- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นอ๋องจอมอู้ แต่ดันต้องมากู้ชาติซะงั้น
- บทที่ 16 - โจรป่ากำเริบเสิบสาน
บทที่ 16 - โจรป่ากำเริบเสิบสาน
บทที่ 16 - โจรป่ากำเริบเสิบสาน
บทที่ 16 - โจรป่ากำเริบเสิบสาน
ชาวบ้านที่อยู่ใกล้บริเวณประตูเมืองต่างพากันหลบหนีไปจนหมดแล้ว
ประตูเมืองที่หนักอึ้งถูกปิดสนิท แต่กลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริเวณทางเข้าออกใต้ประตูเมืองมีรอยเลือดจำนวนมากหยดเป็นทาง ร่องรอยเหล่านั้นดูแล้วรู้เลยว่าเป็นเลือดที่เพิ่งไหลออกมาใหม่ๆ
แม้จะไม่ได้เห็นเหตุการณ์กับตา แต่ก็พอจะเดาได้ว่าก่อนหน้านี้คงเกิดการปะทะกันขึ้นที่นี่ และน่าจะสร้างความสูญเสียไปไม่น้อย แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่คิดว่าคงต้องเป็นเหตุการณ์ที่นองเลือดมากทีเดียว
ในสายตาของพวกชนชั้นสูงในที่ราบจงหยวน หลิงหนานถือเป็นดินแดนที่ค่อนข้างป่าเถื่อน ดังนั้นสำหรับพวกเขาแล้ว หรือแม้แต่ในสายตาของบัณฑิตบางคน การไปมีเรื่องวิวาทกับชาวหลิงหนานที่ป่าเถื่อนถือเป็นการกระทำที่ไร้สติอย่างยิ่ง
พวกโจรป่าที่ปรากฏตัวใกล้เขตฉีชาง ไม่ได้เพิ่งจะมาแค่ครั้งสองครั้ง ทุกครั้งที่พวกมันโผล่มาป้วนเปี้ยนใกล้เมืองหลวงรอง ก็มักจะก่อความวุ่นวายทั้งในและนอกเมืองเสมอ การที่พวกมันทำให้ทหารรักษาเมืองต้องตื่นตัว ถึงขั้นต้องส่งสัญญาณเตือนภัยให้ชาวเมืองรู้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกโจรป่าเหล่านี้ได้สร้างความเดือดร้อนและทำร้ายผู้คนในเขตฉีชางไปอย่างสาหัสสากรรจ์และน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เดิมทีเขตฉีชางก็มีทหารประจำการอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นถึงเมืองหลวงรองของแคว้นฮั่น การที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นใกล้เมืองหลวงรอง ราชสำนักควรจะให้ความสำคัญมาตั้งนานแล้ว
แต่เป็นเพราะความพิเศษของเขตฉีชางนี่แหละ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ในปัจจุบัน จนกลายเป็นสถานการณ์ที่แม้แต่ฉีอ๋องก็ไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ
ฉีอ๋องแห่งฉีชางคนแรกคือหลิวหงปี้ ในยุคของปฐมกษัตริย์หลิวเหยียน เขาถือเป็นผู้ที่กำลังรุ่งโรจน์และได้ปกครองพื้นที่ฝั่งหนึ่ง ทว่าเมื่อถึงยุคของหลิวปินผู้เป็นพี่ชาย เนื่องจากเขากุมกำลังทหารไว้มากจึงถูกกดดันและจับตาดูอย่างหนัก เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง หลิวหงปี้จึงยอมลดบทบาทและลดจำนวนทหารในจวนลง
หลิวปินครองราชย์ได้เพียงปีเดียวก็ถูกโค่นล้มเพราะความมักมากในกามและไร้คุณธรรม ฮ่องเต้จึงเปลี่ยนมือมาเป็นหลิวเซิ่ง ในช่วงแรกหลิวเซิ่งยังคงแสดงท่าทีสนิทสนมและให้ความสำคัญกับฉีอ๋องผู้เป็นน้องชายคนนี้มาก เพราะหลิวหงปี้เคยให้การสนับสนุนเขา
แต่เมื่อจำนวนทหารในเขตฉีชางเพิ่มมากขึ้น หลิวเซิ่งผู้มีนิสัยหวาดระแวงก็เริ่มระแวดระวังหลิวหงปี้ สุดท้ายก็หาข้ออ้างหลอกล่อให้เขาเดินทางไปที่เมืองหลวงซิงหวัง แล้วก็ลงมือสังหารเขาทิ้งเสีย
เบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้คนทั่วไปย่อมไม่มีทางรู้ มันก็แค่เรื่องของการแย่งชิงอำนาจ แต่การที่หลิวหงปี้ถูกสังหารนั้นเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อฉีอ๋องคนแรกมีจุดจบที่น่าเศร้า เขตฉีชางจึงกลายเป็นดินแดนไร้เจ้าของในช่วงเวลาสั้นๆ หลิวเซิ่งไม่ได้ส่งใครมาปกครอง ทำเพียงแค่ให้เสนาธิการคอยดูแลอยู่ที่นี่ แต่เสนาธิการแต่ละรุ่นก็ไม่กล้าใช้อำนาจ ทำได้เพียงแค่เออออห่อหมกรับคำสั่งจากเมืองหลวงซิงหวังไปวันๆ
ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้เอง ที่ทำให้เขตฉีชางซึ่งเป็นถึงเมืองหลวงรองแต่กลับตั้งอยู่ในหุบเขาของหลิงหนาน ค่อยๆ กลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครเหลียวแล ประกอบกับยังไม่มีการพัฒนาความรู้ให้ชาวบ้าน และราชสำนักก็ไม่ได้แผ่ขยายพระบารมีไปถึง ชาวบ้านตาดำๆ จึงแทบไม่รู้เลยว่ามีราชสำนักอยู่
เขตฉีชางมีทหารประจำการอยู่จำนวนหนึ่ง ภายนอกดูเหมือนจะสงบสุข แต่ความจริงแล้วกลับมีบางคนที่แอบสมรู้ร่วมคิดกับคนภายนอก ซ้ำยังมีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและลูกหลานตระกูลใหญ่โตที่กล้าทำตัวเหนือกฎหมายโดยไม่เห็นหัวราชสำนัก
ทุกคนต่างก็แย่งชิงผลประโยชน์ในเขตฉีชาง แม้จะดูเหมือนเป็นแค่เศษเนื้อติดกระดูก แต่เพื่อกอบโกยทรัพยากรและขูดรีดชาวบ้านผู้โง่เขลา พวกเขาก็ยังคงฟาดฟันกันเองอย่างลับๆ อยู่เสมอ
และพวกโจรป่าเหล่านี้ก็ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พวกมันจู่ๆ ก็โผล่มาให้ชาวบ้านในบริเวณเขตฉีชางได้เห็น
แรกเริ่มเดิมทีพวกมันก็แค่ปล้นสะดมพ่อค้าคหบดี แต่ภายหลังกลับลุกลามไปถึงชาวบ้านตาดำๆ จนทำให้การเดินทางเข้าออกของคนทั่วไปกลายเป็นเรื่องที่ต้องหวาดผวา
แต่นั่นยังไม่นับว่าโหดร้ายที่สุด เพราะท้ายที่สุดพวกมันก็กำเริบเสิบสานถึงขั้นกล้าบุกโจมตีตระกูลใหญ่ผู้มีอิทธิพลที่มีข้าทาสบริวารมากมาย เมื่อตระกูลใหญ่บางแห่งที่ได้รับความเสียหายเปิดเผยว่ามีไส้ศึกอยู่ภายใน ทุกคนจึงเพิ่งจะเริ่มรู้สึกลัว
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกคนในเขตฉีชางก็แทบจะมีความเห็นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นั่นคือไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านโจรป่าเหล่านี้ทุกเมื่อ
ส่วนเรื่องที่ว่าในตอนแรกใครเป็นคนชักนำโจรป่าเหล่านี้มา ถึงตอนนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป เพราะการรับมือกับพวกโจรป่าที่ทำตัวกำเริบเสิบสาน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนยิ่งกว่า
นับตั้งแต่ฉีอ๋องหลิวจี้ซิงมารับตำแหน่งที่นี่ แม้จะไม่ได้ก่อเรื่องราวใหญ่โตอะไร แต่ตั้งแต่เขามาถึงจนกระทั่งจี๋ซิงฟื้นคืนสติ พวกโจรป่ากลุ่มนี้ก็บุกมาที่เขตฉีชางไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว
แม้ฉีอ๋องจะเคยมีประสบการณ์รับมือกับเรื่องแบบนี้มาแล้ว แต่สำหรับจี๋ซิงนี่คือครั้งแรกที่เขาได้สัมผัส
ตอนนี้บนหอสังเกตการณ์ฝั่งประตูตะวันตกของเขตฉีชาง มีทหารกว่าร้อยนายกำลังยืนประจำการอยู่ริมกำแพงเมืองและจ้องมองลงไปเบื้องล่างด้วยความระแวดระวังอย่างเต็มที่ มือของพวกเขากำอาวุธไว้แน่นไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนปรน บนแนวกำแพงเมืองอันยาวเหยียด มีพลธนูกว่าสิบนายยืนกระจายกำลังเตรียมพร้อมอยู่เช่นกัน
ส่วนพวกโจรป่าที่อยู่ใต้กำแพงเมือง ดูเหมือนจะมีม้าอยู่ห้าหกตัว แต่ละตัวมีคนเดินตามหลังมาหลายสิบคน ดูเหมือนว่าพวกมันจะแยกกันเป็นกลุ่มๆ แต่ก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ พวกมันชี้ไม้ชี้มือมาที่กำแพงเมืองอย่างไม่เกรงกลัว ราวกับกำลังปรึกษาหารืออะไรกันอยู่
"รายงาน ท่านนายกองอู่ องค์ องค์ชายฉี เสด็จ เสด็จขึ้นมาแล้วขอรับ"
บนจุดสูงสุดของหอสังเกตการณ์ประตูตะวันตก อู่เหยียนโหรวเอื้อมมือไปลูบคลำทวนยาวที่อยู่ข้างกายตามสัญชาตญาณ
เขายืนตัวตรงตระหง่าน ภายใต้หมวกเกราะสีทองประดับลายหงส์ที่ปกปิดใบหน้าไว้เป็นอย่างดี ดวงตาเรียวยาวดุจหงส์ของเขาหรี่ลงเป็นเส้นตรง ขณะจ้องมองลงไปยังเบื้องล่างและพื้นที่โล่งกว้างเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน
เบื้องหน้าของเขาคือเทือกเขาสลับซับซ้อน อู่เหยียนโหรวมองทอดสายตาออกไปไกลแสนไกล บนใบหน้าที่ดูหล่อเหลาและเด็ดเดี่ยวของเขาไม่มีการแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลย แม้จะเป็นแค่นายกอง แต่เขาก็เป็นผู้บัญชาการกองกำลังทหารเกือบทั้งหมดในเขตฉีชาง
เขาลูบคลำทวนยาวในมือไปมาไม่หยุด ทำให้รับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นที่ปะทุอยู่ในใจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโจรป่าเบื้องล่าง ม้าศึกเซ็กเธาว์ของเขาก็ผูกรออยู่ข้างประตูเมือง เขาพร้อมที่จะควบม้าออกไปประจัญบานกับพวกโจรป่าได้ทุกเมื่อ
เมื่อมองดูเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ทอดยาวราวกับภาพวาด และสภาพอากาศที่ยังมีฝนตกปรอยๆ ความคิดของอู่เหยียนโหรวก็ดูล่องลอยไปไกล
"อะ อะไรนะ เจ้า บอกว่า องค์ชายฉีงั้นหรือ" อู่เหยียนโหรวเหมือนจะยังตั้งสติไม่ทันในตอนแรก จากนั้นน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นเฉียบขาดและเร่งรีบ "เวลาแบบนี้ พระองค์จะเสด็จมาที่นี่ทำไมกัน จะมาช่วยหรือจะมาเป็นตัวถ่วงกันแน่"
ดูเหมือนว่าอู่เหยียนโหรวจะไม่ได้มีความเกรงใจต่อเจ้านายใหญ่แห่งเขตฉีชางผู้นี้เลยสักนิด
เมื่อเขาหันขวับกลับไป ก็มองผ่านร่างของเหล่าทหารไปยังจี๋ซิงที่กำลังเดินตามทหารนำทางมาตามทางเดินแคบๆ เลียบกำแพงเมือง และกำลังมุ่งหน้าตรงมาทางนี้จริงๆ
อู่เหยียนโหรวรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกโจรป่าบุกมาก่อกวน ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้ยังมีผู้สมรู้ร่วมคิดที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ฉวยโอกาสตอนที่ประตูเมืองยังเปิดอยู่ นำกำลังคนหมายจะบุกยึดประตูตะวันตกให้ได้ จึงทำให้สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดถึงขีดสุด
แต่คนที่แอบแฝงตัวเข้ามาในเมืองคงคาดไม่ถึงว่า เหล่าทหารรักษาเมืองที่ผ่านการฝึกฝนจากอู่เหยียนโหรว จะไม่ใช่พวกทหารเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเหมือนเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว แม้ปกติจะไม่มีข้าศึกมาบุกรุก แต่พวกเขาก็ยังคงฝึกซ้อมตามหลักยุทธวิธีอย่างเคร่งครัด
ดังนั้นโจรป่าพวกนี้จึงไม่สามารถชิงความได้เปรียบที่ประตูตะวันตกได้ ซ้ำยังต้องทิ้งศพไว้หลายศพก่อนจะล่าถอยออกไปนอกเมือง แต่อู่เหยียนโหรวยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับพวกโจรที่อาจจะแฝงตัวอยู่ในเมือง
ตอนนี้พวกมันกำลังรวบรวมพรรคพวกและปักหลักรออยู่นอกเมือง เห็นได้ชัดว่ากำลังปรึกษาหารือกันว่าจะบุกโจมตีประตูตะวันตกต่อดีหรือไม่ เพียงแต่ตอนนี้พวกมันยังไม่ได้เริ่มโจมตี อู่เหยียนโหรวก็กำลังครุ่นคิดหาวิธีรับมืออยู่เช่นกัน
เมื่อเห็นจี๋ซิงเดินเข้ามา แม้ใบหน้าของอู่เหยียนโหรวจะบึ้งตึง แต่เขาก็ไม่สามารถแสดงความไม่พอใจออกมาได้ จึงทำได้เพียงหันไปต้อนรับ "องค์ชายฉี องค์ชาย"
[จบแล้ว]