เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 - กินบะหมี่

บทที่ 13 - กินบะหมี่

บทที่ 13 - กินบะหมี่


บทที่ 13 - กินบะหมี่

อากาศในเดือนสามแห่งฤดูใบไม้ผลิ ทุกวันล้วนเป็นวันที่อากาศดี

ณ ลานบ้านตระกูลเฉิน เฉินเซิ่งในชุดฝึกวิชาตัวหลวมกำลังฝึกหมัดสังหารชีพอย่างลืมตัว

จากการสะสมความก้าวหน้ามาหลายวัน ในที่สุดวันนี้เขาก็มาถึงจุดที่รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังจะปะทุออกมา

แม้ตัวเขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่า สิ่งที่กำลังจะปะทุออกมานั้นคืออะไร

รอบที่หนึ่ง

รอบที่สอง

รอบที่สาม...

ลมหายใจของเฉินเซิ่งเริ่มถี่กระชั้น หยาดเหงื่อใสเกาะพราวเต็มปลายผม แม้แต่ท่วงท่าของหมัดสังหารชีพก็เริ่มผิดเพี้ยนไปจากเดิม

แต่เขาก็ยังคงดำดิ่งอยู่กับการฝึกฝนอย่างไม่สนใจอะไร

อีกนิดเดียว!

อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น!

จนกระทั่งในการฝึกรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ อาจจะรอบที่ห้า หรือรอบที่หก จู่ๆ เฉินเซิ่งก็รู้สึกถึงพลังขุมหนึ่งที่พุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน แล่นผ่านเอวตรงเข้าสู่หมัดทั้งสองข้าง

สติสัมปชัญญะของเขาแจ่มใสขึ้นมาทันที เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี กระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง แล้วตะโกนก้อง “ทำลาย!”

เมื่อปล่อยหมัดออกไป เสียงกระแทกอากาศอันหนักแน่นและทรงพลังก็ดังขึ้น

แม้จะเป็นการชกออกไปในอากาศธาตุที่ไม่มีเป้าหมาย แต่เมื่อปล่อยหมัดนี้ออกไป เฉินเซิ่งกลับรู้สึกถึงแรงสะท้อนกลับอันมหาศาลที่แล่นผ่านท่อนแขนเข้ามา ทำให้เขาเสียการทรงตัวจนต้องถอยหลังไป “ตึง ตึง ตึง” ถึงห้าหกก้าวกว่าจะทรงตัวอยู่

ในจังหวะนั้นเอง หน้าจอระบบอันงดงามก็เด้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

เพียงปรายตามอง เฉินเซิ่งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอระบบทันที

ปรากฏว่า:

[ชื่อ: เฉินเซิ่ง]

[ดวงชะตา: เจ็ดสังหาร] (แต้มโชคชะตา+100,000) (ถูกระงับ)

[สถานะ: บุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉินพ่อค้าเร่ อำเภอเฉิน เมืองเฉินจวิ้น ราชวงศ์ต้าโจว] (แต้มโชคชะตา+250)

[ระดับวรยุทธ์: หล่อหลอมกระดูกขั้นหนึ่ง] (แต้มโชคชะตา+10)

[เคล็ดวิชาวรยุทธ์: หมัดสังหารชีพ·เพิ่งเริ่มฝึกฝน (เข้าสู่แก่นแท้: 200) (+)]

[แต้มโชคชะตา: 250/260] (24h/26 แต้ม)

[พรสวรรค์: ข่มขวัญ] (250/50) (ทำให้ผู้อ่อนแอกว่าตกอยู่ในความหวาดกลัว เป็นเวลา 3 วินาที)

ระดับวรยุทธ์ จากเดิมที่แสดงว่า “ไม่มี” ตอนนี้เปลี่ยนเป็น “หล่อหลอมกระดูกขั้นหนึ่ง” แล้ว

ขีดจำกัดสูงสุดของแต้มโชคชะตา ก็เพิ่มจาก 250 เป็น 260 ด้วย!

เขาคาดไม่ถึงเลยว่า การยกระดับความแข็งแกร่ง ก็สามารถเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดของแต้มโชคชะตาได้ด้วย!

แม้จะแค่ 10 แต้ม แต่เนื้อยุงก็ยังถือว่าเป็นเนื้อ แถมยังเป็นผลพลอยได้ที่เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนอีกต่างหาก!

เฉินเซิ่งปิดหน้าจอระบบลง หันไปมองตรงจุดที่ตัวเองเพิ่งกระทืบเท้าเมื่อครู่ ก็เห็นว่าบนพื้นหินแกรนิตมีรอยร้าวเส้นเล็กๆ ปรากฏขึ้นหลายเส้น

แม้จะเทียบไม่ได้กับตอนที่เฉินหู่กระทืบเท้าจนพื้นแตกเป็นลายใยแมงมุมให้ดูเป็นขวัญตาในวันนั้น

แต่คนอื่นจะเก่งแค่ไหน นั่นก็เรื่องของเขา!

ตัวเองจะกากแค่ไหน แต่นี่ก็คือผลงานของตัวเองนะโว้ย

สะใจ!

สะใจโว้ย!

ความมุ่งมั่นและความพยายามมาหลายวัน ในที่สุดก็เห็นผลสักที!

ความปีติยินดีจากความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้เฉินเซิ่งแทบอยากจะเท้าสะเอวหัวเราะร่าออกมาดังๆ สักสามครั้ง!

แต่เขาก็กลั้นเอาไว้ได้

มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เขาหันตัวกลับไป กวักมือเรียกอู๋สือโถวที่ถือผ้าเช็ดหน้ายืนรออยู่ด้านข้าง

เมื่ออู๋สือโถวเห็นดังนั้น ก็รีบวิ่งถือผ้าเช็ดหน้าเข้ามาหาด้วยความดีใจ “พี่ใหญ่ ฝึกเสร็จแล้วหรือขอรับ?”

เฉินเซิ่งรับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดผมที่เปียกโชก เมื่อเห็นสีหน้าอิจฉาอย่างปิดไม่มิดของอีกฝ่าย ก็ยิ้มถาม “ไง อยากเรียนหรือ?”

อู๋สือโถวลังเลอยู่สองสามวินาที แต่ก็พยักหน้าอย่างหนักแน่นและตอบว่า “อยากเรียนขอรับ!”

“ถ้าอยากเรียน พรุ่งนี้ก็มาฝึกด้วยกันกับพี่ใหญ่สิ!”

เฉินเซิ่งย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ลูกน้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนรู้ ย่อมเป็นเรื่องดี “วันนี้คงไม่ได้ วันนี้เหนื่อยเกินไป พี่ใหญ่ต้องขอพักผ่อนก่อน”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่กลางหัว ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงยิ้มถาม “สือโถว เคยเลี้ยงวัวไหม?”

อู๋สือโถวพยักหน้าตอบโดยไม่ต้องคิด “เคยสิขอรับ ตอนอยู่บ้านเกิด ข้าน้อยก็เคยเลี้ยงวัวให้เศรษฐีที่ดินมาก่อน!”

เฉินเซิ่ง “งั้นไปเตรียมรถวัวซะ คอยตามพี่ใหญ่ออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อย!”

อู๋สือโถว “ได้ขอรับ ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้!”

เฉินเซิ่งมองดูท่าทางกระตือรือร้นของเขา แล้วก็หลุดขำออกมา ก่อนจะตะโกนบอกไปทางห้องครัว “พี่หญิง เตรียมหมั่นโถวให้ข้าหน่อย ข้ากับสือโถวจะออกไปข้างนอก”

จ้าวชิงชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว “จะเลยเที่ยงแล้วนะ กินข้าวแล้วค่อยไปสิ”

เฉินเซิ่งเดินจ้ำอ้าวไปทางหลังบ้าน เพื่อเตรียมกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องนอน “ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าไปกินบนรถวัวก็เหมือนกันนั่นแหละ”

……

รถวัวค่อยๆ แล่นเข้าสู่ตลาดเหนือ

ตลาดเหนือยังคงเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่พลุกพล่าน

การเข่นฆ่าที่เกิดขึ้นในมุมมืด ดูเหมือนจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเจริญรุ่งเรืองของตลาดเหนือเลยแม้แต่น้อย

ทว่าเฉินเซิ่งผู้ช่างสังเกตก็ยังคงจับความผิดปกติบางอย่างได้: พวกอันธพาลข้างถนน หายไปหมดแล้ว

ตลอดทางที่นั่งรถมา เขาไม่เห็นพวกมันเลยสักคน!

และเสียงร้องตะโกนขายของของพวกพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ก็ดูเหมือนจะดังกังวานกว่าวันก่อนๆ เสียอีก!

“จ้าวสี่ลงมือได้รวดเร็วทันใจดีจริงๆ!”

เฉินเซิ่งคิดในใจ

ตั้งแต่สี่วันก่อน ที่เขาสั่งให้เฉินหู่ไปบอกจ้าวสี่ให้ลงมือ เขาก็ไม่ได้เจอจ้าวสี่อีกเลย

แม้แต่เฉินหู่ที่ปกติต้องมาตอกบัตรรายงานตัวที่บ้านตระกูลเฉินตั้งแต่เช้าตรู่และกลับออกไปตอนมืดค่ำ ก็เพิ่งจะมาพบเขาเมื่อคืนนี้ เพื่อบอกว่าจ้าวสี่จัดการทำความสะอาดถนนในตลาดเหนือไปได้มากแล้ว สามารถเริ่มนำแผงขายของกินออกไปตั้งได้แล้ว

และวันนี้ก็คือวันแรกที่แผงขายของกินของตระกูลเฉิน จะบุกเข้าสู่ตลาดเหนือ

แม้จะมีจ้าวสี่คอยดูแลอยู่ในตลาดเหนือ แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสดของตระกูลเฉินไปอีกนาน เขาจึงต้องมาดูด้วยตาตัวเองถึงจะวางใจ

เมื่อรถวัวแล่นมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง ป้ายผ้าใบของ “ร้านบะหมี่” ก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเฉินเซิ่ง

เฉินเซิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที จึงสั่งให้สือโถวที่กำลังบังคับรถ ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้

ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นก็แว่วมาให้ได้ยินแต่ไกล

“แม่ค้า ต้มบะหมี่ของร้านเจ้าให้ข้าชามนึง เอาชามใหญ่นะ!”

“นายท่าน บะหมี่ร้านเราเพิ่มเครื่องเคียงได้นะเจ้าคะ มีทั้งไข่ผัด หมูย่าง ไส้แกะตุ๋น อร่อยทุกอย่างเลย นายท่านจะรับเพิ่มไหมเจ้าคะ?”

“เพิ่มยังไงล่ะ?”

“บะหมี่ชามใหญ่สามอีแปะ ไข่ผัดสองอีแปะ หมูย่างสามอีแปะ ไส้แกะตุ๋นสามอีแปะเจ้าค่ะ”

“โอ้โห ถูกขนาดนี้เลยรึ งั้นข้าเอาหมดทุกอย่างเลย รีบๆ ทำเข้าล่ะ!”

“นายท่านเชิญนั่งรอสักครู่นะเจ้าคะ เดี๋ยวก็มาแล้ว... บะหมี่ชามใหญ่เครื่องแน่นหนึ่งชาม!”

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ลูกค้าที่มากินบะหมี่แทบจะเบียดเสียดกันจนล้นร้าน

ท่านอาหญิงเก้า ท่านอาหญิงสิบสาม และท่านอาหญิงสิบหกกำลังวุ่นอยู่กับการขายบะหมี่

ท่านอาหญิงเก้ายืนประจำอยู่หน้ากระทะเหล็กใบใหญ่ที่มีไฟลุกโชนอยู่ด้านล่าง คอยใช้มีดหั่นแผ่นแป้งที่นวดไว้เป็นเส้นๆ แล้วโยนลงไปในกระทะน้ำเดือดพล่านพร้อมกับผักขี้เหล็กสดๆ อย่างคล่องแคล่ว

ส่วนท่านอาหญิงสิบสามและท่านอาหญิงสิบหก ก็เดินขวักไขว่ไปมาในร้าน คนหนึ่งรับหน้าที่เสิร์ฟบะหมี่และเก็บเงิน อีกคนรับหน้าที่เก็บชามและเรียกลูกค้า

แบ่งหน้าที่กันได้ชัดเจนทีเดียว!

เมื่อเฉินเซิ่งมองดูภาพความคึกคักภายในร้านแต่ไกล ความกังวลในใจก็คลายลงไปกว่าครึ่ง

ร้านบะหมี่คือสินค้าชูโรงที่เขาเลือกมาสำหรับเครือข่ายร้านอาหารริมทางนี้ เพราะมันกินเป็นอาหารหลักก็ได้ กินเป็นของว่างก็ดี ที่สำคัญคือมีราคาหลากหลาย จะกินแบบคนจนหรือกินแบบคนรวยก็ทำได้ แถมยังทำกำไรได้ดีอีกด้วย!

ส่วนเมนูของกินเล่นอีกสองอย่างอย่างหมั่นโถวกับเนื้อตุ๋น อย่างหนึ่งก็ถูกเกินไป อีกอย่างก็แพงเกินไป จึงทำได้แค่ใช้เป็นของกินเล่นเสริมสำหรับร้านบะหมี่เท่านั้น

แต่ไม่ว่าเขาจะวางแผนไว้ครอบคลุมแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องนำมาทดสอบกับตลาดจริงดู ถึงจะรู้ว่ารอดหรือไม่รอด!

แถมบะหมี่ ก็เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้นในอำเภอเฉินเป็นครั้งแรก

เขาแอบกังวลมาตลอดว่าบะหมี่จะขายไม่ออก

แต่พอดูตอนนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าชาวอำเภอเฉินก็เปิดใจยอมรับอาหารประเภทเส้นแบบนี้ได้ไม่ยาก

ก็แน่ล่ะสิ ในโลกก่อนที่มีของกินอุดมสมบูรณ์ขนาดนั้น บะหมี่ยังแพร่หลายไปทั่วประเทศ กลายเป็นหนึ่งในอาหารหลักของชาวจีนทั้งประเทศได้ แล้วมันจะไม่มีเหตุผลรองรับได้ยังไงล่ะ?

ประกอบกับขั้นตอนการทำบะหมี่แทบทั้งหมดก็ทำกันให้เห็นจะๆ ต่อหน้าลูกค้า มันเลยให้ความรู้สึกปลอดภัยแบบที่อาหารชนิดใหม่ๆ อย่างอื่นไม่มี

เฉินเซิ่งนั่งอยู่บนรถวัว มองดูความคึกคักของร้านบะหมี่ด้วยความยินดี ราวกับเขามองเห็นภาพร้านบะหมี่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วทั้งอำเภอเฉินแล้ว

ในขณะเดียวกัน ท่านอาหญิงทั้งสามที่กำลังวุ่นวายอยู่ในร้าน ก็สังเกตเห็นเฉินเซิ่งที่อยู่หน้าร้านแล้ว ทั้งสามคนหน้าบานด้วยความดีใจ ทำท่าจะวางมือจากงานแล้ววิ่งออกมาหา

แต่พอเห็นเฉินเซิ่งยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ ก็เลยนึกถึงคำสั่งของเฉินเซิ่งเมื่อคืนนี้ตอนที่บอกให้พวกนางมาตั้งแผงได้ จึงต้องฝืนใจกลืนความรู้สึกอยากวิ่งเข้าไปหาลงคอ

แต่ท่านอาหญิงสิบสามที่รับหน้าที่เรียกลูกค้านั้นฉลาดหลักแหลม นางแกล้งทำเป็นไม่รู้จักแล้วเดินเข้าไปหา พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มแป้นแล้นว่า “พี่ชาย กินบะหมี่สักชามไหมเจ้าคะ บะหมี่ร้านเราอร่อยมากเลยนะ!”

เฉินเซิ่งแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นลงจากรถแล้วตอบว่า “งั้นรบกวนแม่ค้าต้มมาให้พวกข้าสองคนคนละชามก็แล้วกัน”

“ได้เลยเจ้าค่ะ!”

ท่านอาหญิงสิบสามหันหน้ากลับไปด้วยความดีใจสุดขีด “บะหมี่ชามใหญ่เครื่องแน่นสองชาม!”

“ได้เลย!”

ท่านอาหญิงเก้าที่ยืนอยู่หน้ากระทะเหล็กใบใหญ่ ขานรับด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานเป็นพิเศษ รอยยิ้มประดับอยู่เต็มใบหน้าที่ซูบผอม

เฉินเซิ่งกับอู๋สือโถวเดินเข้าไปในร้าน ต้องรออยู่พักหนึ่งถึงจะได้ที่นั่ง... ไม่มีม้านั่งหรอกนะ มีแค่โต๊ะยาวสูงระดับต้นขา พอพนักงานยกบะหมี่มาเสิร์ฟ คนกินก็ต้องนั่งยองๆ กิน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะในยุคสมัยนี้ นอกจากพวกเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงบางคนที่จะได้ปูเสื่อนั่งยองๆ กินข้าวแล้ว ชาวบ้านทั่วไปเขาก็นั่งยองๆ กินข้าวกันทั้งนั้นแหละ

ไม่นานนัก บะหมี่ชามใหญ่เครื่องแน่นขนาดเท่าหน้าคนสองชาม ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

ดูเผินๆ ก็ดูเป็นปกติ ไม่ต่างอะไรกับบะหมี่ชามใหญ่เครื่องแน่นของลูกค้าคนอื่นๆ เลย

แต่พอเฉินเซิ่งเอาตะเกียบคนดู ก็พบว่าทั้งชามมีแต่เครื่องเคียงอัดแน่นเต็มไปหมด

ส่วนเส้นบะหมี่ กลับมีอยู่แค่หยิบมือเดียว...

แม้แต่อู๋สือโถวที่นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ พอมองดูชามบะหมี่ตรงหน้า ก็ยังซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล... เขาไม่เคยเห็นเนื้อเยอะขนาดนี้ในชามข้าวของตัวเองมาก่อนเลย!

เฉินเซิ่งเห็นดังนั้น ก็ตบไหล่เขาเบาๆ แล้วบอกว่า “ไม่ต้องพูดอะไร รีบกินซะ!”

พูดจบ เขาก็ก้มหน้ากินบะหมี่... เอ๊ะ ไม่ใช่สิ กินเนื้อ!

พลางคิดในใจ: นี่แหละคือความรักจากผู้ใหญ่!

แต่ทว่า เขากินไปได้ไม่กี่คำ ก็มีคนมานั่งลงตรงข้ามเขา

“เจ้ามาทำไม?”

ผู้มาเยือนกระซิบถามเสียงต่ำ จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เฉินหู่?

เฉินเซิ่งไม่เงยหน้าขึ้น ตอบกลับเสียงต่ำเช่นกัน “ไม่ค่อยวางใจน่ะ เลยมาดูหน่อย... เรื่องที่ให้ไปทำ เป็นยังไงบ้างแล้ว?”

เฉินหู่เงยหน้าขึ้น แล้วตะโกนเสียงดัง “แม่ค้า เอาบะหมี่ชามใหญ่มาให้ข้าชามนึง ใส่เครื่องมาให้หมดทุกอย่างเลยนะ ไม่ต้องทอน!”

“ได้เลยเจ้าค่ะ บะหมี่ชามใหญ่เครื่องแน่นหนึ่งชาม!”

ท่านอาหญิงเก้าที่อยู่หน้ากระทะเหล็กใบใหญ่ขานรับเสียงดัง

จากนั้นเฉินหู่ถึงแกล้งทำเป็นมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบเสียงเบาหวิว “เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่พวกตัวเป้งที่จัดการยากๆ อยู่ไม่กี่คน กฎที่เจ้าสั่งให้ตั้ง จ้าวสี่ก็ส่งคนไปจัดการแล้ว ภายในสองวันนี้น่าจะตั้งกฎในตลาดเหนือได้สำเร็จ... อ้อ จริงสิ ลูกน้องของจ้าวสี่ตอนนี้มีมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบคนแล้ว จะให้เขาเบาๆ มือหน่อยดีไหม อย่าเที่ยวรับพวกกุ๊ยพวกโจรเข้ามาเป็นลูกน้องไปซะหมด?”

เฉินเซิ่งก้มหน้ากินเนื้ออย่างตั้งใจ ปากก็พูดเสียงเรียบ “กินบะหมี่ไปก่อน มีอะไรค่อยไปคุยกันทีหลัง!”

พูดไม่ทันขาดคำ ท่านอาหญิงสิบสามก็ยกชามบะหมี่ของเฉินหู่มาเสิร์ฟพอดี

เฉินหู่ใช้ตะเกียบคนอย่างชำนาญ เส้นบะหมี่แฮนด์เมดสีขาวนวลก็ลอยขึ้นมาเหนือน้ำซุป

เขามองดูบะหมี่ชามใหญ่ของตัวเอง

แล้วก็หันไปมองชามเนื้อชามใหญ่ของเฉินเซิ่ง

โมโหจนอยากจะทุบโต๊ะ!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 13 - กินบะหมี่

คัดลอกลิงก์แล้ว