เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 - เฉินโส่วกลับมา

บทที่ 49 - เฉินโส่วกลับมา

บทที่ 49 - เฉินโส่วกลับมา


บทที่ 49 - เฉินโส่วกลับมา

เมื่อเฉินโส่วกลับมาถึงบ้าน เฉินเซิ่งย่อมต้องนำขบวนออกไปต้อนรับถึงนอกเมืองสิบลี้

แม้ว่าจะมีคนส่งข่าวล่วงหน้ามาบอกที่บ้านก่อนแล้ว ว่าการเดินทางไปค้าขายครั้งนี้ราบรื่นดี และได้กำไรกลับมาเป็นกอบเป็นกำ

แต่เมื่อเฉินเซิ่งได้เห็นธงทิวของกองคาราวานตระกูลเฉินปรากฏขึ้นที่ปลายถนนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยตาตัวเอง

หัวใจที่แขวนต่องแต่งมาตลอดสองสามเดือนของเขา ถึงได้ทิ้งตัวลงสู่พื้นดินอย่างแท้จริง

คนส่งข่าวต่อให้พูดดีแค่ไหน ก็อาจจะเป็นการแจ้งแต่ข่าวดีไม่แจ้งข่าวร้าย

มีเพียงสปิริตของคนเท่านั้น ที่ไม่อาจหลอกลวงกันได้... กองคาราวานขนาดร้อยสองร้อยคน เดินทางอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสภาพที่มอมแมมและฝีเท้าที่หนักอึ้ง แต่กลับเร่งจังหวะการเดินให้เร็วขึ้นนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจที่จะได้กลับบ้าน

นี่ไม่ใช่สปิริตที่กองคาราวานที่บอบช้ำอย่างหนักจะมีได้อย่างแน่นอน!

วินาทีที่ธงทิวของกองคาราวานตระกูลเฉินปรากฏขึ้นที่ปลายถนน บรรดาท่านลุงท่านอาและป้าสะใภ้ที่รุมล้อมอยู่รอบๆ เฉินเซิ่ง ก็โห่ร้องด้วยความดีใจและวิ่งเข้าไปรับ

ส่วนเฉินเซิ่ง ก็มองเห็นเฉินโส่วอยู่ไกลๆ

เขานั่งคร่อมอยู่บนหลังม้าชิงชงสีขนสลับขาวอมเขียวรูปร่างบึกบึน เดินนำหน้าขบวนสุด ในมือถือหอกยาวจั้งสองฉื่อสีดำมะเมือม ร่างอันกำยำสูงใหญ่ขยับขึ้นลงตามจังหวะควบของม้า ดูคล้ายกับหอคอยเหล็กเคลื่อนที่ได้ โดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่าธงทิวของกองคาราวานตระกูลเฉินที่อยู่เบื้องหลังเสียอีก

แม้เฉินเซิ่งจะเคยเห็นหน้าเฉินโส่วมาเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

แต่ในแง่ความเป็นจริง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้พบกับเฉินโส่ว

เฉินโส่วดูองอาจและน่าเกรงขามกว่าในความทรงจำของเขามาก!

แค่กลิ่นอายความน่าเกรงขามอันหนักแน่นที่แผ่ซ่านออกมา แม้จะยังไม่ทันเอ่ยปาก แต่ก็ราวกับมีเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง หากไม่เคยมีประสบการณ์เป็นลูกพี่ใหญ่ที่พูดคำไหนคำนั้นมาเป็นสิบปี ย่อมไม่มีทางมีรังสีแบบนี้ได้แน่นอน!

กองคาราวานเข้ามาใกล้

เฉินเซิ่งก็ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้อีกต่อไป เขาจูงมือจ้าวชิงเดินเข้าไปหา จับสายบังเหียนของม้าชิงชงไว้ แล้วฝืนยิ้มอย่างเกร็งๆ “ท่านพ่อเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ชิงเหนียงเตรียมน้ำร้อนและอาหารไว้ที่บ้านแล้ว ขอเชิญท่านพ่อรีบกลับบ้านกับลูกเถอะครับ”

จ้าวชิงที่อยู่ข้างๆ ก็ทำตัวสำรวมเรียบร้อย ใช้มือขวาทับมือซ้าย ยกขึ้นเสมอหน้าผาก โค้งคำนับจนสุดตัว “ท่านพ่อเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยเจ้าค่ะ”

เฉินโส่วมองเฉินเซิ่ง ตอนแรกดูเหมือนจะจำลูกชายตัวเองไม่ได้ อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตาเสือโพลงด้วยความตกตะลึง พูดตะกุกตะกักว่า “ต้า ต้าหลาง ร่างกายของเจ้า...”

เฉินเซิ่งยิ้ม ใบหน้าพลันดูเป็นธรรมชาติขึ้นมาหลายส่วน “อย่างที่ท่านพ่อเห็น ร่างกายของลูกแข็งแรงดีแล้ว ช่วงนี้ลูกฝึกวรยุทธ์กับท่านลุงรองทุกวัน ได้ผลดีทีเดียวครับ”

“ดี ดี ดี...”

เฉินโส่วตื่นเต้นจนโยนหอกยาวในมือให้คนข้างหลัง กระโดดลงจากหลังม้า ยื่นมือใหญ่เท่าพัดสานหมายจะบีบไหล่เฉินเซิ่ง

แต่มือยื่นไปได้ครึ่งทาง ก็เหมือนนึกถึงสภาพร่างกายของลูกชายขึ้นมาได้ จึงฝืนชักมือกลับ ทำเพียงแค่พยักหน้าไม่หยุด “ลูกของข้าแข็งแรงก็ดีแล้ว ลูกของข้าแข็งแรงก็ดีแล้ว...”

ชายวัยกลางคนผู้องอาจน่าเกรงขามผู้นี้ ยิ้มจนรอยย่นขึ้นเต็มหน้า ท่าทางเหมือนคนบื้อๆ ร่างยักษ์

แขนใหญ่โตทั้งสองข้าง ขยับไปมาเหมือนคนเป็นโรคสมาธิสั้น เดี๋ยวก็ลูบหัวเฉินเซิ่ง เดี๋ยวก็ลูบหน้าม้าชิงชง ไม่ยอมอยู่นิ่งเลยสักวินาที ไม่รู้ว่าจะเอามือไปวางไว้ตรงไหนดี

ความห่างเหินในใจของเฉินเซิ่ง ค่อยๆ ทลายลงทีละน้อย ท่ามกลางความสุขของชายผู้นี้...

เหลือเพียงความกระอักกระอ่วนใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เขาหันหน้าไปมองร่างกำยำสูงใหญ่สิบกว่าคนที่ขี่ม้าตัวใหญ่ตามหลังเฉินโส่วด้วยความสงสัย

ตอนนี้ คนของตระกูลเฉินที่มาต้อนรับ กับคนของตระกูลเฉินที่เพิ่งกลับมา ต่างก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร

มีเพียงสิบกว่าคนนี้เท่านั้น ที่ไม่มีคนตระกูลเฉินรายล้อมเลย

พวกเขานั่งหลังตรงอยู่บนหลังม้า สีหน้าเรียบเฉย ดูโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางฝูงชนที่คึกคัก

“ท่านพ่อ”

เฉินเซิ่งมองคนทั้งสิบกว่าคนนั้น ในใจพอจะเดาอะไรได้บ้าง “ท่านเหล่านี้คือ...”

เหมือนเฉินโส่วจะเพิ่งนึกถึงคนเหล่านี้ขึ้นมาได้ หลังจากที่เฉินเซิ่งถาม

เขาโอบไหล่เฉินเซิ่ง ดึงตัวไปยืนตรงหน้าคนทั้งสิบกว่าคนนี้ หัวเราะเสียงดังอย่างห้าวหาญ “ทุกท่าน นี่คือลูกชายของข้า เฉินเซิ่ง!”

ทั้งสิบกว่าคนได้ยินดังนั้น ก็พร้อมใจกันก้มหน้าลง จ้องมองเฉินเซิ่งนิ่ง

ผ่านไปหลายอึดใจ ก็ไม่มีใครกระพริบตา ราวกับต้องการจะสลักใบหน้าของเฉินเซิ่งไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ

ผ่านไปเต็มๆ สิบกว่าอึดใจ คนทั้งสิบกว่าคนนี้ถึงได้พร้อมใจกันประสานมือ เตรียมจะทำความเคารพเฉินเซิ่ง

ทว่าเฉินเซิ่งกลับชิงเอ่ยปากขึ้นก่อน “คนกันเองไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ข้างนอกนี่คนเยอะตาแยะ มีอะไรไว้กลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่า”

พวกท่านกล้าแสดงกลิ่นอายความเป็นทหารออกมาให้ชัดเจนกว่านี้อีกหน่อยไหม?

อยากให้ข้าหาโทรโข่งมาให้ แล้วให้พวกท่านตะโกนลั่นเลยไหมว่า: เร่เข้ามาดูเร็ว ตระกูลเฉินกับกองทัพแคว้นโยวโจวแอบมีซัมติงกัน!

เฉินโส่วมองเฉินเซิ่งอย่างประหลาดใจ “ทำไมหรือต้าหลาง?”

เฉินเซิ่งหัวเราะเบาๆ “ท่านพ่อ เรากลับบ้านกันก่อนเถอะครับ ที่บ้านยังตุ๋นน้ำซุปไก่รอท่านอยู่นะ...”

……

ทันทีที่เฉินโส่วก้าวเข้าบ้าน ก็รู้สึกเหมือนไม่ได้ออกไปแค่สามเดือน แต่เหมือนไปมาสามปีเต็ม!

เพราะตั้งแต่ก้าวเข้ามาในบริเวณที่อยู่อาศัยของครอบครัวตระกูลพ่อค้าเร่เฉิน กลิ่นหอมของธัญพืชชั้นดีและเนื้อชิ้นโตก็ลอยฟุ้งไปทั่วทั้งถนน ในนั้นยังมีกลิ่นของแม่บ้านมือเติบคนหนึ่งที่ใส่เกลือเยอะเกินไป แค่ดมกลิ่นก็รู้แล้วว่าต้องเค็มปี๋แน่ๆ

แต่ปัญหาคือ... พวกเขาไปเอาเงินมาจากไหนมาซื้อธัญพืชชั้นดีและเนื้อชิ้นโต?

เงินซื้อธัญพืชชั้นดีหนึ่งจิน สามารถซื้อธัญพืชหยาบได้ถึงสี่จิน

เงินซื้อเนื้อชิ้นโตหนึ่งจิน สามารถซื้อธัญพืชหยาบได้ถึงสิบจิน

ทุกบ้านกินกันขนาดนี้... ไม่คิดจะเก็บเงินไว้ใช้จ่ายเลยหรือไง?

เขาอยากจะตามกลิ่นไปดูหลายครั้ง แต่ก็ถูกเฉินเซิ่งดึงตัวให้มุ่งหน้ากลับบ้านตลอด

แต่พอกลับมาถึงบ้าน เขายิ่งรู้สึกสับสนกับชีวิตมากกว่าเดิม

ทำไมกลิ่นหอมของธัญพืชชั้นดีและเนื้อชิ้นโตในลานบ้านตัวเอง ถึงได้หอมฉุยขนาดนี้?

เอ๊ะ? ไอ้ยาวๆ ขาวๆ ที่แขวนอยู่เต็มลานบ้านนี่มันคืออะไร? ดูคล้ายเชือกป่านแต่ก็ขาวกว่า ดูคล้ายด้ายขาวแต่ก็หนากว่า...

เอ๊ะ? ไอ้ก้อนเหล็กรูปร่างคล้ายหมวกเกราะที่ตั้งอยู่หน้าห้องครัวนั่นมันคืออะไร? ทำไมมันถึงดำปี๋ขนาดนั้น?

เอ๊ะ? โครงไม้ที่วางอยู่ในห้องโถงนั่นมันคืออะไร? เสื่อกกของข้าล่ะ? เสื่อกกที่ข้าเพิ่งใช้มาสามปีล่ะไปไหน?

เขาเบิกตาโตขึ้นเรื่อยๆ กำปั้นขนาดเท่าหม้อดินกำแน่นแล้วก็คลาย คลายแล้วก็กำ หนวดเคราที่ดกหนาสั่นระริกเป็นระยะๆ สั่นระริกเป็นระยะๆ

ทำให้เฉินเซิ่งต้องรีบดันตัวเขาให้เข้าไปในลานหลังบ้าน ให้เขาไปอาบน้ำชำระร่างกายก่อน มีคำถามอะไรค่อยออกมาถามทีหลัง

เฉินโส่วอยากจะหิ้วตัวเฉินเซิ่งขึ้นมาถามให้รู้เรื่อง ว่าเส้นเอ็นเส้นไหนมันเกิดช็อต ถึงได้ทำให้บ้านดีๆ ต้องเละเทะไม่เหลือชิ้นดีแบบนี้

แต่เขาก็ไม่รู้ว่าร่างกายของเฉินเซิ่งนั้นหายดีแล้วจริงๆ หรือแกล้งทำเป็นหายดี จึงทำได้เพียงกลั้นความโกรธไว้ในใจ เดินเข้าไปในลานหลังบ้าน กะว่าอาบน้ำให้ใจเย็นลงก่อน แล้วค่อยกลับมาสั่งสอนไอ้ลูกตัวดีนี่

……

ทว่าเมื่อเขาอาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมา ลานหน้าบ้านก็เปลี่ยนสภาพไปแล้ว

ไอ้ยาวๆ ขาวๆ ที่ดูเหมือนเชือกป่านพวกนั้น ถูกเก็บไปหมดแล้ว

ตรงกลางลานบ้าน มีโครงไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งอยู่ บนนั้นเต็มไปด้วยจานไก่ต้ม ปลาทอด และชามข้าวสวยร้อนๆ สีขาวโพลน

ตอนที่เขาเดินออกมา ก็มีคนนั่งล้อมโครงไม้นั้นอยู่หลายคนแล้ว

“พี่สี่ รีบมานั่งสิ รอตั้งนานแล้วนะ มัวแต่อาบน้ำชักช้าอยู่ได้!”

เฉินชิวที่เห็นเฉินโส่วแต่ไกล อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นกวักมือเรียก

เฉินหู่นั่งอยู่ข้างๆ สายตาจับจ้องไปที่จานอาหารตรงหน้า มือก็กอดกล้องยาสูบสูบเอาๆ พร้อมกับกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ

บนโต๊ะ มีเพียงปู่สามเฉินเท่านั้นที่ทำตัวสบายที่สุด ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองพร้อมกับกลืนน้ำลายของเฉินหู่และเฉินชิว เขากินเนื้อคำ ดื่มเหล้าคำ อย่างเอร็ดอร่อย... ด้วยรุ่นและอายุของเขา จำเป็นต้องรอใครด้วยหรือ?

เฉินโส่วเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยม กวาดสายตามองโต๊ะสี่เหลี่ยมและม้านั่งยาวที่เข้าชุดกันอย่างพิจารณา “ของพวกนี้... ก็เป็นของดีเหมือนกันนะ!”

“ก็ใช่น่ะสิ!”

ปู่สามเฉินปรายตามอง ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “หลานชายคนโตของข้าช่างมีความกตัญญูรู้คุณ รู้ว่าปู่สามของเขาขาแข้งไม่ค่อยดี เลือดลมเดินไม่สะดวก ก็เลยสร้างของพวกนี้มาไว้ให้... ดีกว่าไอ้พวกลูกเต่าอย่างพวกเจ้าเยอะ!”

เฉินหู่ เฉินโส่ว และเฉินชิว พร้อมใจกันเบ้ปาก: ไม้คดก็ทำบ้านคด เอาเรื่องวีรกรรมสมัยหนุ่มๆ ของท่านมาอวด ก็ยังกล้ามาสั่งสอนพวกข้าอีกนะ?

เอ๊ะ?

เฉินโส่วหันไปมองเฉินชิวอย่างกะทันหัน “เหล่าสือซาน เจ้าไม่ควรจะอยู่ที่หยางเซี่ยหรอกหรือ? กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทางนู้นเกิดเรื่องใหญ่หรือ?”

เฉินชิวกำลังจะอ้าปากอธิบาย ปู่สามเฉินก็ใช้ตะเกียบเคาะชามเสียงดัง ทำหน้าขรึมพูดว่า “มีอะไรก็ค่อยๆ นั่งคุยกันไม่ได้หรือไง? เจ้าดูสิ อายุจะเข้าวัยกลางคนอยู่แล้ว ทำไมถึงได้ใจร้อนแบบนี้? ดูสิ ทำเอาหลานชายคนโตของข้าตกใจหมด กลัวว่าเจ้าจะคุยไม่รู้เรื่อง ถึงกับต้องไปเชิญข้ามาเลยนะเนี่ย!”

เฉินโส่ว: ??? (เวรเอ๊ย ลูกทรพี!)

แต่ถึงในใจจะมีคำถามเป็นหมื่นล้านคำ เขาก็ยังต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว เดินเข้าไปนั่งที่อย่างว่าง่าย

ตอนนั้นเอง เฉินเซิ่งที่ถกแขนเสื้อขึ้น ก็เดินถือถาดพะโล้รวมมิตรออกมาจากห้องครัว “ปู่สาม จานนี้เหมาะเป็นกับแกล้มเหล้าที่สุดเลยครับ ลองชิมดูสิครับ!”

ชายชรายิ้มหน้าบานทันที “ยังไงหลานชายคนโตของข้าก็รู้ใจปู่ที่สุด!”

พูดจบ เขาก็ก้มหน้าลง ถลึงตาใส่พี่น้องสามคนบนโต๊ะ “ดูซะ ดูไว้ นี่แหละที่เรียกว่าความกตัญญู!”

พี่น้องสามคนก้มหน้าก้มตาไม่กล้าพูดอะไร แม้แต่ระดับความต่ำของหัวที่ก้มลง ก็ยังเท่ากันเป๊ะ

เฉินเซิ่งนั่งลงข้างๆ ปู่สามเฉิน หยิบเหยือกเหล้าขึ้นมารินให้ปู่สามเฉินก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็รินให้เฉินหู่ พ่อของเขา และเฉินชิวตามลำดับ พร้อมกับพูดว่า “ท่านพ่อ ลูกรู้ว่าท่านมีเรื่องอยากจะถามลูกมากมาย ประจวบเหมาะกับที่ลูกก็มีเรื่องมากมายอยากจะเล่าให้ท่านฟัง... อืม แต่กลัวว่าท่านจะตื่นเต้นเกินไป ก็เลยเชิญปู่สาม ลุงรอง แล้วก็ท่านอาสือซานมา ช่วยกันเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ท่านไม่อยู่ให้ท่านฟัง... ท่านลุงรอง เชิญท่านเริ่มก่อนเลยครับ ท่านเป็นคนที่รู้เรื่องราวดีที่สุด”

เฉินหู่ยกเหล้าครึ่งชามซดรวดเดียวหมด แล้วท่ามกลางสายตาอันดุดันของปู่สามเฉิน เขาก็คีบน่องไก่จากจานพะโล้รวมมิตรตรงหน้าปู่สามเฉินขึ้นมาแทะ รสชาติแสนอร่อยที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อน กระแทกต่อมรับรสจนทำให้กรามของเขาสั่นสะท้าน น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลรินออกจากมุมปากอย่างไม่รู้ตัว

เขารีบเช็ดน้ำตาที่มุมปาก พลางแทะน่องไก่ไปด้วย “เรื่องมันต้องเริ่มจากเดือนสาม...”

เขาเริ่มเล่าตั้งแต่วันที่เขาคุ้มครองชิงเหนียงไปตลาด แล้วเห็นเฉินสิบเก้ากำลังเทกระโถนฉี่ให้คนอื่นที่สวนจี๋เล่อ เล่าไปถึงเหตุผลที่เฉินเซิ่งอยากจะเปิดแผงขายอาหารข้างทาง และวิธีที่เขาคิดค้นแผงขายอาหารขึ้นมา จากนั้นก็เล่าถึงเหตุผลที่ต้องก่อตั้งหอพยัคฆ์คำรน และวิธีที่เขาลงมือก่อตั้งทั้งสองอย่าง...

เรื่องพวกนี้ นอกจากเฉินเซิ่งแล้ว เขานี่แหละที่รู้ดีที่สุด

ดังนั้น เขาจึงเล่าไปพลาง คิดไปพลาง หลายครั้งที่เล่าข้ามช็อตไป แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ก็วนกลับมาเล่าใหม่

จนกระทั่งมาถึงตอนที่จ้าวสี่เดินทางออกจากอำเภอเฉิน แล้วเฉินชิวกลับมารับช่วงดูแลหอพยัคฆ์คำรนต่อ เฉินชิวจึงค่อยๆ สอดแทรกเข้ามา

เขาเล่าถึงพัฒนาการของหอพยัคฆ์คำรนตั้งแต่ตอนที่เขาเข้ารับตำแหน่ง โดยหยิบยกเอาแต่เรื่องผิวเผินที่ไม่สำคัญมาเล่าให้เฉินโส่วฟัง... ก่อนที่เขาจะมา เฉินเซิ่งได้กำชับเขาไว้แล้ว ว่าให้เลือกเล่าเฉพาะเรื่องที่เล่าได้ง่ายๆ ส่วนเรื่องที่พูดยากๆ เอาไว้ค่อยอธิบายทีหลัง

แน่นอนว่า ต่อให้เขาอยากจะเล่าให้ละเอียดทุกแง่มุม เขาก็เล่าไม่ได้หรอก

เพราะเรื่องในหอพยัคฆ์คำรน เฉินเซิ่งเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด ไม่เคยปรึกษาเขาเลย ดังนั้น ถึงแม้ว่านโยบายส่วนใหญ่ที่หอพยัคฆ์คำรนนำไปปฏิบัติในตอนนี้ จะผ่านมือเขาเป็นคนสั่งการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์เบื้องหลังของคำสั่งเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ

ความรู้สึกที่เฉินชิวมีต่อการเติบโตของหอพยัคฆ์คำรนก็คือ: โว้ว คนเยอะขึ้นเรื่อยๆ เลยเว้ย! โว้ว เงินก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ ด้วย!

ในเมื่อตัวเองยังไม่เข้าใจ ก็ย่อมไม่สามารถอธิบายให้เฉินโส่วฟังได้

จนกระทั่งเฉินหู่เล่ามาถึงตอนที่เป็นจุดเริ่มต้นความแค้นระหว่างพวกเขากับพวกนักพรตเถื่อนกลุ่มนั้น

ปู่สามเฉินก็เริ่มสอดแทรกเข้ามาบ้าง เป็นระยะๆ รวมถึงแผนการรับมือต่างๆ ของเฉินเซิ่งในคืนนั้นที่ฟางฉางอันด้วย

ช่วงแรกๆ

ตอนที่เฉินโส่วฟังเรื่องราวจากเฉินหู่ ในใจเขายังรู้สึกปลาบปลื้มใจอยู่เลย: พ่อเอ๊ย หลานชายของท่านเก่งกล้าสามารถจริงๆ รู้จักคิดหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัวที่กำลังลำบากแล้ว!

แต่พอฟังไปเรื่อยๆ สีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป... เริ่มจากตกใจ ตามมาด้วยความสงสัย และกลายเป็นความรู้สึกสงสัยในชีวิตตัวเอง

แล้วจากนั้น

เขาก็ตกอยู่ในวังวนแห่งความมึนงง ฟังฝั่งซ้ายก็มึน ฟังฝั่งขวาก็มึน คิดไปข้างบนก็งง คิดไปข้างล่างก็งง

พัฒนาการของสภาพจิตใจของเขาก็ประมาณนี้:

“เอ๊ะ ทำแบบนี้ก็ได้เหรอ? ทำไมเมื่อก่อนข้าถึงคิดไม่ถึงนะ?”

“ยอดเยี่ยมมาก อายุแค่นี้กลับสามารถคำนวณจิตใจคนได้อย่างแม่นยำขนาดนี้!”

“สุดยอด! ช่างเป็นแผนยืมดาบทางการมาฆ่าศัตรูที่แยบยลจริงๆ!”

“หืม? ไอ้เด็กปีศาจคนนี้ เป็นลูกชายข้าจริงๆ เหรอเนี่ย?”

“ข้ายอดเยี่ยมขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”

“ทำไมข้าถึงไม่รู้มาก่อนเลยล่ะ?”

“ข้าคือใคร?

“ข้าอยู่ที่ไหน?”

“ข้าไปเจออะไรมาเนี่ย?”

ในระหว่างที่เฉินหู่ เฉินชิว และปู่สามเฉินสลับกันเล่าเรื่อง เฉินเซิ่งก็นั่งเงียบไม่ปริปากเลยแม้แต่น้อย

ต่อให้ข้อสรุปบางอย่างที่พวกเขาอนุมานขึ้นมาเองจะผิดพลาด เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากแก้ไขแต่อย่างใด

เขาทำเพียงแค่คอยรินเหล้าและคีบกับข้าวให้กับทั้งสี่คน ทำหน้าที่ของลูกและหลานที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

เมื่อเฉินหู่เล่าจบ บนโต๊ะสี่เหลี่ยมก็ตกอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลานาน

เฉินโส่วเอาแต่กระดกเหล้าเข้าปากไม่หยุด

แต่ไม่ว่าจะดื่มไปมากแค่ไหน เขาก็ไม่อาจตื่นขึ้นมาจากความฝันอันประหลาดที่ว่า "ลูกชายขี้โรคของข้า จู่ๆ ก็กลายเป็นเด็กปีศาจผู้มีแผนการแยบยล" ไปได้

ในขณะที่เฉินหู่ เฉินชิว และปู่สามเฉินในตอนนี้ กลับรู้สึกตื่นตะลึงและทึ่งไปพร้อมๆ กัน!

ที่ผ่านมา เฉินเซิ่งเป็นคนคอยบงการทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในครอบครัว ธุรกิจแผงลอย หรือแม้แต่หอพยัคฆ์คำรน ล้วนเป็นเขาที่คอยตัดสินใจทั้งสิ้น

ส่วนพวกเขา ด้วยความไว้ใจ และ... สมองที่มีจำกัด

จึงไม่เคยตั้งข้อสงสัยใดๆ กับการตัดสินใจของเฉินเซิ่งเลย

แน่นอนว่า ก็แทบจะไม่เคยเก็บเอาการตัดสินใจของเฉินเซิ่งมาคิดวิเคราะห์หรือไตร่ตรองเลยเช่นกัน

พวกเขาเพียงแค่ทำตามคำสั่งของเฉินเซิ่ง วิ่งวุ่นไปมา ออกไปลุยงานตามที่เขาสั่งอย่างซื่อสัตย์

จนกระทั่งวันนี้ หลังจากที่พวกเขาได้ช่วยกันทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลเฉินตลอดสองเดือนกว่าที่ผ่านมาด้วยตัวเอง

พวกเขาถึงได้ตระหนักขึ้นมาว่า...

ที่แท้ ในเวลาเพียงสองเดือนกว่าๆ พวกเขาได้ลงมือทำเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ!

ที่แท้ ในเวลาเพียงสองเดือนกว่าๆ ตระกูลเฉินได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!

การค้นพบนี้

ทำให้พวกเขาเองยังต้องตกตะลึง!

ทำให้พวกเขาเองยังรู้สึกเหลือเชื่อ!

และในเวลานี้เอง ที่พวกเขาได้ตระหนักและมองเห็นภาพความร้ายกาจของเฉินเซิ่งได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดเป็นครั้งแรก!

การปะทะกันทางสติปัญญาที่ห่างชั้นกันขนาดนี้ เปรียบเสมือนภูเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้า ที่ในที่สุดก็ยอมเผยโฉมให้ชาวนาตีนเขาได้เห็นภาพรวมทั้งหมด ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก...

……

“ท่านลุงรอง ตอนนี้แผงลอยของตระกูลเราทั้งหมด มีรายได้เดือนละเท่าไหร่ครับ?”

หลังจากเงียบไปนาน ในที่สุดเฉินเซิ่งก็เอ่ยปากถามขึ้น

เฉินหู่ตอบโดยไม่ต้องคิด “ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ยอดเงินคงเหลือในบัญชีน่าจะอยู่ที่ประมาณแปดร้อยกว่าตำลึง!”

ตัวเลขนี้ ทำเอาเฉินโส่วที่เพิ่งจะได้สติกลับมา ตกตะลึงไปอีกครั้ง... อะไรนะ? เจ้าว่าอะไรนะ?

ผู้ชายตัวโตๆ อย่างพวกข้า เอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้าย ทนกินฝุ่นกินทรายอยู่ข้างนอกตั้งสามเดือน กว่าจะได้เงินมาห้าพันตำลึง?

แต่พวกเจ้าอยู่บ้านตั้งแผงขายของเล็กๆ น้อยๆ เดือนเดียวก็ได้ตั้งแปดร้อยกว่าตำลึงเนี่ยนะ?

เมื่อเฉินเซิ่งได้ยินตัวเลขนี้ เขาก็พยักหน้ารับอย่างไม่แปลกใจ ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับที่เขาคำนวณไว้ “หลังจากวันกู่อวี่ ข้าก็ได้สั่งให้ท่านกักตุนเสบียง จนถึงตอนนี้ กักตุนไว้ได้เท่าไหร่แล้วครับ?”

เฉินหู่คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “น่าจะประมาณแสนจินได้แล้ว... แต่ส่วนใหญ่เป็นธัญพืชหยาบที่ไม่มีใครเอานะ”

“ขอแค่กินประทังชีวิตได้ ไม่สนหรอกว่าหยาบหรือละเอียด!”

เฉินเซิ่งพยักหน้ารับอย่างเด็ดขาด ก่อนจะหันไปมองเฉินโส่ว “ท่านพ่อ ตอนนี้ท่านก็กลับมาแล้ว ตามความคิดของลูก ต่อไปนี้ลูกจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวเรื่องในบ้าน รวมถึงเรื่องแผงลอยอีกต่อไป ท่านคือผู้นำครอบครัว เมื่อก่อนท่านทำได้ดีมาก ลูกเชื่อว่าต่อไปท่านจะต้องทำได้ดียิ่งกว่าเดิมแน่ครับ!”

“ส่วนเรื่องของหอพยัคฆ์คำรน ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่านเพิ่งกลับมายังไม่คุ้นเคยกับงาน ลูกจะขอเป็นลูกมือช่วยท่านอาสือซานไปก่อน รอให้ท่านจัดการเรื่องในบ้านให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ท่านค่อยมารับช่วงงานในหอพยัคฆ์คำรนต่อ”

“ท่านคิดเห็นว่าอย่างไรครับ?”

สิ้นเสียงของเขา ปู่สามเฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็กระแทกชามเหล้าลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อืม ข้าว่าความคิดของหลานชายคนโตเข้าท่าทีเดียวนะ!”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 49 - เฉินโส่วกลับมา

คัดลอกลิงก์แล้ว