- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเป็นคุณชายขี้โรค พร้อมระบบพลิกชะตาสะท้านแผ่นดิน
- บทที่ 50 - ไม่แบ่งแยก
บทที่ 50 - ไม่แบ่งแยก
บทที่ 50 - ไม่แบ่งแยก
บทที่ 50 - ไม่แบ่งแยก
ขอบฟ้าเพิ่งจะปรากฏแสงสีน้ำเงินเข้มดั่งอัญมณี
เฉินเซิ่งถือกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมก้าวเข้ามาในลานหน้าบ้านตรงเวลา ก็เห็นแสงไฟลอดออกมาจากห้องโถง
เขาผลักประตูห้องโถงที่แง้มอยู่ด้วยความสงสัย ก็เห็นเฉินโส่วนั่งแผ่หลาอยู่บนเก้าอี้ บนโต๊ะข้างกายมีจอกเหล้าเปล่าวางระเกะระกะอยู่หลายใบ
ดูท่าทางแล้ว เหมือนจะนั่งดื่มเหล้าคนเดียวมาตลอดทั้งคืน...
เมื่อคืนหลังจากงานเลี้ยงเลิกรา เฉินเซิ่งเป็นคนประคองเขากลับเข้าห้องด้วยตัวเอง และเห็นเขานอนหลับไปแล้ว จึงกลับไปที่ห้องของตัวเอง
นึกไม่ถึงว่า เขาจะแอบออกมาที่ห้องโถงนี้ แล้วดื่มเหล้าตลอดทั้งคืน
เฉินเซิ่งลอบถอนหายใจในใจ คิดว่า “ดูเหมือนเรื่องที่พูดกันเมื่อวาน จะสร้างความตื่นตะลึงให้เขามากเกินไปหน่อย”
เฉินหู่กับเฉินชิวเป็นคนที่ประสบพบเจอเรื่องราวเหล่านั้นมาด้วยตัวเอง ต่อให้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจแค่ไหน แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า มันก็จะกลายเป็นเรื่องปกติไปเอง
แต่สำหรับเฉินโส่วแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับการที่ลูกชายของตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในชั่วข้ามคืน...
เขาว่ากันว่าไม่มีใครรู้ใจลูกเท่าพ่อ
เขาคงจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแล้วกระมัง...
“ท่านพ่อ ท่านเมาแล้ว ให้ลูกไปส่งท่านที่ห้องพักผ่อนเถอะครับ”
เฉินเซิ่งวางกระบี่ลง เดินเข้าไปประคองเฉินโส่วอย่างเบามือพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทว่าเฉินโส่วที่กำลังเมามาย กลับคว้ามือของเฉินเซิ่งไว้
ฝ่ามือใหญ่เท่าพัดสาน บีบมือเฉินเซิ่งจนปวดร้าว
แต่เขากลับไม่ปริปากร้องสักคำ
“มา มากินเป็นเพื่อนข้าหน่อย!”
เฉินโส่วพูดจาอ้อแอ้ ยัดเหยือกเหล้าใส่มือเฉินเซิ่ง
เฉินเซิ่งรับเหยือกเหล้ามา ลังเลอยู่สองอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าตอบ “ถ้าอย่างนั้น ลูกจะดื่มเป็นเพื่อนท่านพ่อสักหน่อยครับ”
ปกติเขาไม่ชอบดื่มเหล้า เพราะคออ่อน
และเพราะแอลกอฮอล์ทำลายสติสัมปชัญญะ ทำให้เสียงานเสียการได้ง่าย
แต่เรื่องแบบนี้ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับคนและสถานการณ์ด้วย...
เขาลากเก้าอี้มาตัวหนึ่ง นั่งลงตรงข้ามเฉินโส่ว ยกเหยือกเหล้าขึ้นชนกับเขาเบาๆ แล้วยกเหยือกขึ้นดื่มรวดเดียวคำใหญ่ ความรู้สึกเปรี้ยวเฝื่อนบาดคอ ทำให้เขาต้องพยายามอย่างหนักกว่าจะกลืนลงไปได้
ซึ่งมันทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้ามีเสบียงมากพอ การต้มเหล้าก็น่าจะเป็นธุรกิจที่ดีเหมือนกันนะ ถึงเขาจะไม่รู้ขั้นตอนการกลั่นเหล้าที่ซับซ้อน แต่ต่อให้ทำได้แค่เหล้าคุณภาพต่ำที่ด้อยกว่าหลายระดับ ก็ยังเหนือกว่าเหล้าส่วนใหญ่ในราชวงศ์ต้าโจวได้อย่างสบายๆ... อืม น่าสนใจ!
ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะลองเปิดโรงเหล้าเล็กๆ เพื่อลองผิดลองถูกดูดีไหม จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะร่าของเฉินโส่ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า... ต้าหลาง เป็นลูกผู้ชาย จะกินเหล้าไม่เป็นได้ยังไง!”
เมื่อเฉินโส่วเห็นท่าทางเบ้ปากทำหน้าขมขื่นของเขา ความมั่นใจในความเป็นพ่อก็กลับคืนมาได้บ้าง
เฉินเซิ่งยิ้ม พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ท่านพ่อพูดถูกครับ ต่อไปลูกจะหัดดื่มเหล้าให้เป็น... ท่านพ่อกำลังกังวลเรื่องในบ้านหรือครับ? ถ้าท่านพ่อไม่ไว้ใจลูก เรื่องของหอพยัคฆ์คำรน ท่านพ่อก็เอาไปดูแลด้วยเลยก็ได้นะครับ...”
เขาไม่ได้อยากจะมานั่งชิงดีชิงเด่นกับคนในครอบครัวหรอก แต่ก็ต้องลองหยั่งเชิงดูความคิดที่แท้จริงของคนเป็นพ่อสักหน่อย
ทว่า เขายังพูดไม่ทันจบ เฉินโส่วก็โบกมือตัดบทเสียก่อน “ลูกข้าเป็นคนมีไหวพริบ รู้จักจัดการเรื่องราวต่างๆ ภายในเวลาแค่สามเดือน ก็สามารถดูแลบ้านเรือนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เจริญรุ่งเรืองขึ้นผิดหูผิดตา คนเป็นพ่ออย่างข้ามีแต่จะดีใจ แล้วจะไปแก่งแย่งอำนาจอะไรกับลูกล่ะ... ข้าแค่คิดถึงแม่ของเจ้าน่ะ”
เฉินเซิ่งมองเขาอย่างงุนงง แม่?
แม่แท้ๆ ของเฉินเซิ่งน้อยตายตั้งแต่ตอนคลอดเขา เฉินเซิ่งน้อยจึงไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับแม่เลย
“ท่าทางเจ้าเล่ห์แสนกลของลูก ช่างเหมือนแม่ของเจ้าไม่มีผิด... นางเป็นถึงลูกผู้ดีมีตระกูลจากชิงเหอ อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่มีเหตุมีผลที่สุด...”
ดวงตาของเขาแดงก่ำ ท่ามกลางแสงไฟสลัวสีส้มแดง ราวกับมีน้ำตาเอ่อล้นอยู่ในดวงตา
เมื่อเฉินเซิ่งได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก... นี่คือการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองระดับสิบเต็มสิบเลยนะเนี่ย!
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าความคิดก่อนหน้านี้ของตัวเองมันช่างน่าขัน
พฤติกรรมของเขา แม้จะแตกต่างจากเฉินเซิ่งน้อยโดยสิ้นเชิง ชนิดที่คนตาบอดยังมองออกว่าเป็นคนละคนกัน
แต่เขาก็คือเฉินเซิ่งจริงๆ ไม่ได้แอบอ้าง หรือปลอมตัวมาแต่อย่างใด!
อย่าว่าแต่ราชวงศ์ต้าโจวเลย
ต่อให้เป็นมิติเวลาในชาติก่อนของเขา ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการข้ามมิติ หรือการสิงร่างวนเวียนอยู่ในอินเทอร์เน็ตมากมายขนาดไหน แต่ถ้าในชีวิตจริงมีเพื่อนหรือญาติที่จู่ๆ ก็นิสัยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จะมีใครบ้าไปสงสัยว่าเขาถูกวิญญาณคนอื่นมาสิงร่างบ้างล่ะ?
ขนาดพวกเบียวๆ ยังไม่คิดอะไรบ้าบอขนาดนั้นเลย!
อย่างมากก็แค่สงสัยว่า คนคนนี้ไปเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอะไรมาอย่างหนักหรือเปล่า... หรือว่าโดนสวมเขา?
อีกอย่าง หลังจากที่เขารับความทรงจำและความรู้สึกทั้งหมดของเฉินเซิ่งน้อยมาแล้ว เขาก็ไม่ใช่เฉินเซิ่งคนเดิมในชาติก่อนอีกต่อไป
หากเปรียบความทรงจำและจิตสำนึกของคนคนหนึ่งเป็นจิตวิญญาณ
ถ้าอย่างนั้น ตัวเขาในตอนนี้ ก็คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสองจิตวิญญาณ
ใช่แล้ว แม้ว่าเฉินเซิ่งในตอนนี้ จะมีจิตสำนึกหลักมาจากชายวัยกลางคนร่างท้วมจากอีกมิติเวลาหนึ่ง
แต่การที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วลุกขึ้นมาทำเรื่องต่างๆ ให้ตระกูลพ่อค้าเร่เฉิน มันจะไม่มีจิตสำนึกของเด็กหนุ่มที่อยากจะออกไปวิ่งเล่น อยากจะแบ่งเบาภาระของครอบครัว คอยชักนำอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ เลยเชียวหรือ?
แม้แต่มิตรภาพยังต้องใช้เวลาสะสม แล้วนับประสาอะไรกับการยอมรับญาติพี่น้องกว่าพันคนของตระกูลพ่อค้าเร่เฉินในรวดเดียวล่ะ?
หากเปรียบสองจิตวิญญาณเป็นสองสายน้ำ
เช่นนั้น เฉินเซิ่งในตอนนี้ ก็คือแม่น้ำสายใหม่ที่เกิดจากการบรรจบกันของสองสายน้ำ... และสิ่งที่เขาทำให้กับตระกูลพ่อค้าเร่เฉิน ก็คือร่องน้ำที่สองสายน้ำไหลมารวมกัน
นับตั้งแต่นี้ไป สองจิตวิญญาณที่แปลกหน้าก็ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และไม่อาจแยกจากกันได้อีก
พูดง่ายๆ ก็คือ...
เฉินเซิ่งคือลูกชายของเฉินโส่วจริงๆ
ไม่ใช่สัตว์ประหลาดแฟรงเกนสไตน์ที่ยืมร่างคนตายมาเกิดใหม่!
……
เมื่อคิดตกในจุดนี้ได้ ความขัดเขินที่ตกค้างอยู่ในใจของเฉินเซิ่งก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
เขาอดไม่ได้ที่จะยืดอกขึ้น รู้สึกว่าในใจมีความมั่นใจอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เขาลุกขึ้น ดึงเหยือกเหล้ามาจากมือเฉินโส่ว “เอาล่ะ ท่านก็ดื่มมาทั้งคืนแล้ว ไปพักผ่อนเถอะครับ!”
เฉินโส่วพยายามจะแย่งเหยือกเหล้ากลับมาอย่างไม่พอใจ พลางบ่นพึมพำ “แกกล้าขัดคำสั่งพ่อเรอะ ไอ้เด็กบ้า ระวังข้าจะตีก้นแกนะ!”
“ต่อให้ท่านจะตีข้า!”
เฉินเซิ่งไม่ยอมถอย ประคองเขาให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างเต็มแรง “ก็ต้องรอให้สร่างเมาก่อนสิครับ!”
ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของเฉินเซิ่ง ในที่สุดเฉินโส่วก็ยอมเผยรอยยิ้มออกมา ปล่อยให้เฉินเซิ่งประคองเดินออกจากห้องโถงไป
“เรื่องในบ้าน ถ้าเจ้าทำไหว ก็ทำต่อไปเถอะ”
เขาพูดจาอ้อแอ้ “พ่อไม่ได้เรียนหนังสือมาเยอะ รู้จักแต่ใช้กำลังแก้ปัญหา สิ่งที่เจ้าทำ พ่อดูไม่เข้าใจเลย ปู่ของเจ้าอุตส่าห์ฝากฝังครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ไว้ให้พ่อ แต่พ่อกลับดูแลได้แค่นี้ ถ้าตายไป ปู่ของเจ้าต้องเอาไม้กระบองฟาดพ่อแน่ๆ...”
เฉินเซิ่งร้อง “อืม” ตอบรับ “ไม่เป็นไรหรอกครับ ไว้ท่านสร่างเมาเมื่อไหร่ เราค่อยคุยกันเรื่องนี้”
เฉินโส่ว: “ข้าไม่ได้เมานะ ข้าบอกเจ้าเลย ข้าจะไปฟันพวกนักพรตเถื่อนที่มันมาหาเรื่องครอบครัวเราเดี๋ยวนี้แหละ!”
เฉินเซิ่ง: “ครับๆ ท่านไม่ได้เมา ท่านแค่ง่วง กลับไปนอนเถอะครับ”
เฉินโส่ว: “อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ ข้าพูดจริงจัง พวกนักพรตเถื่อนนั่น เจ้าไม่ต้องยุ่ง เดี๋ยวข้าตื่นแล้วจะไปจัดการพวกมันเอง บังอาจนัก กล้ามายื่นมือเข้ามายุ่งกับครอบครัวเราในอำเภอเฉิน...”
พอได้ยินคำพูดที่คุ้นเคยเหล่านี้ เฉินเซิ่งก็รู้สึกปวดหัวตึบๆ
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว ว่านิสัยหัวร้อนไม่กลัวใครของคนทั้งตระกูลพ่อค้าเร่เฉิน มันมาจากไหน
ที่แท้มันก็เริ่มมาจากครอบครัวเขานี่เอง
นี่มันสมกับคำว่า แม่ทัพห่วยทหารก็พลอยห่วยไปด้วย แม่ทัพห้าวทหารก็พลอยห้าวไปด้วยจริงๆ!
[จบแล้ว]