าผ้าใบปลดแอกคู่ใหม่สองคู่บนชั้นวางรองเท้ากลับไปให้ปู่กับย่าหลี่ด้วยนะ"
พูดจบ เธอก็อดบ่นไม่ได้ "คนเขามักจะบอกว่าลูกคนรองไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว แต่สุดท้าย ลูกคนรองไม่ใช่หรือที่กตัญญูที่สุด?"
หลี่ม่านจวินหยิปรองเท้าติดตัวไปเลยก่อนจะออกไป เธอขี้เกียจวิ่งกลับมาเอาอีก
"พรุ่งนี้ป้าอู๋จะมากินข้าวเที่ยงที่บ้านเรา ห้ามหนีไปไหนนะ ได้ยินไหม!" หวังเสี่ยวจวนตะโกนสุดเสียง
ป้าอู๋มาทำไม?
ก็มาดูตัวน่ะสิ
หลี่ม่านจวินรับคำส่งๆ ก้าวเท้ายาวๆ สามก้าวก็วิ่งออกไปแล้ว เธอกลั้นหายใจทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำสาธารณะ จากนั้นก็ถือรองเท้าผ้าใบปลดแอกสองคู่ที่ห่อด้วยกระดาษสีเหลืองมุ่งหน้าไปยังถนนตลาดม้า
ถนนตลาดม้าเคยเป็นสถานที่สำหรับซื้อขายม้าโดยเฉพาะ ต่อมาเมื่อไม่มีม้าแล้ว หมู วัว และแกะก็กลายเป็นของที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ชื่อถนนตลาดม้าก็ยังคงอยู่
หลี่ม่านจวินรู้สึกว่าเรียกมันว่าตลาดเกษตรกรน่าจะถูกต้องกว่า เพราะในวันตลาดนัด จะมีสินค้าเกษตรทุกชนิดมาขายที่นี่
วันนี้เป็นวันตลาดนัดใหญ่ ชาวบ้านจากหมู่บ้านโดยรอบในเมืองซือหนานจะมาเดินตลาด บางคนขายไก่และเป็ด บางคนขายใบยาสูบที่ปลูกเองหรือสมุนไพรอื่นๆ ทุกอย่างมารวมกันที่ถนนตลาดม้า ทำให้ที่นี่คึกคักมาก
การหาคนจากหมู่บ้านหงซิง บ้านเกิดของเธอ ไม่ใช่เรื่องยาก หลี่ม่านจวินพบเพื่อนบ้านข้างเคียงจากบ้านเกิดที่โซนขายไก่และเป็ดในตลาด และฝากพวกเขาให้ช่วยนำรองเท้าผ้าใบปลดแอกสองคู่ไปให้ปู่กับย่าหลี่ตอนที่พวกเขากลับหมู่บ้าน
หลี่ต้าเหว่ยมีพี่ชายหนึ่งคนและน้องสาวอีกสองคน หลี่ต้าเหว่ยเป็นลูกคนรองและเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ได้เข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ แต่เขากลับเป็นคนที่พ่อแม่ไม่โปรดปรานที่สุด
ตอนที่หลี่ต้าเหว่ยแต่งงานกับหวังเสี่ยวจวน เพราะเธอคลอดลูกสาวติดต่อกันสองคน หวังเสี่ยวจวนจึงถูกแม่สามีดุด่าสารพัด และสองสามีภรรยาก็ไม่เป็นที่ชื่นชอบนัก
จนกระทั่งต่อมาเธอได้คลอดลูกชาย หลี่เจี้ยนจวิน ทัศนคติของปู่กับย่าหลี่ที่มีต่อเธอถึงได้ดีขึ้นบ้าง
ดังนั้น เมื่อมองจากมุมนี้ หลี่ม่านจวินก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมหวังเสี่ยวจวนถึงลำเอียงรักหลี่เจี้ยนจวินมากกว่า
ไม่ใช่ว่าเธออยากจะรักลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่สภาพแวดล้อมต่างหากที่หล่อหลอมให้เธอเป็นแบบนี้
แต่ถึงแม้จะไม่เป็นที่โปรดปรานของผู้หลักผู้ใหญ่ แต่หลี่ต้าเหว่ยและหวังเสี่ยวจวนก็ไม่เคยละเลยความกตัญญู
คุณลุงเพื่อนบ้านจากหมู่บ้านเก่ารับรองเท้าผ้าใบปลดแอกสองคู่ไปพลางอุทานว่า "ม่านจวิน พ่อแม่เธอนี่รู้ความและกตัญญูจริงๆ!"
เป้าหมายในการส่งรองเท้าของหวังเสี่ยวจวนจึงบรรลุผลสำเร็จ ได้รับตำแหน่ง "ลูกกตัญญู" ไปครองอย่างสวยงาม
เธออยากจะพิสูจน์ให้ปู่กับย่าหลี่เห็นว่าพวกเขาคิดผิด เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาควรจะใส่ใจใครกันแน่
หลี่ม่านจวินไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ กับการกระทำของพ่อแม่ เธอขอบคุณเพื่อนบ้านจากหมู่บ้านเก่า หันหลังกลับ และเดินออกจากถนนตลาดม้าเพื่อไปเดินเล่นตามถนน
คนที่ผ่านชีวิตในทศวรรษ 1990 มาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นยุคที่หากคุณยืนอยู่แถวหน้าของกระแสนิยม แม้แต่หมูก็บินได้
หลี่ม่านจวินอยากจะรู้ว่า เธอจะสามารถเป็นหมูบินตัวนั้นได้หรือไม่