เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - พลีชีพเข้าพวกกบฏ

บทที่ 47 - พลีชีพเข้าพวกกบฏ

บทที่ 47 - พลีชีพเข้าพวกกบฏ


บทที่ 47 - พลีชีพเข้าพวกกบฏ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

ตลาดเหนือยังคงมีรถม้าขวักไขว่ ผู้คนเดินกันขวักไขว่พลุกพล่านเช่นเคย

ข่าวลือเรื่องคนร้ายใช้คนเลี้ยงปีศาจที่แพร่สะพัดไปทั่วอำเภอเมื่อวาน ดูเหมือนจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านผู้ขยันขันแข็งที่มาเดินตลาดเช้าเหล่านี้เลย

ก็นะ ความทุกข์และความสุขของคนเรามันไม่ได้เชื่อมถึงกันนี่นา

เรื่องใหญ่ในสายตาของคนใหญ่คนโต ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับชาวบ้านตาดำๆ สักเท่าไหร่

สิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดสนใจ ก็มีแค่ข้าวปลาอาหารสามมื้อของตัวเองเท่านั้น...

บนถนนสายยาวอันกว้างขวางที่มีสัตว์เลี้ยงเดินขวักไขว่ ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า มีสุนัขตัวใหญ่ขนาดเท่าลูกวัว นัยน์ตาสองข้างทอประกายสีเขียวประหลาด แอบลอบเข้ามาในตลาดเหนือ

จนกระทั่งสุนัขตัวใหญ่นั้นกระโจนเข้าใส่คนเดินถนนผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง และกัดคอของเขาจนขาดกระจุยในคำเดียว ถึงได้เกิดเสียงร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น

ในชั่วพริบตา ผู้คนต่างพากันวิ่งหนีแตกตื่นไปคนละทิศคนละทาง ไม่รู้ว่าชนคนแก่ เด็ก และผู้หญิงล้มลงไปมากเท่าไหร่

พ่อแม่พลัดหลงกับลูกน้อย

ลูกๆ พลัดหลงกับพ่อแก่ชรา

สามีพลัดหลงกับภรรยา

นอกจากนี้ยังมีพวกคนขายเนื้อและพรานป่าที่ไม่เชื่อเรื่องงมงาย ถือมีดแหลมและมีดตัดฟืนพุ่งเข้าไป หมายจะฆ่าสัตว์เดรัจฉานกินคนตัวนี้

ทว่าสุนัขตัวใหญ่นี้กลับไม่เหมือนสัตว์ป่าทั่วไป กรงเล็บของมันใหญ่ราวกับค้อนทองแดง และแหลมคมดั่งมีดดาบ!

แค่ตวัดกรงเล็บตามอำเภอใจ ก็สามารถซัดคนจนกระเด็นลอยไปไกลหลายจั้ง ล้มลงกองกับพื้นลุกไม่ขึ้นอีกเลย

แค่ตะปบกรงเล็บตามใจชอบ ก็สามารถตัดแขนและหัวของคนให้ขาดกระเด็นได้ราวกับหั่นเต้าหู้

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง แผ่ซ่านไปทั่วสายหมอกยามเช้า

ทำให้เช้าอันเงียบสงบและคึกคักนี้ ถูกปกคลุมไปด้วยสีเลือด ที่ต่อให้เป็นแสงแดดอันเจิดจ้าของเดือนห้าก็ไม่อาจขับไล่ไปได้

ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ

เหตุการณ์เลวร้ายที่สัตว์ปีศาจบุกเข้ามาเข่นฆ่าผู้คนในเมืองอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งร้อยปีจะเกิดสักครั้งนี้ กลับไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่เดียว!

……

“ท่านว่ายังไงนะครับ?”

เฉินเซิ่งประคองชามบะหมี่ไข่ใบใหญ่กว่าหน้า นั่งซูดเส้นอยู่บนขั้นบันไดหน้าห้องโถง พอฟังคำพูดของเฉินหู่จบ ก็รู้สึกเหมือนหูตัวเองฝาดไป “ท่านพูดอีกทีสิครับ?”

บนใบหน้าของเฉินหู่ยังคงมีความตื่นตระหนกที่ปิดบังไม่อยู่ “มีสัตว์ปีศาจกินคนปรากฏตัวทั้งสี่ทิศของเมือง โดยเฉพาะในตลาดทั้งสี่แห่งหนักหน่วงที่สุด!”

“มีทั้งสี่ทิศเลยหรือครับ?” เฉินเซิ่งขมวดคิ้วแน่น “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่ามีสัตว์ปีศาจอย่างน้อยสี่ตัวน่ะสิ? แล้วที่ว่าการเมืองล่ะ? ทหารเมืองล่ะ? ศาลาที่ทำการตลาดแต่ละแห่งล่ะไปไหนหมด?”

เฉินหู่: “นอกจากปีศาจแมวในตลาดใต้ที่หนีไม่ทัน ถูกทหารเมืองรุมล้อมจนตาย สัตว์ปีศาจตัวอื่นๆ ล้วนหนีรอดไปได้หมด!”

“พวกไม่ได้เรื่อง!”

เฉินเซิ่งโกรธจนยกชามบะหมี่ในมือขึ้น แต่พอจะทิ้งลงพื้นก็รู้สึกเสียดาย ทำได้เพียงพ่นคำด่าทอสารพัดเพื่อระบายความโกรธในใจ “ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง เลี้ยงหมาสักตัวยังดีกว่าเลี้ยงไอ้พวกขุนนางหน้าโง่พวกนี้ ไอ้พวกขยะ ไอ้พวกไร้ค่า ไอ้พวกปลวกสังคม จะมีพวกแกไว้ทำซากอะไร...”

เฉินหู่: ???

เฉินเซิ่งด่าทออยู่พักใหญ่ ถึงค่อยระงับความโกรธในใจลงได้ ฝืนทบทวนต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้อย่างจริงจัง

หลังจากทบทวนต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง เขาก็ค้นพบว่า ปฏิกิริยาของคนกลุ่มนี้เมื่อต้องรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มักจะรุนแรงและสุดโต่งอยู่เสมอ

ครั้งแรก หลังจากที่ลูกน้องของจ้าวสี่ซึ่งถูกส่งไปเก็บค่าคุ้มครองความสะอาดไปพังแผงขายยันต์สีเหลืองของพวกมัน คืนนั้นพวกมันก็ส่งคนมาลอบสังหารจ้าวสี่ทันที!

ครั้งที่สอง หลังจากลอบสังหารจ้าวสี่ไม่สำเร็จ ศาลาที่ทำการตลาดเหนือส่งเจ้าหน้าที่ไปจับกุม คนกลุ่มนี้ถึงกับรวมกำลังคนตั้งใจจะตีฝ่าหนีออกจากอำเภอเฉินอย่างอาจหาญ!

ครั้งที่สาม ซึ่งก็คือครั้งนี้ หลังจากเรื่องใช้คนเลี้ยงสัตว์ปีศาจแดงขึ้นมา แล้วที่ว่าการเมืองออกประกาศจับ ในวันต่อมาพวกมันก็ปล่อยสัตว์ปีศาจออกมากินคนทันที!

นี่ไม่สามารถเรียกว่าพวกผูกใจเจ็บได้อีกต่อไปแล้ว! แต่ต้องเรียกว่า พวกไร้สมอง!

แต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่คนกลุ่มนี้กำลังวางแผนอยู่นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่และเร่งด่วนมาก! และคนกลุ่มนี้ ก็ไม่ได้เห็นที่ว่าการเมืองเฉินจวิ้นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย!

หากในสมองของคนพวกนี้ มีความคิดที่จะ “ค่อยเป็นค่อยไป” อยู่บ้างสักนิด การลงมือก็คงไม่บ้าระห่ำไร้ความเกรงกลัวถึงเพียงนี้!

เฉินเซิ่งเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ ว่า ตัวเองอาจจะ... เตะเข้ากับแผ่นเหล็กหนาเข้าให้แล้ว!

“บัดซบเอ๊ย!”

เขาพ่นน้ำลายออกมาด้วยความหงุดหงิด ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว “ท่านลุงรอง ท่านรีบไปที่หอพยัคฆ์คำรนเดี๋ยวนี้เลย ไปบอกท่านอาสือซานว่าเรื่องที่หารือกันเมื่อคืนให้พักไว้ก่อน ให้พวกเขารักษาสถานการณ์เดิมไว้ ช่วงนี้ห้ามวู่วามลงมือทำอะไรเด็ดขาด!”

ในเวลานี้ เขาได้แต่รู้สึกโชคดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างจ้าวสี่และตระกูลเฉิน ยังไม่ถูกเปิดเผย

เรื่องเมื่อวาน ถึงแม้พวกเขาจะทำลายแผนการใหญ่ของพวกนักพรตเถื่อน และยังฆ่าคนของพวกมันไปหนึ่งคน

แต่โดยรวมแล้ว การกระทำทั้งหมดของตระกูลพ่อค้าเร่เฉินเมื่อวานนี้ ล้วนเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามปกติ ไม่ได้จงใจมุ่งเป้าไปที่ใคร

ตระกูลพ่อค้าเร่เฉินของเรามีลูกหลานพลัดหลง จะไม่ให้ออกตามหาได้อย่างไร?

ลูกหลานของตระกูลพ่อค้าเร่เฉินถูกฆ่าตาย แถมในที่เกิดเหตุยังมีร่องรอยว่าคนร้ายใช้คนเลี้ยงสัตว์ปีศาจ จะไม่ให้ไปแจ้งทางการได้อย่างไร?

พวกเจ้าส่งคนมาลอบสังหารข้า ข้าก็ต้องป้องกันตัวสิ จะให้ยืดคอรอให้พวกเจ้าฟันหรือไง?

ตรรกะพวกนี้อาจจะฟังดูซับซ้อนอยู่สักหน่อย

แต่ความจริงก็คือ เฉินเซิ่งรู้แล้วว่า เบื้องหลังของการใช้คนเลี้ยงสัตว์ปีศาจ ก็คือพวกนักพรตเถื่อนโพกผ้าเหลืองกลุ่มนั้น

ทว่าพวกนักพรตเถื่อนกลุ่มนั้น ในตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่า เฉินเซิ่งรู้แล้วว่าเบื้องหลังเรื่องนี้คือพวกมัน

และยิ่งไม่รู้ว่า คนที่พวกมันส่งเข้ามาในอำเภอเฉินก่อนหน้านี้ ก็ถูกเฉินเซิ่งวางแผนจัดการจนตายไปแล้ว

ส่วนเรื่องที่มาผูกใจเจ็บและมีคนตายกับตระกูลพ่อค้าเร่เฉินนั้น...

พวกมันยังไม่เห็นที่ว่าการเมืองเฉินจวิ้นอยู่ในสายตาเลย แล้วจะไปสนใจการผูกความแค้นกับตระกูลพ่อค้าเร่เฉินได้อย่างไร?

คนตายงั้นหรือ? ทำอาชีพแบบนี้ ตายไปสักกี่คนมันจะสำคัญอะไร?

พูดให้ฟังดูแย่หน่อยก็คือ คนที่มีความแค้นกับพวกมันมีตั้งมากมาย ตระกูลพ่อค้าเร่เฉินแห่งอำเภอเฉินจะนับเป็นตัวอะไรได้?

ช่องว่างของข้อมูลนี้ ไม่ได้ช่วยให้เฉินเซิ่งรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้เลย

ยอดฝีมือของตระกูลพ่อค้าเร่เฉินออกไปค้าขายต่างเมืองกันหมด คนที่เหลือเฝ้าบ้านถ้าไม่แก่ชราก็พิการหรือเจ็บป่วย

ส่วนหอพยัคฆ์คำรน ด้วยสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีรากฐานฝังลึกในอำเภอเฉิน จึงยังไม่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์กับตระกูลพ่อค้าเร่เฉินได้ในตอนนี้

ดังนั้น ต่อให้มีช่องว่างของข้อมูลนี้อยู่ในมือ เฉินเซิ่งก็ไม่มีไพ่ให้เล่น และไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้อยู่ดี

แต่การกุมช่องว่างของข้อมูลนี้ไว้ จะเป็นประโยชน์ต่อเฉินเซิ่งในการสลับตำแหน่งระหว่างตระกูลพ่อค้าเร่เฉินกับพวกนักพรตเถื่อนกลุ่มนั้น

ในสายตาของพวกนักพรตเถื่อนในตอนนี้ ตระกูลพ่อค้าเร่เฉินอยู่ในที่แจ้ง ส่วนพวกมันอยู่ในที่ลับ

แต่เมื่อมีช่องว่างของข้อมูลนี้แล้ว กลับกลายเป็นว่าพวกนักพรตเถื่อนอยู่ในที่แจ้ง ส่วนตระกูลพ่อค้าเร่เฉินอยู่ในที่ลับแทน!

ความแตกต่างระหว่างที่แจ้งกับที่ลับนี้ มันช่างมากมายมหาศาลนัก!

เมื่อตระกูลพ่อค้าเร่เฉินอยู่ในที่แจ้ง ก็ทำได้เพียงรอรับการแก้แค้นจากพวกนักพรตเถื่อนอย่างฝ่ายถูกกระทำเท่านั้น!

แต่เมื่อตระกูลพ่อค้าเร่เฉินอยู่ในที่ลับ ก็จะสามารถเป็นฝ่ายเลือกจังหวะเวลาในการเข้าไปชำระแค้น และ... คอยโหมกระพือไฟอยู่เบื้องหลังได้!

ซึ่งจุดนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่ศัตรูแข็งแกร่งกว่าตระกูลพ่อค้าเร่เฉินดังเช่นที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน!

……

เฉินหู่ฟังจบ ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบถามด้วยความลังเลใจ “ต้าหลาง หรือว่าเรื่องนี้จะปล่อยให้จบลงแค่นี้หรือ?”

“ตระกูลเรามีคนตาย แถมท่านลุงท่านอาก็บาดเจ็บกันตั้งมากมาย...”

เฉินเซิ่งสูดบะหมี่ไข่เข้าปากคำโต พลางแค่นหัวเราะทั้งๆ ที่น้ำซุปยังเต็มปาก “จะปล่อยให้จบลงแค่นี้ได้ยังไงล่ะ!”

“ก็แค่ตอนนี้กำลังเราสู้พวกมันไม่ได้ เราไม่มีความจำเป็นต้องไปสู้ตายแลกชีวิตกับพวกมันก็เท่านั้น!”

“คนกลุ่มนี้ทำอะไรรุนแรงสุดโต่งขนาดนี้ คนที่ผูกใจเจ็บกับพวกมันย่อมไม่มีแค่ตระกูลพ่อค้าเร่เฉินของเราตระกูลเดียวแน่!”

“ถ้าพวกมันสามารถกุมความได้เปรียบไว้ได้อย่างเด็ดขาดตลอดไป ก็แล้วไปเถอะ ถึงคนที่มีความแค้นกับพวกมันจะเยอะแค่ไหน ก็ได้แต่โกรธแค้นอยู่ในใจ ไม่กล้าพูดอะไรออกมา!”

“แต่ด้วยวิธีการพุ่งชนอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้ พวกมันจะไปได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร?”

“ก้าวยาวเกินไป เดี๋ยวเป้าก็ขาดหรอก!”

“ทันทีที่พวกมันเพลี่ยงพล้ำ ทุกคนที่โกรธแค้นแต่ไม่กล้าพูด ก็จะพากันรุมทึ้งพวกมันทันที!”

“สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้ ก็คือการรักษากำลังไว้ แล้วรอคอยวันที่พวกมันเพลี่ยงพล้ำ!”

คนโบราณกล่าวไว้ได้ดีนัก สวรรค์หากจะทำลายผู้ใด ย่อมต้องทำให้ผู้นั้นบ้าคลั่งเสียก่อน!

ในสายตาของเฉินเซิ่ง วิธีการทำงานของพวกนักพรตเถื่อนกลุ่มนี้ก็เข้าใกล้ความบ้าคลั่งไปทุกทีแล้ว!

หากลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเขาเป็นผู้นำของนักพรตเถื่อนกลุ่มนี้ เขาสามารถหาวิธีการได้เป็นร้อยวิธี ที่จะบรรลุเป้าหมายในปัจจุบัน โดยไม่ทำให้ที่ว่าการเมืองเฉินจวิ้นตื่นตระหนกตกใจ!

แต่วิธีการที่นักพรตเถื่อนกลุ่มนี้ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นวิธีที่เลวร้ายที่สุด... ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น!

เฉินหู่มองเขาด้วยความลังเล ผ่านไปพักใหญ่ถึงเอ่ยเสียงเบา “ต้าหลาง ลุงรองเรียนมาน้อย เจ้าอย่ามาหลอกลุงรองนะ!”

เฉินเซิ่งได้ยินดังนั้น ก็ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านลุงรอง คนที่เกือบจะโดนพวกมันฆ่าตายเมื่อวานนี้ คือข้านะครับ! ในสายตาท่าน ข้าเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ยอมทนกลืนเลือดตัวเองลงคอโดยไม่ตอบโต้งั้นหรือ?”

เฉินหู่มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพยักหน้า “เหมือนอยู่นะ!”

เฉินเซิ่งขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับตาแก่คนนี้ โบกมือไล่ “พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ท่านรีบไปหาท่านอาสือซานเถอะ... ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็รอดูท่าทีของที่ว่าการเมืองไปก่อนแล้วกัน!”

……

ในเวลาเดียวกัน

นักพรตผอมบางใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา สวมเสื้อผ้าร้อยแปดปะ ถือไม้เท้าเก้าปล้อง ชายเสื้อปลิวไสว ก้าวเท้าเข้าสู่ที่พำนักเจ้าเมือง

เพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตูสีแดงชาด ตริ่งสามขาสลักลายสัตว์ก็ถูกปามาตกแทบเท้าเขา ลูกพลัมสีเขียวในตริ่งกลิ้งกระจายเต็มพื้น!

“ลัทธิไท่ผิงของพวกเจ้า ก็เป็นแค่กบฏไพร่ชั้นต่ำ กล้าดีอย่างไรมาหลอกลวงข้า!”

เสียงคำรามดั่งสิงโตดังก้องไปทั่วห้องโถงสีแดงเข้ม ชายชราผอมบางบนที่นั่งหลักผู้มีหนวดเคราและคิ้วขาวโพลน ปล่อยผมสยายเดินเท้าเปล่า ดวงตาเบิกโพลงราวดุร้าย ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก

นักพรตผอมบางมองดูชายชราผอมบางบนที่นั่งหลัก จู่ๆ ก็ยิ้ม ก้มลงเก็บลูกพลัมสีเขียวขึ้นมาลูกหนึ่ง นำเข้าปากเคี้ยวพลางกล่าว “ใต้เท้าทราบหรือไม่ ว่าลูกพลัมสีเขียวเช่นนี้ ต้องสูญเสียแรงงานและทรัพย์สินไปมากเพียงใด กว่าจะมาวางอยู่บนโต๊ะของใต้เท้าได้?”

“เช้ง!”

ชายชราผอมบางได้ยินดังนั้นก็โกรธจนทนไม่ไหว ชักกระบี่ประจำกายที่วางอยู่ข้างเก้าอี้ลายพยัคฆ์ออกมา ฟันโต๊ะเตี้ยตรงหน้าจนขาดสะบั้น “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้างั้นหรือ?”

“ใต้เท้าย่อมกล้าอยู่แล้ว!”

นักพรตผอมบางยิ้มเยาะ “ปีนั้น ผู้ลี้ภัยสามพันคนในอำเภอขู่เซี่ยน ใต้เท้าเพียงแค่สะบัดมือก็สั่งประหารจนหมดสิ้น ชีวิตเล็กๆ ของคนต่ำต้อยอย่างข้า จะนับเป็นอะไรได้เล่า?”

“เจ้า...”

ชายชราพูดไม่ออก แต่ความโกรธเกรี้ยวระหว่างคิ้วกลับเพิ่มทวีคูณ!

“พอเถอะ!” รอยยิ้มบนมุมปากของนักพรตผอมบางยิ่งชัดเจนขึ้น เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อใต้เท้ายอมลดตัวลงมาพบกับคนต่ำต้อยอย่างข้า แล้วจะมาแสร้งทำท่าทีเช่นนี้ไปทำไมกัน? นอกจากจะทำให้สายเลือดอันสูงส่งของทายาทตี้เกาหยางต้องมัวหมองแล้ว คนต่ำต้อยอย่างข้าเห็นแล้วยังรู้สึกคลื่นไส้เลย!”

กระบี่วิเศษในมือชายชราผอมบางบนที่นั่งหลักตกลงจิ้มพื้นอย่างเงียบงัน ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงพลันก่อตัวขึ้นในใจ

ลัทธิไท่ผิง เดิมทีก็เป็นเพียงโรคหิดโรคกลาก เหตุใดจึงกลายเป็นฝีร้ายที่มีพิษรุนแรงไปได้?

ช่างน่าขันนัก ที่ลัทธิไท่ผิงเชื่อมโยงกองกำลังไปถึงหกแคว้นแล้ว แต่บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก กลับยังคงหลงมัวเมาอยู่กับภาพฝันของราชวงศ์อันศักดิ์สิทธิ์ร้อยชั่วอายุคน และยุคทองที่เจริญรุ่งเรือง ไม่ยอมลืมตาขึ้นมามองความจริง

เขาเป็นเพียงแค่เจ้าเมืองเล็กๆ คนหนึ่ง ต่อให้มีใจอยากจะฆ่ากบฏ แต่จะมีกำลังอะไรไปพลิกฟื้นสถานการณ์ได้?

น่าอนาถใจที่เขามีใจปรารถนาจะกอบกู้โลก แต่กลับต้องมาเกิดในยุคสมัยที่โสมมเช่นนี้...

เอาเถอะ เอาเถอะ! ยอมเสียสละร่างกายอันบริสุทธิ์ของตน ยอมร่วมหัวจมท้ายกับกบฏ วิญญาณบรรพชนในปรโลกก็คงจะยิ้มรับ!

“เคร้ง!” ชายชราผอมบางทิ้งกระบี่วิเศษลง เปลี่ยนสีหน้าเป็นเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและรอยยิ้มบางๆ “ชายชราผู้นี้เสียมารยาท ทำให้ท่านอาจารย์ต้องตกใจแล้ว รีบเชิญนั่งเถิด!”

นักพรตที่อยู่เบื้องล่างแสร้งทำเป็นดีใจอย่างยิ่ง “ตระกูลสูงศักดิ์อันบริสุทธิ์ของใต้เท้า ยังยอมเข้าร่วมกับลัทธิไท่ผิงของเรา มรรคาของเราไม่โดดเดี่ยวแล้ว!”

ชายชราผอมบางบนที่นั่งหลักก็หัวเราะลั่นเช่นกัน “ได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จางผิงมานานแล้ว น่าเสียดายที่ไร้วาสนาได้พานพบ วันนี้ได้พบกับท่านอาจารย์ ก็ราวกับได้พบท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า...”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 47 - พลีชีพเข้าพวกกบฏ

คัดลอกลิงก์แล้ว