- หน้าแรก
- การกลังชาติมาเกิดของสุดยอดผู้เยียวยา
- บทที่12:เมืองริเวอร์วูด
บทที่12:เมืองริเวอร์วูด
บทที่12:เมืองริเวอร์วูด
บทที่12:เมืองริเวอร์วูด
เมืองริเวอร์วูดคือศูนย์กลางอันคึกคักของเหล่านักผจญภัยมือใหม่
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับพลังงานบางอย่างกำลังแผ่ซ่านอยู่ทั่วทั้งเมือง
ผู้เล่นมากมายเดินขวักไขว่ไปตามถนนหิน รวมถึงตลาดที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ภายในเขตตลาด สามารถพบเห็นป้ายไม้แกะสลักอย่างประณีตได้ทั่วไป
ป้ายเหล่านั้นถูกแขวนอยู่หน้าร้านค้าและกิลด์ฮอลล์ต่างๆ เชื้อเชิญให้ผู้คนเข้าไปสำรวจและค้นพบสิ่งใหม่
เพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับเมืองแห่งนี้
เหล่าNPC ที่แทบแยกไม่ออกจากมนุษย์จริงๆ ก็เดินไปมาบนท้องถนนเช่นกัน
พวกเขาคอยมอบเควสต์ รวมถึงคำแนะนำให้แก่นักผจญภัยหน้าใหม่
ผู้เล่นส่วนใหญ่สวมเพียงชุดเกราะพื้นฐาน และถืออาวุธธรรมดา ๆ
แต่ดวงตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ขณะมองดูภาพและเสียงของโลกเสมือนแห่งนี้
ส่วนใจกลางของเมืองริเวอร์วูดนั้น
คือลานกลางเมือง
สถานที่ที่ผู้เล่นจำนวนมากมารวมตัวกัน
บางกลุ่มตั้งปาร์ตี้กันสดๆตรงนั้น ขณะที่บางคนกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูล
รวมถึงกลยุทธ์สำหรับเควสต์ถัดไปของพวกเขา
“ปาร์ตี้ล่าฮ็อบก็อบลินขาดอีก5คน!ต้องเลเวล 2 ขึ้นไป!”
“ทีมผจญภัยก่อตั้งใหม่ KillingGods เปิดรับสมาชิก! ไม่จำกัดเลเวล!”
“รับผู้เล่นเลเวล3ขึ้นไปลงดันเจียนเพลิงลุกโชน!”
เสียงตะโกนรับสมัครสมาชิกดังมาจากทุกทิศทาง
ทั้งคนที่กำลังหาปาร์ตี้ และคนที่กำลังมองหาทีมเข้าร่วม
สวีเฟิงเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเสียงพวกนี้ได้ เพราะถูกบังคับให้ฟังเต็ม ๆ
‘พวกนี้ว่างกันจริง ๆ…’
‘มายืนตะโกนรับคนกลางลานแบบนี้
ก็เสียเวลาเปล่าเท่านั้นแหละ’
‘มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่จะโชคดีได้ผู้เล่นเก่ง ๆ ไปจริงๆ’
สวีเฟิงคิดในใจ มองภาพเหล่าผู้เล่นในลานกลางเมืองด้วยความขบขันเล็กน้อย
ถ้าเป็นผู้เล่นระดับโปรจริง ๆ
พวกนั้นไม่มีทางมายืนตะโกนหาปาร์ตี้วุ่นวายอยู่ที่นี่แน่นอน
สิ่งที่พวกเขาจะทำ คือสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของตัวเอง
เพื่อให้กิลด์ชื่อดังเป็นฝ่ายเข้าหาแทนต่างหาก
แม้เกมจะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน
แต่เมืองเริ่มต้นแห่งนี้ กลับมีระบบและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายแล้ว
ตั้งแต่ช่างตีเหล็กที่สามารถตีอาวุธ ไปจนถึงโรงเตี๊ยมที่เสิร์ฟอาหารร้อน ๆ
รวมถึงศาลากลางเมือง ที่ผู้เล่นสามารถไปจัดตั้งกิลด์ของตัวเองได้เช่นกัน
เพราะรอบนอกเมืองนั้น
เต็มไปด้วยผืนป่าหนาทึบ ที่อัดแน่นไปด้วยมอนสเตอร์และสมบัติที่ซ่อนอยู่
ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ผู้เล่นออกผจญภัย
และพิสูจน์ความแข็งแกร่งของตัวเอง ท่ามกลางอันตรายที่ซุ่มซ่อนอยู่ภายใน
เป้าหมายหลักของเมืองเริ่มต้น
ก็คือการกระตุ้นให้ผู้เล่นรู้สึกว่า พวกเขามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามต้องการ
นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำและข้อมูลมากมายจากเหล่าNPC
เพื่อช่วยเหลือผู้เล่นมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจระบบของเกม
เป็นครั้งคราวก็จะมีNPCเดินเข้ามาหาสวีเฟิงโดยตรง
พร้อมขอให้เขาช่วยทำเควสต์ต่างๆ
และทุกครั้ง สวีเฟิงก็จะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนตามปกติ
ก่อนปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยอ้างว่าเขากำลังทำเควสต์อื่นอยู่แล้ว
แน่นอน มันเป็นคำโกหกล้วนๆ
เพราะเขายังไม่ได้รับเควสต์อะไรเลยแม้แต่อันเดียว
‘ฉันโดนดีบัฟหนักขนาดนี้แล้ว…’
‘จะให้ไปทำเควสต์ที่ไม่ให้ค่าประสบการณ์ทำไมกัน?’
สวีเฟิงแทบอยากกลอกตา ทุกครั้งที่NPCประเภทนี้เข้ามาหาเขา
ต่างจากเกมส่วนใหญ่ ที่มักมอบค่าประสบการณ์ให้เมื่อทำเควสต์สำเร็จ
ในดีไวซ์เวิลด์ มีเควสต์จำนวนมากที่ไม่ให้ค่าประสบการณ์เลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะเควสต์ในเมืองเริ่มต้น
ส่วนใหญ่จะไม่มอบค่าประสบการณ์ เพื่อรักษาสมดุลของเกม
และป้องกันไม่ให้ผู้เล่นกักตุนเควสต์จนเกินไป
ดังนั้น สวีเฟิงจึงไม่มีความสนใจจะทำเควสต์เหล่านั้นเลย
แม้ภารกิจจะเป็นเพียงการไปกำจัดมอนสเตอร์ไม่กี่ตัวก็ตาม
เพราะนอกจากเขาแล้ว ผู้เล่นคนอื่นไม่ได้ติดดีบัฟลดค่าประสบการณ์ 99% แบบนี้
และย่อมเต็มใจทำเควสต์เหล่านั้นกันอยู่แล้ว
สวีเฟิงสูดหายใจลึก
ก่อนจะเมินฝูงชนรอบตัวแล้วค่อยๆ เดินมุ่งหน้าไปยังศาลากลางเมือง
เมื่อสวีเฟิงมาถึงและก้าวเข้าสู่ศาลากลางเมือง
สิ่งแรกที่ต้อนรับเขาคือกำแพงไม้โอ๊กแข็งแรง ซึ่งประดับด้วยผืนผ้าทอลวดลายเรียบง่ายแต่สง่างาม
ภาพบนผืนผ้าเหล่านั้น บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์และตำนานท้องถิ่นของเมืองริเวอร์วูด
บรรยากาศภายในศาลากลางเมือง ให้ความรู้สึกโอ่อ่าอย่างเรียบง่าย
พื้นหินขัดเงาถูกเหยียบย่ำมานับครั้งไม่ถ้วน จนเรียบลื่นจากฝีเท้าของผู้มาเยือนและเจ้าหน้าที่ต่างๆ
หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับแสงธรรมชาติ สาดส่องเข้ามาภายในอาคารอย่างอบอุ่น
ส่วนบนเพดาน มีโคมระย้าธรรมดาแขวนอยู่ เพื่อให้แสงสว่างเพิ่มเติมในยามจำเป็น
ต้นไม้กระถางไม่กี่ต้นช่วยเพิ่มสีเขียวให้กับห้อง
ขณะที่แผนที่และแผนผังที่ติดอยู่ตามกำแพง ก็แสดงข้อมูลเกี่ยวกับตัวเมืองและพื้นที่โดยรอบเอาไว้
ใกล้กับทางเข้า
มีพนักงานต้อนรับนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เล็ก ๆ
ท่าทางของเธอดูเป็นมืออาชีพ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเป็นมิตรในเวลาเดียวกัน
เธอคอยต้อนรับผู้มาเยือน และแนะนำพวกเขาไปยังส่วนต่าง ๆ ของศาลากลางเมือง
เมื่อเห็นสวีเฟิงเดินเข้ามา
หญิงสาวก็เผยรอยยิ้มอบอุ่นทันที
“สวัสดีค่ะ นักผจญภัย”
“วันนี้มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ?”
เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
สวีเฟิงไม่ได้อ้อมค้อมแม้แต่น้อย
เขาตอบกลับตรงประเด็นทันที
“สวัสดี ผมต้องการแลกเปลี่ยนสมุนไพรวิเศษหายากบางส่วนเป็นเงิน”
“และผมต้องการทำการซื้อขายในห้องส่วนตัว”
พนักงานต้อนรับชะงักไปเล็กน้อยกับคำขอนี้
แต่ไม่นาน เธอก็กลับมาควบคุมสีหน้าได้ตามเดิม
“นักผจญภัย ท่านแน่ใจหรือว่าต้องการใช้ห้องส่วนตัวในการซื้อขาย?”
พนักงานต้อนรับถามกลับด้วยท่าทีมึนงงเล็กน้อย
“หากสมุนไพรที่ท่านกล่าวถึงเป็นของหายากจริง แน่นอนว่าจะไม่มีปัญหาอะไรค่ะ”
“แต่ถ้าไม่ใช่ ท่านจะต้องชำระค่าธรรมเนียมสำหรับการจัดเตรียมห้องและบุคลากรเพิ่มเติม”
กล่าวโดยสรุปแล้ว
พนักงานต้อนรับกำลังพยายามเตือนสวีเฟิงอย่างสุภาพ ให้คิดทบทวนอีกครั้งเกี่ยวกับการตัดสินใจนี้
ท้ายที่สุดแล้ว ในช่วงเริ่มต้นเกมแบบนี้
ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังแทบไม่มีเงินพออัปเกรดอุปกรณ์ของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสมุนไพรวิเศษหายาก ที่มีค่าพอให้ทางเมืองสนใจดังนั้นความจริง เธอไม่ได้ดูถูกสวีเฟิง
แต่มันคือความจริงของสถานการณ์ในตอนนี้ต่างหาก
“วางใจได้ครับ คุณพนักงานต้อนรับ”
สวีเฟิงยิ้มบางๆ
ก่อนจะหยิบสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่เขากวาดมาจากสวนสมุนไพรมหัศจรรย์ออกมา
เขาแสดงมันให้เธอดูอย่างแนบเนียน โดยระวังไม่ให้คนอื่นเห็นเด็ดขาด
ปัง!
ฝ่ามือของพนักงานต้อนรับฟาดลงบนโต๊ะไม้ทันที
ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เธอกลืนน้ำลายอย่างประหม่า ก่อนรีบพูดออกมา
“กรุณารอสักครู่นะคะ นักผจญภัย”
“ฉันจะไปเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรมาเดี๋ยวนี้”