- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 697 บ้านแสนสยอง (ฟรี)
บทที่ 697 บ้านแสนสยอง (ฟรี)
บทที่ 697 บ้านแสนสยอง (ฟรี)
“สมกับที่เป็นเศษซากระดับเทวทูตจริง ๆ”
แช็ดดีดนิ้วลงบนใบดาบเบา ๆ ก่อนจะกวักมือเรียกแมวน้อยที่ยืนทำหน้าตาน่าสงสารอยู่บนเตียง
เจ้าตัวเล็กวิ่งเข้าหาทันที กระโดดลงบนฝ่ามือที่เขาย่อตัวลงไปรับ แล้วไต่ขึ้นไปเกาะบนไหล่ชายหนุ่มอย่างคล่องแคล่ว
สภาพบ้านทั้งหลังในยามนี้ดูไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย แช็ดไม่อาจปล่อยให้แมวตัวนี้อยู่ในห้องนอนเพียงลำพัง การแตกสลายของวิญญาณร้ายชายวัยกลางคนร่างท้วมที่มีเลือดไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดหาได้ทำให้ม่านหมอกสีขาวและสายลมหนาวเหน็บจางหายไป รอยเท้าบนเพดานกลับปรากฏถี่กระชั้นขึ้นเรื่อย ๆ แสงสีเขียวหม่นเบื้องหน้าคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
มือซ้ายของเขากุมหัวมีอาตัวน้อยเอาไว้ ส่วนมือขวากระชับดาบแน่น นิ้วชี้แตะลงบนใบดาบอันเย็นเยียบ
“พระจันทร์สีเงิน!”
ชั่วพริบตานั้น แสงจันทร์สาดส่องออกจากใบดาบ แสงสีเงินอันเยือกเย็นขับไล่ม่านหมอกสีขาวรอบกายให้ถอยร่น ในจังหวะเดียวกับที่วิญญาณร้ายหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวซึ่งล่องหนอยู่บนเพดานในสภาพคล้ายคนผูกคอตายปรากฏตัวขึ้น คมดาบแสงสีเงินก็ตวัดฟันร่างของมันขาดเป็นสองท่อนในทันที
กระนั้นหลังกำจัดวิญญาณร้ายตนที่สองไปแล้ว ม่านหมอกกลับยังคงไม่จางหาย หมอกบริเวณหน้าประตูที่ถูกย้อมจนกลายเป็นสีเขียวหม่นถูกแสงจันทร์สีเงินผลักดันให้ถอยร่น ทันทีที่หมอกหนาจางลง ลิ้นสีดำเปียกชุ่มเส้นหนึ่งพลันพุ่งทะลุหมอกตรงดิ่งมาหาแช็ด
เคร้ง!
ดาบยาวผู้พิทักษ์ราตรีชักนำมือของแช็ดให้ยกขึ้นตั้งรับ ลิ้นสีดำปะทะเข้ากับใบดาบจนเกิดเสียงดังกังวานราวกับโลหะกระทบกัน ลิ้นเส้นนั้นเกิดควันสีดำลอยกรุ่นและพยายามจะหดกลับ แต่แช็ดกลับก้าวพรวดไปข้างหน้า พุ่งตามไปเร็วกว่าลิ้นที่กำลังหดหนี
มือซ้ายคว้าลิ้นเส้นนั้นไว้แน่นแล้วออกแรงกระชาก ลากเอาวิญญาณร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในโถงบันไดซึ่งแทบจะกลายสภาพเป็นวัตถุธาตุออกมา
วิญญาณดวงนี้ดูเหมือนจะมาจากยุคสมัยอันห่างไกลออกไปมาก มันหมอบคลานอยู่บนพื้น ข้อต่อแขนขาบิดเบี้ยวผิดรูป ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยตุ่มหนองน่าสะอิดสะเอียน บนตุ่มหนองแต่ละเม็ดผุดพรายด้วยใบหน้าที่แตกต่างกัน
รูปลักษณ์โดยรวมของมันยากจะบรรยายเป็นคำพูด ของเหลวหนืดสีดำที่หยดแหมะลงบนพรมเช็ดเท้าจากร่างวิญญาณนั้นไม่อาจแยกแยะว่าเป็นของจริงหรือภาพลวงตา รูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวนั้นมากพอจะทำให้ผู้ใหญ่ที่อ้างตนว่ามีจิตใจเข้มแข็งต้องสติแตก มันไม่ใช่สิ่งที่ควรปรากฏอยู่ในโลกแห่งแสงตะวันของคนเป็นเลยแม้แต่น้อย
“เข้ามานี่!”
เขาใช้มือซ้ายกระชากลิ้นเส้นนั้น โซ่ตรวนแห่งมหาบาปพุ่งออกจากแขนเสื้อเลื้อยพันไปตามความยาวของลิ้น หมายจะมัดร่างของเจ้าตัวประหลาดน่าสะพรึงกลัวนี้เอาไว้
แต่แล้วตุ่มหนองบริเวณเหนือสะดือของวิญญาณร้ายกลับระเบิดออกในเสี้ยววินาทีนั้น วิญญาณร้ายในรูปลักษณ์ของหญิงวัยกลางคนถือกรรไกรพุ่งพรวดออกมา ตัดลิ้นเส้นนั้นขาดสะบั้นในฉับเดียว
วิญญาณร้ายสีดำที่หมอบคลานอยู่รีบพุ่งตัวหนีลงไปตามบันได นำพาม่านหมอกสีขาวและแสงสีเขียวหม่นเคลื่อนตัวตามไป ส่วนวิญญาณร้ายหญิงวัยกลางคนถือกรรไกรใบหน้าอาบชุ่มด้วยเลือดกลับพุ่งเข้าใส่แช็ด
ทว่าชายหนุ่มที่กำลังอารมณ์เสียอย่างหนักตวัดโซ่สีดำทะลวงร่างวิญญาณจนทะลุ พลังแห่งมหาบาปกัดกินร่างวิญญาณจนไม่อาจทนรับพลังอันลึกล้ำนี้ได้ แตกสลายไปในทันที
“ที่แท้ต้นตอของวิญญาณร้ายเมื่อครู่ก็คือเจ้าตัวตุ่มหนองนั่นเอง มันมาจากไหนกันแน่เนี่ย”
แช็ดสวมรองเท้าที่หน้าประตูเสร็จสรรพ ก็พามีอาวิ่งไล่ตามลงไปที่ชั้นหนึ่ง
พิจารณาจากม่านหมอกและแสงสว่าง อีกฝ่ายไม่ได้เข้าไปในชั้นหนึ่ง หากแต่พุ่งตรงผ่านโถงทางเข้า อาศัยคุณสมบัติของวิญญาณทะลุประตูบ้านออกไปยังจัตุรัสนักบุญเดอเรน
แช็ดผลักประตูออก พุ่งพรวดเข้าสู่ค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงอันหนาวเหน็บ แสงจากโคมไฟแก๊สสีดำรูปทรงคลาสสิกทอแสงสีเหลืองนวลอยู่รอบจัตุรัส บ้านเรือนละแวกนี้ดับไฟกันหมดแล้ว แว่วเสียงเอะอะโวยวายมาจากที่ไกล ๆ ไม่รู้ว่าในคืนฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ มีคนเมาคนไหนไปมีเรื่องกับตำรวจลาดตระเวนเข้าอีก
เขาแหงนหน้ามองดวงจันทร์เหนือจัตุรัสนักบุญเดอเรน หลังก้าวฉับ ๆ ลงบันไดสามขั้นใต้กันสาด ก็ตวัดดาบฟันกลับหลัง ขับไล่วิญญาณร้ายที่ซ่อนตัวอยู่บนกันสาดให้ถอยร่นไป และในครั้งนี้มิใช่ดาบที่ชักนำมือของแช็ดให้เคลื่อนไหว หากแต่เป็นแช็ดที่เรียนรู้ท่วงท่านี้ได้เอง ดาบเล่มนี้กำลังถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธเย็นให้ชายหนุ่มทีละน้อย
แช็ดจ้องมองกันสาดบ้านตัวเอง ถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อก้าวเข้าสู่จัตุรัสอย่างเต็มตัว เขามองดูเจ้าตัวน่าสะพรึงกลัวบนกันสาดที่กำลังปีนป่ายขึ้นไปตามกำแพง ก่อนมันจะพุ่งตัวจากที่สูงลงมาหาเขาอย่างดุดัน
“หึ!”
แช็ดขว้างดาบยาวในมือออกไป วิญญาณร้ายเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศใต้แสงจันทร์ ถึงกระนั้นก็ยังถูกดาบเล่มที่สองซึ่งเรียกมาด้วยคมดาบแห่งกาลเวลาอันสับสนแทงเข้าอย่างจัง ร่างวิญญาณปริร้าวขึ้นทันทีจนไม่อาจควบคุมทิศทางได้อีก จากนั้นดาบใหญ่ที่ส่องประกายแสงจันทร์สีเงินพลันฟาดฟันลงมา
“ดาบแสงจันทร์!”
แช็ดอาศัยก้าวกระโดดของราเกรย์ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ตวัดดาบตัดหัววิญญาณร้ายตนนั้นอย่างหมดจด ทันทีที่สองเท้าแตะพื้น มือซ้ายซึ่งสวมแหวนผลึกจิตใจก็ชกเข้าใส่เศษเสี้ยววิญญาณที่ร่วงหล่นอยู่ข้างกายอย่างรุนแรง
“ระเบิดจิตใจ!”
เสียงอู้อี้ดังขึ้นในอากาศ ทว่าไม่ดังพอจะดึงดูดความสนใจของเพื่อนบ้าน ทันทีที่วิญญาณร้ายสีดำตนนั้นแตกสลายไปอย่างสมบูรณ์ วิญญาณร้ายตนอื่น ๆ ที่ถูกจองจำอยู่ในตุ่มหนองบนร่างของมันก็ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน
แช็ดสลายดาบใหญ่ในมือ เหยียดแขนตรง ประกบมือทั้งสองข้างเข้าหากันดัง แปะ ตรงหน้า
ครั้นแยกมือออกจากกัน คลื่นแสงสว่างวาบขนานกับพื้นดินก็พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง กวาดล้างวิญญาณทั้งหมดที่เพิ่งถูกปลดปล่อยออกมาจนสิ้นซาก
ดูเหมือนว่าพลังของวิญญาณร้ายตุ่มหนองเหล่านี้จะไม่ได้แข็งแกร่งอันใดนัก เพียงแต่พวกมันถูกควบคุมอยู่จึงมีพลังพิเศษขึ้นมา
“ชี้นำมรณะ!”
ก่อนวิญญาณร้ายสีดำจะสลายหายไปอย่างสมบูรณ์ แช็ดใช้เวทมนตร์สัมผัสเศษเสี้ยววิญญาณของมัน ทันใดนั้นความทรงจำอันเลือนรางและแตกซ่านก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว เนื่องจากวิญญาณแตกสลายอย่างหนัก ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จึงมีน้อยมากเหลือแสน มีเพียงภาพคุ้นตาของบ้านเลขที่หก จัตุรัสนักบุญเดอเรนไม่กี่ภาพเท่านั้น แต่นั่นก็ทำให้เขาได้ข้อสรุปอันน่าสะพรึงกลัว
ภาพเหล่านั้นมิใช่สภาพบ้านในปัจจุบัน หากแต่เป็นบ้านเลขที่หก จัตุรัสนักบุญเดอเรนในยุคสมัยอันห่างไกลออกไป
“เจ้าตัวสีดำนั่น เดิมทีก็เป็นเจ้าของบ้านเลขที่หก จัตุรัสนักบุญเดอเรนงั้นหรือ นี่ไม่ใช่วิญญาณร้ายจากภายนอก แต่เป็นวิญญาณที่อยู่ในบ้านมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่...มันไปซ่อนอยู่ตรงไหนกันล่ะ ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งสามเดือน ทำไมถึงไม่เคยสังเกตเห็นเลย”
เขาลูบหัวแมวบนไหล่ หันไปมองบ้านที่ม่านหมอกเริ่มจางหายไปจากกำแพง ภายใต้แสงจันทร์ บ้านเลขที่หก จัตุรัสนักบุญเดอเรนตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบสงบ เงามืดริมกำแพงกลมกลืนไปกับแสงจากโคมไฟแก๊ส ภายในประตูที่เปิดอ้าไว้คือโถงทางเดินอันมืดมิดและลึกล้ำ บ้านที่คุ้นเคยดูเหมือนจะน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาเสียแล้ว
เขาก้มลงเก็บดาบยาวผู้พิทักษ์ราตรี แสงบนใบดาบดับลงแล้ว บ่งบอกว่าที่นี่ปลอดภัยแล้ว
“แต่ปลอดภัยจริง ๆ หรือ”
เขาก้าวขึ้นบันไดอย่างระแวดระวัง ทาบมือลงบนกำแพงระหว่างประตูบ้านกับกล่องใส่นม
[ปกติทุกอย่าง]
“แล้ววิญญาณร้ายนั่นมาจากไหนกันแน่ แล้วก็...ตอนที่โดโรธีทำพิธีเลื่อนระดับ วิญญาณกระจกที่โผล่มานั่น คงไม่ได้อยู่ในบ้านมาตั้งแต่แรกเหมือนกันหรอกนะ...”
แช็ดนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้จึงยืนลังเลอยู่หน้าบ้านไม่ยอมเข้าไป แสงจากโคมไฟแก๊สรอบจัตุรัสสาดส่องเสี้ยวหน้าของเขา ขับเน้นให้ขนของแมวที่กำลังคึกคักอยู่บนไหล่เปล่งประกายสีส้มสว่าง
เขาขมวดคิ้วมุ่น เดินเข้าไปในโถงทางเข้าอันมืดมิดอย่างระแวดระวัง ชายหนุ่มไม่ได้ขึ้นไปชั้นบน หากแต่ลงไปตรวจสอบห้องใต้ดินก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้แน่ใจว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากประตู ‘มิติ’ และ ‘ความมืด’ ทั้งสองบานในห้องใต้ดิน
ครั้นกลับขึ้นมาบนชั้นสอง ประตูเดินทางของนักเดินทางที่ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องหมายเลขสองก็ดูปกติสุขดีภายใต้แสงจันทร์ ทว่าแช็ดกลับไม่ได้กลับไปนอนในห้องนอนหมายเลขหนึ่ง
“ตอนนี้ตีสองแล้ว...คืนนี้ ฉันไปหาที่นอนที่อื่นก่อนดีกว่า”
ครั้นจะไปรบกวนรูเวียก็เกรงใจ ส่วนมาดามเจ้าของอพาร์ตเมนต์ของโดโรธีก็คงไม่อนุญาตให้ผู้ชายอย่างแช็ดค้างคืนเป็นแน่ และหากไปเคาะประตูบ้านคุณหมอชไนเดอร์ในเวลาวิกาลเช่นนี้ คุณหมอคงได้ตกใจกลัวอีกรอบอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นหลังเก็บเสื้อผ้าเล็กน้อย แช็ดก็พามีอานั่งรถม้าไปยังโรงแรมแมวสามตัวในย่านเมืองชั้นล่างเพื่อค้างคืน หนึ่งในรางวัลที่เขาได้รับจากการคว้าแชมป์ผู้เล่นแห่งเมืองใหญ่คือส่วนลดของโรงแรมแมวสามตัว
มาดามซัมเมอร์เจ้าของโรงแรมย่อมยอมรับรางวัลนี้อยู่แล้ว ยามต้อนรับนักสืบหนุ่มที่มาเยือนในเวลาวิกาล เธอมองวัตถุทรงยาวที่พันด้วยเศษผ้าในมือของเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเอ่ยปากแซวติดตลกว่าเขาอยากจะลองสัมผัสบริการพิเศษยามดึกของโรงแรมดูหรือไม่
แช็ดที่กำลังเหนื่อยล้าหันไปมองหญิงสาวในชุดเสื้อผ้าซอมซ่อที่นั่งบ้างยืนบ้างอยู่ริมกำแพง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ บ่งบอกว่าเขาเพียงต้องการหาสถานที่ให้ตัวเองกับแมวได้นอนหลับพักผ่อนเท่านั้น
“ไม่ว่าตัวอะไรก็ตามที่มารังควานบ้านของฉัน ฉันจะต้องให้มันชดใช้อย่างสาสม!”