เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - มีสติยามเผชิญเรื่องใหญ่

บทที่ 7 - มีสติยามเผชิญเรื่องใหญ่

บทที่ 7 - มีสติยามเผชิญเรื่องใหญ่


บทที่ 7 - มีสติยามเผชิญเรื่องใหญ่

หลังจากสั่งให้เฉินหู่นำเสื้อคลุมขนสัตว์และเครื่องประดับที่รื้อออกมาจากในห้องไปจำนำแล้ว เฉินเซิ่งก็กลับมาที่ห้องเพียงลำพัง เขานั่งจ้องมองข้อความ “หมัดสังหารชีพ·ยังไม่เข้าสู่ระดับ (+)” บนหน้าจอระบบพลางขบคิดอยู่เงียบๆ

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็ส่ายหน้าแล้วพึมพำกับตัวเอง “เอาให้ชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า”

เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอน

ไม่นานนัก เขาก็ยกถาดใบใหญ่ที่ใส่หมั่นโถวกองสูงเป็นภูเขาลูกย่อมๆ กลับเข้ามาในห้อง

ก่อนหน้านี้เฉินหู่เคยบอกว่า ตอนที่เขาฝึกวิชานี้แรกๆ ต้องกินอาหารถึงวันละสิบเซิง

แต่ตามมาตราชั่งตวงวัดของราชวงศ์ต้าโจว ข้าวหนึ่งเซิง จะหนักประมาณเก้าเหลียงในยุคก่อนของเฉินเซิ่ง

สิบเซิงก็คือเก้าจิน!

กินอาหารวันละเก้าจิน กินติดต่อกันถึงสิบเดือนเต็ม!

เฉินเซิ่งไม่รู้ว่านี่คือคำพูดที่เฉินหู่ตั้งใจพูดเกินจริงเพื่อข่มขวัญเขาหรือไม่

แต่เตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่า!

……

เฉินเซิ่งวางถาดหมั่นโถวลงบนโต๊ะเตี้ยในห้องนอน จากนั้นก็ยกเหยือกดินเผาบนโต๊ะมารินน้ำผึ้งอุ่นๆ ใส่ชามใบใหญ่ วางไว้ข้างๆ หมั่นโถว

เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็นั่งลงบนพื้นข้างโต๊ะเตี้ย กะระยะให้มั่นใจว่าเพียงแค่ยื่นมือออกไป ก็สามารถหยิบหมั่นโถวและน้ำผึ้งบนโต๊ะได้ทันที

จากนั้นเขาก็เปิดหน้าจอระบบขึ้นมา จ้องมองเครื่องหมาย “+” ที่เปล่งประกายสีทองจางๆ อยู่ด้านหลังหมัดสังหารชีพ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมสมาธิจินตนาการให้เป็นนิ้วมือ แล้วกดลงไปที่เครื่องหมาย “+” นั้น

ภายใต้สายตาที่จดจ่อไม่กะพริบ เครื่องหมาย “+” สีทองอันวิจิตรตระการตาก็ค่อยๆ จมลงไป

แล้วหลังจากนั้น...

ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก

ไม่มีหยาดน้ำทิพย์ร่วงหล่นจากฟากฟ้า

ไม่มีดอกบัวทองผุดขึ้นมาจากผืนดิน

แม้แต่หน้าจอระบบก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ขณะที่เฉินเซิ่งกำลังจะสงสัย จู่ๆ ในหัวของเขาก็ปรากฏร่างเงาของเฉินเซิ่งน้อยถึงสิบสองร่าง!

พวกเขายืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ แล้วเริ่มฝึกฝนหมัดสังหารชีพทีละท่วงท่า เหมือนกับที่เฉินหู่ทำก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน

รวบรวมพลัง

พุ่งตัวไปข้างหน้า

ปล่อยหมัด

และหมัดสังหารชีพที่เงาแต่ละร่างฝึกฝนนั้น ล้วนมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย

รอบที่หนึ่ง รอบที่สอง รอบที่สาม...

ความเร็วในการฝึกฝนหมัดสังหารชีพของร่างเงาเหล่านั้นเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงความแตกต่างในกระบวนท่าด้วย

เมื่อร่างเงาเหล่านั้นมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นตามความเร็วในการฝึก จำนวนของพวกเขาก็ลดลงทีละคนๆ

สิบสองคน

เก้าคน

หกคน...

เฉินเซิ่งเฝ้ามองดูการฝึกฝนอันยิ่งใหญ่นี้ ราวกับว่าเขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง ความรู้และความเข้าใจอันมหาศาลเกี่ยวกับหมัดสังหารชีพ ค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับความทรงจำของเขาทีละน้อย

ในช่วงเวลานี้ ความรู้สึกถึงกาลเวลากลับกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

ราวกับว่ามันผ่านไปเร็วมาก พริบตาเดียวก็หายไป

แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกช้ามาก ราวกับหนึ่งวันยาวนานเท่าหนึ่งปี

เมื่อเขาตื่นจากภวังค์แห่งการรู้แจ้ง น้ำผึ้งอุ่นๆ ที่อยู่ใกล้มือก็ยังคงมีควันจางๆ ลอยกรุ่นอยู่

ทว่าตัวเขากลับรู้สึกเหมือนได้ฝึกฝนหมัดสังหารชีพมานานหลายเดือนแล้ว

เฉินเซิ่งยกชามน้ำผึ้งขึ้นจิบเบาๆ เพื่อบรรเทาความรู้สึกสับสนจากกระแสเวลาที่แปรปรวน

จากนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

ดังคำกล่าวที่ว่า ยิ่งคาดหวังมาก ก็ยิ่งผิดหวังมาก

ระบบที่ดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ กลับมีประโยชน์แค่... เปิดวิดีโอสอนการฝึกงั้นรึ?

ถ้าอยากจะเอาไปใช้งานจริง ก็ยังต้องลงมือฝึกลงมือทำเองอีกเนี่ยนะ?

ถึงแกจะสู้พวกระบบเทพทรูของบ้านอื่น ที่แค่กดปุ่มเดียวก็บินทะลุฟ้า กลายเป็นเทพตบเกรียนได้ทุกสรรพสิ่งไม่ได้ก็เถอะ

แต่อย่างน้อยก็ช่วยทำเอฟเฟกต์อะไรให้มันดูมีสีสันหน่อยไม่ได้หรือไง!

อุตส่าห์กดด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม อย่าว่าแต่เลื่อนขั้นทันตาเห็นเลย แค่แสงสีเสียงอลังการไว้หลอกเด็กยังไม่มีเลยสักนิด!

นี่มันต่างอะไรกับการที่แกตื่นเต้นไปโหลดคลิป “ชายเปลือยเจ็ดคนรุมทำร้ายผู้หญิง.AVI” ขนาดหลายสิบกิกะไบต์จากเว็บเถื่อน แต่พอเปิดมากลับเจอการ์ตูนพี่น้องน้ำเต้าชัดๆ!

ไม่เอาถ่านเอาซะเลย!

……

เฉินเซิ่งรีบปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว เขาเปิดหน้าจอระบบขึ้นมาอีกครั้ง แล้วสังเกตความเปลี่ยนแปลงบนหน้าจออย่างละเอียด

ก็เห็นว่าหน้าจอระบบได้เปลี่ยนเป็น:

[ชื่อ: เฉินเซิ่ง]

[ดวงชะตา: เจ็ดสังหาร] (แต้มโชคชะตา+100,000) (ถูกระงับ)

[สถานะ: บุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉิน อำเภอเฉิน เมืองเฉินจวิ้น ราชวงศ์ต้าโจว] (บุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉิน อำเภอเฉิน เมืองเฉินจวิ้น ราชวงศ์ต้าโจว: แต้มโชคชะตา+250)

[ระดับวรยุทธ์: ไม่มี]

[เคล็ดวิชาวรยุทธ์: หมัดสังหารชีพ·เพิ่งเริ่มฝึกฝน]

[แต้มโชคชะตา: 16/250] (24h/25 แต้ม)

[พรสวรรค์: ข่มขวัญ] (15/50) (ทำให้ผู้อ่อนแอกว่าตกอยู่ในความหวาดกลัว เป็นเวลา 3 วินาที)

หมัดสังหารชีพ เปลี่ยนจาก ยังไม่เข้าสู่ระดับ กลายเป็น เพิ่งเริ่มฝึกฝน และเครื่องหมาย “+” ด้านหลังก็หายไปแล้ว

แต้มโชคชะตาจากหนึ่งร้อยสิบหกแต้ม กลายเป็นสิบหกแต้ม

“แค่เข้าสู่ระดับเริ่มต้น ก็ต้องใช้แต้มโชคชะตาถึงหนึ่งร้อยแต้มเลยหรือ?”

เฉินเซิ่งขมวดคิ้ว เพ่งสมาธิไปที่คำว่า “หมัดสังหารชีพ·เพิ่งเริ่มฝึกฝน” ในช่องเคล็ดวิชาวรยุทธ์ ไม่นานนัก ด้านหลังก็ปรากฏตัวอักษรเล็กๆ แถวหนึ่งขึ้นมา: เข้าสู่แก่นแท้ (16/200)

ขั้นต่อไป ต้องใช้แต้มโชคชะตาถึงสองร้อยแต้มเลยหรือ?

ทุกครั้งที่เลื่อนขั้น แต้มโชคชะตาที่ใช้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวงั้นรึ?

เฉินเซิ่งลองคิดดู ก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่รับไม่ได้

แต้มโชคชะตาของเขา จะฟื้นฟูวันละหนึ่งในสิบ

หากคำนวณตามความเร็วนี้ ใช้เวลาเพียงแค่เจ็ดแปดวัน เขาก็สามารถเรียนรู้หมัดสังหารชีพในระดับต่อไปได้แล้ว

แต่ไอ้การตั้งค่าให้ฟื้นฟูแต้มโชคชะตาแบบตายตัวแบบนี้ ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้เขาใช้งานได้อีกวิธีหนึ่ง... ปั๊มสกิล!

ขอเพียงเป็นวิชายุทธ์ที่ใช้แต้มโชคชะตาน้อยกว่าขีดจำกัดสูงสุดของเขา เขาก็สามารถใช้แต้มอัปเกรดให้หมดทุกวิชาได้เลย!

แถมขีดจำกัดสูงสุดของแต้มโชคชะตา ก็ใช่ว่าจะเพิ่มขึ้นไม่ได้...

“ระบบปัญญาอ่อนนี่ ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ไปซะหมดหรอกนะ”

เฉินเซิ่งพึมพำกับตัวเอง สายตาค่อยๆ เลื่อนไปหยุดที่ช่อง [สถานะ]

จนถึงตอนนี้ เส้นทางในการเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดของแต้มโชคชะตาที่ระบบให้มา มีเพียงสองทางเท่านั้น

ทางแรกคือดวงชะตา ซึ่งถูกระงับไปแล้ว

อีกทางคือสถานะ สถานะบุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉินบวกเพิ่มให้สองร้อยห้าสิบแต้ม

ต่อให้เฉินเซิ่งจะไม่เข้าใจเรื่องฮวงจุ้ยและโหราศาสตร์ แต่เขาก็รู้ว่าดวงชะตาของคนเรามีเพียงหนึ่งเดียว คนๆ หนึ่งไม่มีทางมีดวงชะตาสองแบบในเวลาเดียวกันได้

ดังนั้น ก่อนที่จะปลดล็อคดวงชะตา “เจ็ดสังหาร” ได้ ก็เหลือเพียงเส้นทางเดียว คือการยกระดับสถานะของตัวเอง

เขาขบคิดถึงสถานะ “บุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉิน อำเภอเฉิน เมืองเฉินจวิ้น ราชวงศ์ต้าโจว” แล้วรู้สึกว่าสถานะนี้ น่าจะครอบคลุมถึงสามด้าน ได้แก่ เงินทอง อำนาจ และบารมี หรืออาจจะรวมถึงเส้นสายและปัจจัยอื่นๆ ด้วย

ก็เหมือนกับในชาติก่อน ตำแหน่งประธานกรรมการของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ หมายถึงแค่คนกุมบังเหียนบริษัทจริงๆ น่ะหรือ?

ไม่ใช่!

แต่มันยังหมายถึงความมั่งคั่ง อิทธิพลทางสังคม เส้นสาย และอำนาจบารมีอื่นๆ อีกต่างหาก!

ต่อให้เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แค่ยื่นนามบัตรให้ ตำแหน่งที่อยู่เบื้องหลังก็จะแสดงถึงอำนาจเหล่านี้ และทำให้คนอื่นเคารพยำเกรงได้ในทันที!

และสถานะบุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉินนี้...

เรื่องเงินทองไม่ต้องพูดถึง แม้บัญชีของตระกูลเฉินจะไม่มีเงินสดเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอสังหาริมทรัพย์อีกมากมาย ซึ่งในทางนิตินัย ทรัพย์สินเหล่านี้ล้วนเป็นของคนตระกูลเฉินอย่างเขาและเฉินโส่วผู้เป็นบิดา

เรื่องอำนาจก็เช่นกัน ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายและกฎประจำตระกูล ลูกจ้างของกองคาราวานตระกูลเฉินที่ยังอยู่ในอำเภอเฉิน เฉินเซิ่งก็สามารถเรียกใช้งานได้แทบทุกคน

ส่วนเรื่องบารมีก็คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ ตระกูลเฉินมีทายาทสายตรงเพียงคนเดียวมาถึงสามรุ่น ตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลเฉินของเขาจึงมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้กังวลเรื่องการแย่งชิงสมบัติอย่างสิ้นเชิง!

หากมนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับโชคชะตาหรือวาสนาในระดับหนึ่งล่ะก็...

ถ้าเช่นนั้น โชคชะตาของบุตรชายคนเดียวแห่งตระกูลเฉิน ก็ย่อมต้องสูงส่งกว่าคนวัยเดียวกันมากมายนัก

ยามเขาเจ็บป่วย ก็มีชิงเหนียงคอยดูแลไม่ห่าง มีหมอมีชื่อเสียงมาตรวจรักษาถึงที่บ้านอย่างสุดความสามารถ และยังมีหยูกยาบำรุงร่างกายล้ำค่าอีกมากมาย

ส่วนเด็กหนุ่มที่เขาบังเอิญเจอที่ตลาดเหนือเมื่อวาน พอป่วยกลับทำได้แค่พึ่งพาท่านปู่ให้ไปคุกเข่าร้องไห้น้ำตานองหน้าร้องขอความเมตตาจากหมออยู่หน้าโรงหมอเท่านั้น

เกิดเป็นคนเหมือนกัน แต่ได้เกิดในตระกูลเฉิน นี่ไม่ใช่โชคชะตาที่สูงส่งหรอกหรือ?

เมื่อมองในมุมนี้ แต้มโชคชะตาของระบบ ก็แค่เอาสิ่งของที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้เหล่านี้ มาแปลงเป็นตัวเลขและนำไปใช้งานเท่านั้น

พอเป็นแบบนี้ ก็เข้าใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

ในเมื่อสถานะบุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉิน ประกอบขึ้นจากแผ่นกระดานสามแผ่นคือ เงิน อำนาจ และบารมี

เช่นนั้น ขอเพียงเพิ่มขนาดของแผ่นกระดานเหล่านี้ให้ใหญ่ขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น แต้มโชคชะตาโบนัสจากสถานะบุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉิน ก็น่าจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

นี่มันช่างสอดคล้องกับสิ่งที่เขากำลังจะทำอยู่พอดิบพอดีเลยนี่นา!

“ไม่เป็นไร ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปทีละก้าวละกัน...”

เฉินเซิ่งยกเหยือกดินเผาขึ้นรินน้ำผึ้งเติมให้ตัวเองอย่างสบายอารมณ์

……

ในช่วงหลายวันหลังจากนั้น

เฉินเซิ่งลงมือทำงานทั้งสามด้านไปพร้อมกัน

ด้านหนึ่งก็ใช้งานให้เฉินหู่วิ่งวุ่นไปทั่วอำเภอเฉิน เพื่อวาดแผนที่การค้าของเมือง โดยให้ระบุถนนหนทางและตรอกซอกซอยที่มีผู้คนพลุกพล่านลงบนแผนที่ทั้งหมด เพื่อเริ่มต้นวางโครงข่ายร้านอาหารริมทางเครือข่ายของเขา

อีกด้านหนึ่งก็ให้ชิงเหนียงรวบรวมเครื่องเทศและวัตถุดิบทั้งหมดที่หาซื้อได้ในตลาดกลับมาที่บ้าน ลองใช้วัตถุดิบที่มีอยู่เพื่อลอกเลียนแบบเมนูอาหารริมทางในความทรงจำ คำนวณต้นทุน และพยายามหาสินค้าหลักที่มีราคาขายต่ำแต่ยังได้กำไรสักสองสามอย่าง

และอีกด้านหนึ่ง เขาก็เริ่มฝึกฝนหมัดสังหารชีพและบำรุงร่างกายของตัวเอง

ในบรรดาสามเรื่องนี้ สองเรื่องแรกเฉินเซิ่งเพียงแค่ขยับปากสั่งการเท่านั้น

คนที่วิ่งจนขาลากคือเฉินหู่

คนที่ต้องลงมือทำของกินด้วยตัวเองคือชิงเหนียง

มีเพียงเรื่องที่สามเท่านั้น ที่เฉินเซิ่งไม่สามารถยืมมือคนอื่นทำแทนได้ เขาทำได้เพียงฝืนทนกับสภาพร่างกาย ค่อยๆ ฝึกฝนไปตามระเบียบแบบแผน

……

หมัดสังหารชีพ ตามคำกล่าวของเฉินหู่ เคล็ดลับคือ “รวบรวมจิตสังหารทั้งหมดไว้ในอก ดุดันดั่งอสนีบาตในฤดูร้อน ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง เมื่อถึงเวลาลงมือ โจมตีสุดกำลังเพียงครั้งเดียว”

แต่วันนั้นเขาไม่ได้มีความคิดที่จะสอนวิชานี้ให้เฉินเซิ่งจริงๆ เพียงแค่ขัดเฉินเซิ่งไม่ได้ จึงจำใจต้องแสดงวิชานี้ให้ดู พร้อมกับอธิบายแบบคร่าวๆ เท่านั้น

ในความเป็นจริง วิชานี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เฉินหู่พูดไว้เลย

รวบรวมจิตสังหารทั้งหมดไว้ในอกงั้นหรือ?

แล้วจะรวบรวมยังไงล่ะ?

คงไม่ใช่ว่าเพื่อรวบรวมจิตสังหารสักสาย ก็ต้องไปฆ่าคนหรอกนะ?

แน่นอนว่าต้องพึ่งพาวิชาเพ่งจิต!

เพ่งจิตถึงการเข่นฆ่า เพ่งจิตถึงการต่อสู้นองเลือด เพื่อบ่มเพาะเจตจำนงอันดุร้ายที่กระหายสงคราม กล้าต่อสู้ และรอคอยการปะทะ

จากนั้นก็ใช้เจตจำนงอันดุร้ายที่กระหายสงคราม กล้าต่อสู้ และรอคอยการปะทะนั้น ไปกระตุ้นลมปราณและเลือดลมทั่วร่าง ให้มารวมกันเป็นจุดเดียว แล้วระเบิดพลังทั้งหมดออกไป!

เมื่อฝึกเสร็จ ก็ต้องชดเชยการสูญเสียเลือดลมด้วยการกินอาหารเสริมปริมาณมหาศาล เพื่อเสริมสร้างร่างกาย

เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์แบบวิน-วินถึงสามต่อ คือได้ขัดเกลาจิตใจ หล่อหลอมเส้นเอ็นและกระดูก และเพิ่มพูนพลังรบ!

สรุปสั้นๆ ก็คือ แม้วิชาหมัดสังหารชีพจะเป็นวิชาสายด่วนสำหรับการเข่นฆ่าในกองทัพ แต่หากต้องการจะฝึกฝนให้เชี่ยวชาญถึงแก่นแท้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด!

การรวบรวมปราณวิญญาณและผสานรวมกายและจิตให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นในการฝึกฝนวิชานี้ให้เชี่ยวชาญเท่านั้น

แน่นอนว่า หากคุณไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับวิชานี้ หรือแม้แต่ไม่มีความคิดที่จะเรียนรู้วิชายุทธ์ด้วยซ้ำ แค่ฝึกลวกๆ ไปให้มีรูปร่างท่าทางคล้ายๆ กัน ก็ยังพอจะได้ผลประโยชน์กลับมาบ้าง

วิชาวิชายุทธ์เบื้องต้นที่สามารถเผยแพร่ไปทั่วกองทัพอย่างหมัดสังหารชีพนี้ เป็นวิชาชั้นยอดที่เข้าถึงง่าย แต่มีขีดจำกัดสูงสุดที่สูงลิ่ว!

ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ ราชสำนักคงไม่เอาขยะมาให้ทหารทั้งกองทัพฝึกหรอก... ราชสำนักฝึกทหาร เพื่อให้ได้กองทัพกุ้งแห้งอ่อนปวกเปียกงั้นรึ?

……

เฉินเซิ่งไม่รู้ถึงที่มาที่ไปอันลึกซึ้งของหมัดสังหารชีพ

แต่วิธีการฝึกหมัดสังหารชีพ เขาได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ผ่านการเพิ่มแต้มในระบบแล้ว

สิ่งที่เหลืออยู่ ก็คือการลงมือปฏิบัติและความมุ่งมั่น

บังเอิญว่า คุณสมบัติทั้งสองข้อนี้ เฉินเซิ่งมีอยู่อย่างเหลือเฟือ

เขาลุกขึ้นพร้อมเสียงไก่ขันทุกวัน หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็เริ่มฝึกหมัดสังหารชีพ

ฝึกครบสามรอบ ก็เริ่มกินข้าวเช้า

กินข้าวเช้าเสร็จ ก็แจกแจงงานที่ต้องทำในวันนี้ให้เฉินหู่และชิงเหนียง

จากนั้นก็กลับมาฝึกต่อจนกระทั่งถึงเวลาเข้านอนในตอนค่ำ

จากวันแรกที่เขาฝึกได้เพียงรอบเดียว ก็หอบแฮก เหงื่อท่วมตัวจนเหมือนเพิ่งขึ้นจากน้ำ ต้องหยุดพักเพื่อเช็ดเหงื่อ ดื่มน้ำและพักเหนื่อย

จนสามารถกัดฟันฝึกติดต่อกันได้สองรอบรวด เขาใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้น

ในช่วงสามวันนี้ ปริมาณอาหารที่เขากินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้จะไม่ได้เว่อร์วังถึงขนาด “กินธัญพืชชั้นดีวันละสิบเซิง” อย่างที่เฉินหู่บอก

แต่จากตอนแรกที่เขากินข้าวฟ่างมื้อละกำปั้นไม่หมด และกินเนื้อแกะชิ้นเท่าฝ่ามือไม่ลง

ผ่านไปสามวัน เขาสามารถกินข้าวฟ่างได้ถึงสามกำปั้น เนื้อแกะต้มน้ำชิ้นเบ้อเริ่มอีกสองชิ้น และน้ำผึ้งอีกหนึ่งเหยือกใหญ่ในมื้อเดียว

นี่ยังไม่รวมที่เขาต้องเพิ่มมื้ออาหารอีกสองมื้อ เปลี่ยนจากการกินวันละสามมื้อเป็นห้ามื้อ

ไม่อย่างนั้น พอตกดึกก็จะหิวจนนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมา ในหัวมีแต่ภาพของกินอร่อยๆ เต็มไปหมด

ประเด็นสำคัญคือ กินไปตั้งเยอะขนาดนี้ แต่รูปร่างของเขากลับไม่ยอมอ้วนขึ้นเลยสักนิด

ตรงกันข้าม กลับยิ่งผอมลงกว่าเดิมเสียอีก

เวลาที่กำหมัด สันหมัดทั้งสิบจะปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด!

แม้ดูภายนอกเขาจะผอมลง แต่ชิงเหนียงกลับมั่นใจมากว่าเขามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะตอนนี้นางเริ่มจะอุ้มเขาไม่ค่อยไหวแล้ว...

แค่ฝึกฝนเพียงสามวัน ก็เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขนาดนี้

ความมุ่งมั่นในการฝึกยุทธ์ของเฉินเซิ่ง ก็ยิ่งหนักแน่นมากขึ้นไปอีก!

……

หกวันต่อมา

ในที่สุดจ้าวสี่ก็เดินทางกลับมาถึง

เขาเดินทางมาถึงอำเภอเฉินในตอนเย็น พอมาถึงก็ไม่ได้แวะกลับบ้าน แต่ตรงดิ่งมาที่คฤหาสน์ตระกูลเฉินพร้อมกับเฉินหู่ทันที

เฉินเซิ่งที่ได้รับข่าวล่วงหน้า ได้สั่งให้แม่ครัวเตรียมอาหารไว้รอต้อนรับจ้าวสี่เรียบร้อยแล้ว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 7 - มีสติยามเผชิญเรื่องใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว