- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 695 คำเชิญของมิสอะฟรอร่า (ฟรี)
บทที่ 695 คำเชิญของมิสอะฟรอร่า (ฟรี)
บทที่ 695 คำเชิญของมิสอะฟรอร่า (ฟรี)
ขณะโอบเอวแม่มดสาวภายใต้แสงจันทร์เคียงข้างกองไฟ แช็ดกลับนึกหาคำพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“มิสอะฟรอร่า ขอบคุณที่ชื่นชมผมนะครับ”
“เพียงขอบคุณเท่านั้นหรือ” เธอหัวเราะแผ่วเบาพลางก้าวถอยหลังไปตามจังหวะเพลง แช็ดระมัดระวังอย่างยิ่งยวดที่จะไม่เหยียบลงบนรองเท้าส้นสูงหนังแก้วสีดำขลับคู่สวยของเธอ เขาก้าวตามไปติด ๆ ก่อนจะถอยหลังในอีกสามจังหวะถัดมา
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคารินาสัญญาอะไรกับคุณไว้บ้าง แต่ถ้าคุณ...”
“ได้โปรดอย่าพูดต่อเลยครับ มิสอะฟรอร่า” แช็ดรีบเอ่ยขัดขึ้นทันที “ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับมิสคารินา ไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์หรอกนะครับ”
“ฉันย่อมรู้อยู่แล้วล่ะว่าสตรีผู้หยิ่งยโสคนนั้น สักวันก็ต้องหวั่นไหวเข้าจนได้”
ดวงตาคู่สวยภายใต้หน้ากากจ้องมองแช็ด แม่มดสาวในรองเท้าส้นสูงดูจะสูงกว่าแช็ดอยู่เล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ ค่ำคืนนี้อากาศดีเยี่ยม ท้องฟ้าเบื้องบนวิทยาลัยเครื่องกลมิดฮิลล์เบิร์กซึ่งตั้งอยู่ใกล้เทือกเขาซีคาร์เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราว แสงสว่างจากกองไฟและหมู่ดาวช่วยแต่งแต้มสีสันให้แก่ผู้มาร่วมงานเทศกาล ในขณะที่ดวงจันทร์ทั้งสามดวงกำลังเฝ้ามองลงมายังสถานที่แห่งนี้ เฝ้ามองแม่มดและชายต่างถิ่นข้างกองไฟ
“สิ่งที่เธอมี ฉันก็มีเช่นกัน ทั้งอำนาจ ความมั่งคั่ง หรือแม้กระทั่งคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้ม หากคุณยินดี...”
สองสายตาสอดประสาน แม่มดสาวผมลอนสีน้ำตาลคลี่ยิ้มบางเบา ก่อนจะนำพาแช็ดหมุนตัวไปรอบ ๆ
“แต่ฉันรู้ดีว่าคุณไม่มีทางทิ้งคารินาไปหรอก จริงไหม”
“ผมกับมิสคารินามีเรื่องราวร่วมกันมากมายน่ะครับ”
“รวมถึงสาวใช้เรือนร่างเย้ายวนที่ชื่อทิฟฟา เซอร์เว็ตคนนั้นด้วยหรือเปล่าล่ะ” เธอเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ เมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของแช็ด เธอก็ล่วงรู้คำตอบในทันที
“เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า ฉันถึงบอกว่าคารินามักจะได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอ สาวใช้คนนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ...ช่างเถอะ หากคุณตอบตกลง ฉันเองก็คงจะรู้สึกผิดหวังในตัวคุณอยู่นิดหน่อยเหมือนกัน ความรู้สึกนี่มันช่างย้อนแย้งดีแท้”
เธอหัวเราะพลางก้าวเท้าไปตามจังหวะอย่างร่าเริง เสียงบรรเลงเดี่ยวไวโอลินเริ่มแว่วกังวานขึ้นแล้ว
“หากมีเวลามาเยือนคาร์เซนลิก ฉันจะแนะนำลูกศิษย์ ซึ่งก็คือหลานสาวของฉันให้คุณรู้จักนะ ฉันเคยหารือเรื่องนี้กับคุณย่าคาซานดราแล้ว การมีบุรุษมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ชิดพวกเรา ย่อมไม่อาจปิดบังพวกลูกศิษย์สาว ๆ ได้หรอก สู้บอกกล่าวแก่พวกเธอไปตรง ๆ ย่อมดีกว่าปล่อยให้พวกเธอคาดเดากันไปเอง”
“ตกลงครับ หากมีโอกาสไปคาร์เซนลิก ผมจะไปเยี่ยมเยือนคุณอย่างแน่นอน” แช็ดพยักหน้ารับแผ่วเบา
แม่มดสาวกลับมามีท่าทีผ่อนคลายตามปกติ เธอกำลังดื่มด่ำไปกับงานเต้นรำรอบกองไฟ
“ว่าแต่ ช่วงนี้คุณค้นพบอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับแม่มดบ้างไหม”
“ยังไม่มีเลยครับ”
“เคยลองเรียนรู้อาคมของแม่มดคนอื่นบ้างหรือยัง”
“มิสคารินาเคยพูดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกันครับ แต่ผมยังหาเวลาเรียนไม่ได้เลย”
“ไม่ว่าจะเรียนรู้ได้หรือไม่ การมีความรู้ติดตัวไว้มากย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ” เธอเอ่ยเสียงเบา
“ระหว่างที่ฉันพำนักอยู่ที่มิดฮิลล์เบิร์ก คุณสามารถมาขอคำปรึกษาจากฉันได้นะ แน่นอนว่าคุณย่าคาซานดราก็เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม ถึงแม้เธอจะอยู่เพียงระดับสิบวงแหวน แต่เธอก็เป็นผู้มีความรอบรู้กว้างขวางที่สุดในหมู่พวกเรา เป็นรองก็เพียงท่านประธานสภาเท่านั้นล่ะ เธอมีอาจารย์ที่เก่งกาจมากทีเดียว”
“มิสอะฟรอร่า คุณเคยพบอาจารย์ของคุณย่าคาซานดราด้วยหรือครับ มิสเฮเลน แบล็กท่านนั้นน่ะ”
“เคยสิ เธออ้างว่าตนเองไม่ใช่แม่มด ทว่ากลับดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ หาใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นนะ แต่สภาพจิตใจก็ยังดูเยาว์วัยยิ่งนัก บางคราฉันยังแอบสงสัยเลยว่า เธอนำยาอายุวัฒนะของเผ่าเงือกมาดื่มแทนน้ำหรืออย่างไร อ้อ นอกจากนามว่าเฮเลน แบล็กแล้ว บางครั้งเธอก็เรียกขานตนเองว่าเกรซ ไวท์ด้วยเช่นกัน”
แม่มดสาวผมลอนสีน้ำตาลเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย “และตามบันทึกของประธานสภารุ่นก่อน รวมถึงคำบอกเล่าของประธานสภารุ่นปัจจุบัน การผลัดเปลี่ยนนามเช่นนี้จะเกิดขึ้นในทุก ๆ ยี่สิบสองปีโดยประมาณ”
ในฐานะอาจารย์ของแม่มดสูงศักดิ์ผู้อาวุโสสูงสุดในสภาแม่มด สภาย่อมต้องให้ความสนใจ ‘อาจารย์’ ท่านนี้เป็นธรรมดา ดังนั้นสภาจึงสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอมาเนิ่นนานแล้วอย่างแน่นอน
“เกรซ ไวท์ กับ เฮเลน แบล็ก หรือครับ พวกเธอละทิ้งนามสกุลของตระกูลไปแล้วจริง ๆ ด้วย” แช็ดพึมพำเสียงเบา
“พวกเธอหรือ” มิสอะฟรอร่าเลิกคิ้วขึ้น “คุณเคยพบพวกเธอด้วยหรือ”
“ใช่ครับ ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เวลานั้นผมยังไม่รู้เลยว่าพวกเราจะมีความเกี่ยวพันกันอย่างน่าประหลาดในเวลาต่อมา”
“เห็นไหมล่ะ คุณอัศวิน คุณมักจะเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ เสมอ” บทเพลงใกล้จะจบลงแล้ว แววตาของแม่มดกลับมาดูเศร้าสร้อยอีกครั้ง
“ฉันขอถามอะไรคุณหน่อยสิ คุณอัศวิน ฉันเคยจูบคุณหรือเปล่า”
แช็ดรีบขุดคุ้ยความทรงจำเพื่อค้นหาคำตอบในทันที ทว่าแม่มดสาวกลับเอื้อมมือมาโอบรอบคอของเขา ก่อนจะประทับริมฝีปากลงมาแนบแน่น
กองไฟซึ่งลุกโชนอยู่เคียงข้าง เปลวเพลิงที่สว่างไสวโชติช่วงนั้นคือสิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันได้ว่า กาลเวลาในห้วงยามนี้หาได้หยุดนิ่งลงไม่
ซิลวี่ อะฟรอร่าเป็นฝ่ายเริ่มจูบแช็ดก่อน และเป็นฝ่ายผละออกไปเอง แสงไฟสาดส่องลงบนเสี้ยวหน้าของคนทั้งสอง จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่ารอยแดงระเรื่อบนใบหน้าของอีกฝ่ายนั้น ก่อเกิดจากสาเหตุใดกันแน่
“ทักษะของคุณนี่แย่ชะมัด” เธอเอ่ยประโยคที่หญิงสาวไม่รู้กี่คนต่อกี่คนเคยกล่าวกับแช็ด ก่อนจะหัวเราะร่วนพลางโยนไพ่ใบหนึ่งให้แก่เขา
“ฝันดีนะ คุณนักสืบ นี่คือของขวัญเทศกาลบูชาไฟสำหรับคุณ ฉันต้องกลับแล้วล่ะ พรุ่งนี้ยังต้องไปสำรวจโบราณสถานของแม่มดอีก”
“ฝันดีครับ มิสอะฟรอร่า...ขอบคุณสำหรับจูบนะครับ”
ทั้งสองผละออกจากกัน แม่มดสาวเตรียมตัวก้าวจากไปโดยมีสาวใช้สองคนคอยเดินประกบ เธอหันหน้ากลับมามองแช็ด สองมือไพล่หลังแล้วก้าวถอยหลัง
“จำไว้นะ อย่าพูดคำว่า ‘ขอบคุณสำหรับจูบ’ กับสตรีที่จูบคุณเป็นอันขาด”
แม้กระทั่งสาวใช้ทั้งสองยังหลุดขำออกมา แช็ดลูบใบหูของตนเองแก้เก้อพลางหัวเราะตาม
“ราตรีสวัสดิ์ครับ”
“ราตรีสวัสดิ์”
แม่มดสาวเดินจากไปแล้ว ผู้คนที่เริ่มขยับกายเต้นรำไปตามจังหวะเพลงอีกครั้งได้บดบังทัศนวิสัยของแช็ด ชายต่างถิ่นซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้ากองไฟเพียงลำพัง ก้มลงมองไพ่ในมือภายใต้แสงสว่างสลัว
ไพ่ราชินี
ไพ่ชุดประวัติศาสตร์การบุกเบิกทวีปใหม่ สายลมแห่งการบุกเบิก
“ไพ่ใบนี้ถูกพ่อค้าชาวคาร์เซนลิกประมูลไปแล้วไม่ใช่หรือ...ที่เธอขอตัวไปเติมหน้าเมื่อครู่ หรือว่าจะไปซื้อหาไพ่ใบนี้กลับมา” แช็ดเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของซิลวี่ อะฟรอร่าที่ห่างออกไปทุกที
เสียงของ ‘เธอ’ พลันดังก้องขึ้นข้างหู น้ำเสียงกระซิบนั้นช่างอ่อนโยนละมุนละไมเหลือเกิน
‘หากตอนนี้นายวิ่งตามไปแล้วตอบตกลงเธอ มีโอกาสครึ่งหนึ่งที่นายจะได้ใช้เวลาค่ำคืนอันแสนวิเศษ’
“ฮะ” แช็ดหลุดหัวเราะออกมา “แค่ครึ่งเดียวเองหรือ”
‘ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง นายจะถูกอิเลน่า เบย์อัสที่ตามหานายไม่พบ ใช้หอกสุริยันแทงจนตาย’
คราวนี้แช็ดหัวเราะออกมาจริง ๆ เขานึกถึงเวลาขึ้นมาได้ เวลานี้คือสองทุ่มห้าสิบหกนาทีแล้ว จวนจะถึงเวลานัดหมายกับอิเลน่าเต็มที เขาจึงเก็บไพ่โรดส์ใบนั้นเข้าสำรับ ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังจุดนัดพบ
เขาจัดสรรเวลาได้อย่างลงตัวยิ่ง และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองช่างบาปหนาเหลือเกิน
“พรุ่งนี้ต้องไปคฤหาสน์บาปแล้ว คิดเช่นนี้มันจะไม่เป็นลางร้ายไปหน่อยหรือ”
ครั้นเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าหญิงสาววัยสิบเจ็ดปีในชุดเดรสเต้นรำ กำลังยืนรอคอยเขาอยู่ ณ บริเวณที่สว่างไสวที่สุดของกองไฟเบื้องหน้าแล้ว