- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 696 วิญญาณร้ายในบ้าน (ฟรี)
บทที่ 696 วิญญาณร้ายในบ้าน (ฟรี)
บทที่ 696 วิญญาณร้ายในบ้าน (ฟรี)
แม้จะไม่ใช่คราแรกที่ได้เต้นรำร่วมกับแช็ด ทว่ายามที่กายสัมผัสกัน อิเลน่าก็ยังคงรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย
เนื่องจากเพื่อนร่วมงานจากโบสถ์เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงเทศกาลบูชาไฟด้วยเช่นกัน เธอจึงทำได้เพียงหามุมสงบเงียบรอบนอกกองไฟเพื่อเต้นรำกับเขา
หญิงสาวมีทักษะการเต้นที่ไม่ค่อยเอาไหน พอ ๆ กับชายหนุ่มที่ไม่ถนัดเรื่องเข้าจังหวะ กระนั้นพวกเขาก็เคยจับคู่เต้นด้วยกันมาหลายครา ดังนั้นในยามนี้ ภายใต้แสงจันทร์และเบื้องหน้าผืนป่าริมกองไฟ พวกเขากลับดูมีความสุขยิ่งกว่าผู้คนที่รายล้อมอยู่ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้าของกองไฟเสียอีก
“รูเวียฝากความคิดถึงมาให้คุณด้วยนะ”
แช็ดกระซิบแผ่วเบา พลางขยับตัวเต้นรำและบอกเล่าเรื่องราวที่ตนยืนยันได้แล้วว่า สิ่งที่ผนึกเส้นทางบนยอดเขาเอาไว้คือนกฟีนิกซ์ที่คลุ้มคลั่งไร้สติ
อันที่จริงทางโบสถ์เองก็สืบพบเรื่องนี้แล้วเช่นกัน กระทั่งก่อนที่อิเลน่าจะเดินทางมาถึงมิดฮิลล์เบิร์ก โบสถ์ได้ส่งทีมนักเวทวงแหวนบุกเบิกเข้าไปในช่องว่างระหว่างความเป็นและความตายถึงสามกลุ่ม และค้นพบตำแหน่งคร่าว ๆ ของเส้นทางบนยอดเขาในมิตินั้นเป็นที่เรียบร้อย
“ยอดเทือกเขาซีคาร์ในโลกวัตถุคือทะเลสาบบนยอดเขาที่งดงามตระการตา แต่ยอดเขาในช่องว่างระหว่างความเป็นและความตายกลับกลายเป็นรอยแยกอันน่าสะพรึงกลัว โบสถ์ยังไม่แน่ใจนักว่ารอยแยกมืดมิดในมิตินั้นทอดยาวไปสิ้นสุด ณ ที่แห่งใด ทว่ายิ่งลึกลงไป พลังแห่งความตายก็ยิ่งเข้มข้นรุนแรงขึ้น จึงมีเหตุผลมากพอให้เชื่อได้ว่านกฟีนิกซ์และเส้นทางสายนั้น คงซุกซ่อนอยู่เบื้องลึกสุดของก้นรอยแยกนั่นแหละ”
อิเลน่าบอกเล่าข้อมูลที่ตนถือครองอยู่ ก่อนจะเผลอเหยียบลงบนเท้าของแช็ดไปหนึ่งที
“ไม่เป็นไรครับ แล้วเรื่องผู้ถูกเลือกล่ะ ตอนนี้ผมยืนยันได้เพียงว่า ผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้ถูกเลือกแห่งความตายอยู่ในกลุ่มของบาทหลวงออกัส ซิสเตอร์เดฟลิน และเด็กชายแปลกหน้าจากสโมสรอีกา รูเวียได้ข้อมูลมาว่า คณะภคินีแห่งจิตวิญญาณเป็นสาขาย่อยของโบสถ์มัจจุราชบรรพกาล ดังนั้นตอนนี้ซิสเตอร์เดฟลินจึงน่าสงสัยที่สุด” เขาเอ่ยต่อ
อิเลน่าพยายามควบคุมจังหวะก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง ขยับกายไปตามเสียงดนตรีที่แว่วกังวานมาจากแดนไกล “ครั้งนี้ความคืบหน้าของโบสถ์รวดเร็วกว่าคุณกับรูเวียนะ ตอนที่ฉันมาถึงมิดฮิลล์เบิร์ก มีผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้ถูกเลือกแห่งความตายอย่างน้อยสี่คนอยู่ในเมืองนี้แล้ว”
“เยอะขนาดนั้นเลยหรือครับ”
ต่อให้บุคคลทั้งสามที่แช็ดเสนอชื่อไปจะถูกต้องทั้งหมด ก็ยังคงขาดบุคคลลึกลับที่ไม่ทราบตัวตนอยู่อีกหนึ่งคนอยู่ดี
“โบสถ์ยืนยันจำนวนคนได้แล้ว แต่ยังระบุตัวบุคคลไม่ได้ ฉันได้เห็นเศษเสี้ยวของโองการกระซิบในเมืองนี้ มันคือผ้าเช็ดหน้าของจักรพรรดินีแม่มด ในนั้นระบุลักษณะเด่นเอาไว้ว่า ผู้ถูกเลือกที่แท้จริงจะเป็นผู้กอบกู้เมืองนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในพรสวรรค์ของผู้ถูกเลือก นอกเหนือจากดวงตาที่ผิดปกติอย่างที่คุณค้นพบแล้ว พวกเขายังแทบจะสามารถฟื้นคืนชีพจากความตายได้ นี่คือพรสวรรค์ของผู้ท้าชิงลำดับที่หนึ่ง ส่วนผู้ท้าชิงลำดับถัดไป ทางเรายังไม่แน่ใจว่าจะมีพลังคล้ายคลึงกันหรือไม่”
“อย่างนั้นหรือครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นบาทหลวงออกัสก็เข้าข่ายมากเลยไม่ใช่หรือ โอ้ ตอนนี้ความน่าสงสัยของบาทหลวงออกัสกับซิสเตอร์เดฟลินแทบจะเท่ากันแล้วสิ”
สายลมหนาวพัดผ่านยอดไม้จนเกิดเสียงสวบสาบ เสียงนั้นคอยย้ำเตือนผู้คนว่าบัดนี้ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงอย่างแท้จริงแล้ว
“แต่ก็ยังตัดผู้ต้องสงสัยคนอื่นทิ้งไม่ได้หรอกนะ”
อิเลน่าโอบแช็ดพลางกระซิบเสียงเบา ก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นอีกว่า “ศาสตราจารย์จากสถาบันอักษรศาสตร์ซาราส วิทยาลัยแพทย์ชั้นสูงเซอร์เซกส์ และวิทยาลัยเซนต์ไบรอนส์ก็เดินทางมาถึงแล้ว พวกเขาก็ครอบครองเศษเสี้ยวของโองการกระซิบอยู่บางส่วน ถึงแม้ข้อมูลเกี่ยวกับความตายจะเทียบเคียงกับโบสถ์เทพจารีตทั้งห้าไม่ได้ แต่ก็อาจจะมีเบาะแสสำคัญซ่อนอยู่ รอให้ฉันได้สัมผัสกับโองการกระซิบส่วนนั้นก่อน แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะ”
“ตกลงครับ เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย อิเลน่า แล้วคุณจะพอมีเวลาเข้าป่าไปสัมผัสรูปปั้นเทพเจ้าใต้หอคอยร้างกับผมเมื่อไหร่ล่ะครับ อุตส่าห์เดินทางมาถึงมิดฮิลล์เบิร์กทั้งที ยังไงก็ต้องสร้างป้ายบอกทางในมิติที่ยังคงอยู่เอาไว้ให้ได้นะ”
มีเพียงนักเวทวงแหวนที่ครอบครองอักขระวิญญาณ ‘มิติ’ หรือผู้ถูกเลือกอย่างเป็นทางการเท่านั้น จึงจะสามารถใช้งาน ‘วงกตมิติ’ ได้ กระนั้นนอกเหนือจากแช็ดแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็จำต้องสัมผัสรูปปั้นเทพเจ้าตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อสลักสร้างป้ายบอกทางในมิติที่ยังคงอยู่ ไม่อาจใช้วิธีสังเวยผลึกศิลาขาวเฉกเช่นนักสืบหนุ่มได้
“ไว้รอให้มีเวลาก่อนเถอะ เพิ่งมาถึงที่นี่ ฉันยังยุ่งวุ่นวายอยู่น่ะ”
อิเลน่าลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแช็ด หญิงสาวมีส่วนสูงตามมาตรฐานของสตรีในยุคนี้ การแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยในยามนี้ ทำให้เธอสามารถมองเห็นดวงจันทร์ทั้งสามดวงเหนือศีรษะของชายหนุ่มได้อย่างพอดิบพอดี
“ครั้งนี้ พวกเรากับทางโบสถ์จะสามารถแก้ไขวิกฤตได้เหมือนกับคืนเทพจุติที่โทเบสก์ และเหตุการณ์ความมืดจุติไหมนะ” เธอรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง ถึงอย่างไรเธอก็เพิ่งจะอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น
“ไม่มีปัญหาหรอกครับ ต้องไม่มีปัญหาแน่” แช็ดจ้องมองหญิงสาวที่กำลังขยับกายเต้นรำอยู่เคียงคู่ตน ถึงแม้เขาเองจะไม่ได้มั่นใจนัก ทว่าก็ยังคงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
“ขอให้สุริยันและสมดุลจงสถิตอยู่กับคุณนะครับ อิเลน่า”
“ขอให้ดวงจันทร์จงสถิตอยู่กับคุณเช่นกัน แช็ด”
ค่ำคืนนี้ในมิดฮิลล์เบิร์กไม่มีเหตุการณ์แปลกประหลาดใดเกิดขึ้นอีก
แช็ดกับอิเลน่าเต้นรำด้วยกันสามเพลงจึงได้แยกย้าย และหลังจากร่วมเต้นรำกับบรรดาสุภาพสตรีเสร็จสิ้น ในที่สุดเขาก็มีเวลาไปเล่นไพ่โรดส์เสียที
ร้อยเอกราเดสให้การต้อนรับนักสืบหนุ่มเป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่มีการวางเดิมพันด้วยเงินตรา ทว่าแช็ดก็ได้ประลองฝีมือกับนักเล่นไพ่ประจำเมือง ทั้งยังได้เปิดหูเปิดตาเห็นไพ่พิเศษอันน่าสนใจมากมาย
จนกระทั่งดอกไม้ไฟเริ่มจุดสว่างไสวขึ้นสู่ฟากฟ้า เวลาล่วงเลยมาจนเกือบห้าทุ่ม แช็ดจึงได้ปลีกตัวออกจากงานเลี้ยงเทศกาลบูชาไฟเพื่อเดินทางกลับสู่เคหาสน์
เมื่อเทียบเคียงกับความคึกคักของมิดฮิลล์เบิร์กในค่ำคืนนี้ เมืองหลวงโทเบสก์กลับเงียบสงบกว่ามากนัก สำหรับชาวเมืองแห่งนี้ คืนนี้ก็เป็นเพียงค่ำคืนอันแสนธรรมดาคืนหนึ่งเท่านั้น
กว่าแช็ดจะเดินทางกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว รูเวียมีนัดหมายพบปะผู้คนในตลาดมืดเพื่อสืบข่าวคราวเรื่องเหรียญพิเศษ เธอจึงออกไปก่อนล่วงหน้า ดังนั้นสมาชิกที่คอยต้อนรับการกลับมาของเขาจึงมีเพียงเจ้าแมวน้อยมีอาเท่านั้น
เขานำฝักดาบที่คุณย่าคาซานดรามอบให้ไปจัดวางคู่กับ ‘ผู้พิทักษ์ราตรี’ แล้วแขวนประดับไว้บนผนังห้องนอนของตน หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสร็จสิ้นก็ล้มตัวลงนอนเตรียมพักผ่อน
ในวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันพุธ เขาวางแผนจะเดินทางไปยังคฤหาสน์บาป หากทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่แน่ว่าภายในสัปดาห์นี้ รูเวียอาจจะสามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของผู้ท้าชิงลำดับที่หนึ่งได้สำเร็จ
ค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงในโทเบสก์ช่างเงียบสงัด ภายในห้องนอนอันมืดสลัวบนชั้นสอง แช็ดและแมวน้อยต่างก็เข้าสู่ห้วงนิทรา ผ้าม่านถูกรูดปิดสนิท กระนั้นก็ยังคงหลงเหลือช่องว่างเล็ก ๆ ให้แสงจันทร์อันริบหรี่สาดส่องเข้ามาจากภายนอกบานหน้าต่าง แสงสีเงินยวงนั้นไม่ได้สว่างเจิดจ้า หากแต่ให้ความรู้สึกอุ่นใจและสงบเงียบเหลือเกิน
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบเชียบ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่เจ้าแมวส้มซึ่งนอนขดตัวอยู่ข้างหมอนพลันสะดุ้งเฮือก ก่อนจะเบิกตากลมโตสีอำพันขึ้นจ้องมองเพดานด้วยความฉงนสนเท่ห์
ในสภาพแวดล้อมที่มืดมิด ดวงตาของมันราวกับกำลังเปล่งประกายเรืองรอง ท่าทีของมันในยามนี้คล้ายกำลังเผชิญหน้ากับปริศนาลี้ลับที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ เฉกเช่นเดียวกับที่มันไม่เคยเข้าใจเลยว่าเหตุใดเจ้านายหนุ่มถึงต้องออกไปข้างนอกอยู่เสมอ
เจ้าแมวตัวน้อยลุกขึ้นยืนย่ำเท้าอยู่ข้างหมอน ทว่ายังไม่ทันที่มันจะขยับกายทำสิ่งใด ภายในห้องก็พลันบังเกิดแหล่งกำเนิดแสงขุมใหม่สว่างวาบขึ้นมา มันคือ ‘ผู้พิทักษ์ราตรี’ ที่แช็ดแขวนประดับเอาไว้บนผนัง ดาบเล่มนั้นกำลังสั่นสะเทือนแผ่วเบา พร้อมทั้งเปล่งประกายแสงสีเงินยวงออกมา
และในห้วงเวลานี้เอง แช็ดซึ่งกำลังแหงนหน้ามองดวงจันทร์อยู่ในห้วงนิทราฝัน ก็พลันได้ยินเสียงกระซิบแว่วขึ้นข้างหู ‘บางทีนายควรจะตื่นได้แล้วนะ’
“หืม”
แช็ดลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ดูเหมือนจะเป็นเพราะเมื่อครู่เขายังคงจ้องมองดวงจันทร์สีเงินดวงโตเหนือคันนาในทุ่งกว้างอันเวิ้งว้าง ในความสะลึมสะลือ เขาถึงกับคิดไปว่าตนสามารถมองทะลุพื้นกระดานชั้นบนและเพดานที่สูงขึ้นไป จนมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่แท้จริงได้ในชั่วพริบตา
ครั้นกะพริบตา ภาพลวงตานั้นก็พลันมลายหายไป เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง จ้องมองดาบเหนือโต๊ะข้างเตียงที่กำลังเปล่งแสงและส่งเสียงครางหึ่ง ๆ ด้วยความประหลาดใจ อีกทั้งยังเห็นมีอาทำหน้า ‘ดุร้าย’ ส่งเสียงขู่ฟ่อใส่บานประตูห้องนอน เจ้าแมวตัวนี้ถึงขั้นขนพองสยองเกล้าเลยทีเดียว
“เกิดอะไรขึ้น”
เนื่องจากทั้งบ้านมีเพียงเขาอยู่ลำพัง แช็ดจึงไม่มีนิสัยชอบปิดประตูห้องนอน หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวในขอบเขตมืด เขาก็ได้รับความสามารถในการมองเห็นฝ่าความมืดมิดมาอย่างเลือนราง
เมื่อทอดสายตามองออกไปยังห้องนั่งเล่นเบื้องนอก เขาก็มองเห็นม่านหมอกสีขาวบางเบาที่กำลังค่อย ๆ แผ่ซ่าน ขอบเขตของกลุ่มหมอกที่ม้วนตัวเข้ามานั้นลุกลามมาถึงหน้าประตูห้องนอนแล้ว
“นี่มันเรื่องอะไรกันอีกเนี่ย”
เขาลูบแผ่นหลังของมีอาเบา ๆ เพื่อให้มันสงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะลุกจากเตียงโดยพยายามไม่ให้เกิดเสียงดัง และเอื้อมคว้าดาบยาวเล่มนั้นมาถือกระชับไว้
เพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว เขาจึงไม่ได้สวมใส่รองเท้าแตะ หากแต่เลือกเดินเท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นกระดาน เมื่อสังเกตเห็นว่ามีอาก็ตั้งท่าจะตามติดมาด้วย เขาจึงชี้นิ้วไปที่เตียงนอน เป็นการส่งสัญญาณให้แมวน้อยอยู่นิ่ง ๆ
เจ้าแมวแสนรู้ตัวนี้เข้าใจความหมายของชายหนุ่ม มันจึงยอมหมอบลงบนเตียงแต่โดยดี พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาน่าเวทนา
แช็ดกระชับดาบยาวไว้ในมือขวา ตัวดาบยังคงเปล่งแสงสีเงินอันริบหรี่ ทว่าแสงสีเหลืองนวลจากอักขระบนใบดาบกลับสว่างสะดุดตายิ่งกว่า
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ม่านหมอกสีขาวหยุดชะงักอยู่เพียงหน้าประตูห้องนอนโดยไม่ได้ล่วงล้ำเข้ามา ทว่ากลุ่มหมอกเบื้องนอกประตูกลับทวีความหนาทึบขึ้นทุกขณะจิต กระทั่งมืดฟ้ามัวดินยิ่งกว่าหมอกควันพิษในช่วงฤดูร้อนอันเลวร้ายที่สุดของโทเบสก์เสียอีก
ท่ามกลางเสียงระฆังกังวานและเสียงหวูดรถจักรไอน้ำ วงแหวนชีวันเบื้องหลังแช็ดก็ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ตรงหน้าประตู สูบเอาม่านหมอกสีขาวด้านนอกเข้าไปในปอด
“นี่มันอะไรกัน”
‘หมอก’
เขาพยักหน้ารับ ถือดาบยาวก้าวผ่านประตูห้องนอนออกสู่ห้องนั่งเล่น ดาบในมือหยุดสั่นสะเทือนลงแล้ว ทว่าอักขระสีเหลืองสว่างบนใบดาบกลับทวีความเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ
แช็ดหรี่ตาลงมองห้องนั่งเล่นที่ดูคุ้นเคยทว่ากลับให้ความรู้สึกแปลกตาไปจากเดิม ก่อนจะได้ยินเสียงย่ำเท้าเปียกแฉะดังลอยมาจากประตูฝั่งที่เชื่อมระหว่างห้องนั่งเล่นกับบันได เสียงนี้คล้ายคลึงกับเสียงของเผ่าเงือกที่เขาเคยเผชิญหน้าในเมืองท่าโคลด์วอเตอร์ยิ่งนัก แต่เมื่อตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดีก็พบว่ายังคงมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
เขากระชับดาบยาวเตรียมพร้อมประจันหน้ากับประตูห้องนั่งเล่น ท่ามกลางม่านหมอกสีขาวที่เริ่มปรากฏลูกไฟสีเขียวล่องลอยไปมา สายลมอันหนาวเหน็บและชื้นแฉะราวกับจะแช่แข็งกระดูกดำพัดโชยเลียดยะเยือกมาตามพื้น แสงสีเขียวหม่นทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ จนอาบย้อมม่านหมอกเบื้องหน้าให้กลายเป็นสีเขียวชวนขนลุก
ในขณะเดียวกัน เสียงฝ่ามือตบกระทบกำแพงดัง แปะ แปะ แปะ ก็พลันสะท้อนขึ้นเหนือศีรษะ แช็ดแหงนหน้าขึ้นมอง ก็ประจักษ์เห็นรอยเท้าสีแดงฉานเป็นทางยาวกำลังก่อตัวขึ้นบนเพดาน
“นี่ควรจะเป็นแค่ปรากฏการณ์ตอนที่วิญญาณร้ายเผยตัว เพราะพลังวิญญาณส่งผลกระทบต่อมิติหรอกนะ ถ้าขืนกล้ามาทำเพดานฉันเลอะเทอะจริง ๆ ล่ะก็...”
“เมี้ยว!”
‘มีบางอย่างอยู่ข้างหลัง’
ในจังหวะที่เสียงร้องเตือนของมีอาและเสียงของ ‘เธอ’ พลันดังก้องขึ้นจากเบื้องหลัง แช็ดก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกบาดกระดูกที่พัดรดต้นคอของตน
ทว่าก่อนที่ร่างกายจะทันได้ตอบสนอง ดาบยาวในมือกลับชักนำท่อนแขนขวาให้ตวัดกลับไปแทงสวนโดยอัตโนมัติ แสงสีเงินบนใบดาบหดหายไปจนหมดสิ้น
ทว่าอักขระสีเหลืองนวลกลับสว่างเจิดจ้าขึ้นอย่างผิดปกติในเสี้ยววินาทีนั้น จนทิ้งเส้นสายแห่งแสงสว่างวาบเอาไว้กลางอากาศ
วิญญาณร้ายซึ่งมีโลหิตไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด และดูเหมือนจะอาศัยพลังมิติเคลื่อนย้ายมาอยู่เบื้องหลังแช็ด กลับถูกดาบเล่มงามแทงทะลุศีรษะไปเสียอย่างนั้น นักสืบหนุ่มไม่จำเป็นต้องออกแรงจู่โจมซ้ำเลยแม้แต่น้อย ร่างของวิญญาณร้ายตนนั้นก็พลันแตกสลายไปในทันที