- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 660: ตำหนักว่านหลัว
บทที่ 660: ตำหนักว่านหลัว
บทที่ 660: ตำหนักว่านหลัว
บทที่ 660: ตำหนักว่านหลัว
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเมื่อติงซิวใช้ไม้เท้ากระแทกกระทุ้งลงกับพื้น
"วูบ!"
ในชั่วพริบตานั้นเอง ศิษย์สำนักหลัวเซียวทุกคนรวมถึงเฉินซานสือ ต่างก็ถูกพลังบางอย่างเคลื่อนย้ายส่งตัวออกมายังภายนอกค่ายกลทันที
"หลานศิษย์!" หานจางหยวนจวินคว้าชายเสื้อคลุมสีขาวของชายหนุ่มเอาไว้ แล้วเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ด้วยระดับพลังของพวกเราตอนนี้ ขืนอยู่ต่อไปก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงเสียเปล่าๆ พวกเรารีบไปจากที่นี่ แล้วมุ่งหน้าไปยังเส้นทางโบราณหลินเฉวียนให้เร็วที่สุดกันเถอะ!"
"เข้าใจแล้วครับ"
เฉินซานสือพยักหน้ารับ เขาเป็นคนมีเหตุผลและเยือกเย็นมาแต่ไหนแต่ไร
ชายหนุ่มตระหนักดีว่า หากแม้แต่ผู้อาวุโสติงซิวยังไม่อาจรับมือกับจอมมารผู้นี้ได้ พวกเขาก็ยิ่งไม่มีประโยชน์อันใดที่จะอยู่ต่อ
ขบวนเรือเหาะรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทะยานมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วสูงสุด
ภาพสมรภูมิรบเบื้องหลังค่อยๆ ห่างไกลและเล็กลงเรื่อยๆ ในสายตาของพวกเขา จนกระทั่งเลือนหายไปจากครรลองสายตาในที่สุด
บนดาดฟ้าเรือ
ไท่หัวจุนเจ่อและหานจางหยวนจวินกลืนโอสถวิเศษลงคอ ก่อนจะนั่งขัดสมาธิเพื่อเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายวัน สีหน้าของทั้งสองจึงเริ่มดูมีเลือดฝาดและดีขึ้นตามลำดับ
"หึ!"
ไท่หัวจุนเจ่อแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ ก่อนจะสบถออกมาด้วยความเจ็บใจ
"ใครจะไปคิดล่ะว่าเจ้าเซียวหมิงอี๋มันจะบรรลุถึงระดับกึ่งจักรพรรดิแล้ว!
"ไม่รู้เลยจริงๆว่าหลายปีมานี้มันเข่นฆ่าสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากเท่าไหร่แล้ว หากไม่กำจัดคนผู้นี้ทิ้งเสีย ท้ายที่สุดมันก็จะเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของสำนักหลัวเซียวเราอยู่ดี!"
"ท่านอาจารย์อาไท่หัวครับ"
"ตกลงว่าเซียวหมิงอี๋ผู้นี้...ในอดีตเขาทำความผิดอะไรกันแน่ ถึงได้ถูกขับไล่ออกจากสำนักหลัวเซียวของเรา?"
"เฮ้อ..."
หานจางหยวนจวินถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มเล่าอดีต
"เดิมทีคนผู้นี้เคยเป็นถึงหนึ่งในสิบสองเซียนทองคำ ผู้สร้างคุณูปการให้แก่เผ่ามนุษย์มานับไม่ถ้วน
"หลังจากที่ผู้อาวุโสเหมยร่วงหล่น เขาก็กลายเป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญเพียรที่ทรงอิทธิพลและมีบารมีสูงสุดในหมู่มวลมนุษย์ ถึงขั้นเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักหลัวเซียว และเคยกุมอำนาจปกครองโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเลยทีเดียว"
"ข้ายังจำได้ดีเลยว่า สมัยที่สหายธรรมไท่หัวยังหนุ่ม เขายังเคยยึดถือคนผู้นี้เป็นแบบอย่างมาตลอด"
"แต่ทว่าในเวลาต่อมา จิตวิถีญาณของเขากลับบิดเบี้ยวไป
"เพียงเพื่อต้องการฝืนทะลวงด่านพลังขึ้นสู่บัลลังก์จักรพรรดิเซียน เขากลับหน้ามืดตามัว ถึงขั้นคิดจะหลอมรวมชะตากรรมและโชคของสำนักทั้งหมดเข้ามาไว้ในร่างของตนเองโดยตรง"
"นับว่าโชคยังดีที่ผู้อาวุโสติงเข้ามาขัดขวางเอาไว้ได้ทันท่วงที สำนักหลัวเซียวของเราถึงได้รอดพ้นจากหายนะการถูกฆ่าล้างสำนักมาได้"
"ทว่าด้วยความที่เซียวหมิงอี๋มีบารมีและอำนาจล้นฟ้า แถมยังมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้ติดตามอยู่ใต้บังคับบัญชามากมาย ด้วยเหตุนี้สำนักหลัวเซียวในตอนนั้นจึงเกิดการก่อกบฏและกวาดล้างภายในครั้งใหญ่ขึ้น"
"หลังจากที่ความวุ่นวายภายในสิ้นสุดลง...เซียวหมิงอี๋ผู้พ่ายแพ้ก็ได้หลบหนีไปเข้าร่วมกับวิถีมาร
เขาใช้วิชาสังเวยโลหิตหลอมวิญญาณ ก่อกรรมทำเข็ญสารพัด ไม่หลงเหลือเค้าเดิมของยอดผู้บำเพ็ญเพียรผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยร่วมปกป้องมรรคาสวรรค์เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้อาวุโสเหมยอีกต่อไปแล้ว"
"เรื่องราวเป็นอย่างนี้นี่เอง..." เฉินซานสือพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยถามประเด็นต่อไป
"เมื่อครู่นี้ ท่านอาจารย์อาติงกล่าวว่า เผ่ามนุษย์เราไร้ซึ่งมหาจักรพรรดิมาเนิ่นนาน ทำให้พวกเผ่าอสูรและมารเริ่มเคลื่อนไหว แต่เท่าที่ข้าเคยค้นคว้าจากตำราโบราณ ทั้งเผ่าอสูรและเผ่ามารเอง...ตลอดเกือบหมื่นปีที่ผ่านมานี้ก็ไม่ได้มีมหาจักรพรรดิถือกำเนิดขึ้นมาเช่นกันไม่ใช่หรือครับ?"
มนุษย์ อสูร มาร เทพนอกรีต และพุทธ... ผู้บำเพ็ญเพียรจากทั้งห้าดินแดนนี้ ต่างก็เคยมีมหาจักรพรรดิเป็นของตนเองเผ่าละหนึ่งองค์ ทว่าทั้งหมดล้วนร่วงหล่นและสิ้นชีพไปในดินแดนเร้นลับ
ท่ามกลางมหาสงครามความวุ่นวายเมื่อหมื่นปีก่อน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจึงก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันยาวนานนับหมื่นปี...
ที่ไร้ซึ่งเงาของมหาจักรพรรดิ
"ใกล้จะมีแล้วล่ะ" ไท่หัวจุนเจ่อเป็นฝ่ายเอ่ยแทรกขึ้นมา
"ใกล้จะมีแล้วงั้นหรือครับ?" เฉินซานสือขมวดคิ้วด้วยความฉงน
"ผู้อาวุโสทั้งสองทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?"
หานจางหยวนจวินจึงไขข้อข้องใจให้ว่า
"ข่าวสารเรื่องนี้...หลุดออกมาจากหอเด็ดดาวน่ะสิ"
"หอเด็ดดาวงั้นหรือ?"
ยังไม่ทันที่เฉินซานสือจะได้เอ่ยถาม ไท่หัวจุนเจ่อก็เป็นฝ่ายอธิบายขึ้นมาก่อนว่า
"หอเด็ดดาวที่ว่านี้ เป็นสำนักที่พิเศษเอามากๆเลยล่ะ พวกเขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแก่งแย่งชิงดีใดๆ และจะไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในบันทึกหน้าประวัติศาสตร์เล่มไหนทั้งสิ้น คนในสำนักมีรวมกันทั้งหมดแค่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้น ทว่ากลับมีผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับกึ่งจักรพรรดิคอยนั่งแท่นปกปักรักษาอยู่"
"กึ่งจักรพรรดิผู้นี้ เชี่ยวชาญวิชาวิถีสวรรค์หยั่งรู้ความลับเป็นพิเศษ เขาสามารถล่วงรู้เรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังสามารถแอบส่องดูอนาคตได้อีกด้วย"
"และก็เป็นเขาคนนี้นี่แหละ ที่ทำนายเอาไว้ว่า อีกไม่นานนัก ทั้งเผ่าอสูรและเผ่ามารจะมีมหาจักรพรรดิถือกำเนิดขึ้น"
"หากถึงเวลานั้นแล้ว เผ่ามนุษย์ของเรายังคงไม่มีมหาจักรพรรดิปรากฏตัวขึ้นมาอีกละก็ พวกเราจะต้องตกอยู่ในวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่หลวงอย่างแน่นอน"
"เพราะฉะนั้น การเดินทางไปยังดินแดนเร้นลับในครั้งนี้ จึงไม่ได้มีจุดประสงค์แค่เพื่อค้นหาสมบัติวิเศษทั่วไปเท่านั้น แต่พวกเราต้องไปนำ 'สมบัติคุ้มครองสำนัก' กลับมามอบให้แก่ผู้อาวุโสติงซิวให้จงได้"
เฉินซานสือรับฟังแล้วจึงถามต่อว่า "ผู้อาวุโสทั้งสองพอจะทราบไหมครับว่าสมบัติคุ้มครองสำนักที่ว่านั้นคือสิ่งใด?"
ทั้งสองคนต่างส่ายหน้าพร้อมกัน
ไท่หัวจุนเจ่อกล่าวตอบว่า
"พวกเรารู้แค่ว่า หนึ่งในนั้นคือเคล็ดวิชาการหลอมสร้าง 'ค่ายกลหมื่นวิถีต้องห้าม'
ส่วนอีกสิ่งหนึ่งก็คือของที่ผู้อาวุโสเหมยใช้เวลาในช่วงหลายร้อยปีสุดท้ายก่อนสิ้นลม
พยายามหลอมสร้างมันขึ้นมาตลอด
แต่ถ้าถามว่าของสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่...เกรงว่าคงจะมีแต่อดีตสิบสองเซียนทองคำเท่านั้นแหละที่รู้"
"อ้อ จริงสิ..." หานจางหยวนจวินเอ่ยเสริมขึ้นมา
"ผู้อาวุโสติงเคยเตือนเอาไว้ว่า สมบัติคุ้มครองสำนักนั้นมีผนึกกางกั้นอยู่
จำเป็นต้องใช้ป้ายคำสั่งผู้พิทักษ์สูงสุดและลูกเเก้วสวรรค์ในการปลดล็อค
หลานศิษย์เฉิน...เจ้าเตรียมของพวกนี้มาพร้อมแล้วใช่ไหม?"
เฉินซานสือส่ายหน้า
"ลูกเเก้วสวรรค์ไม่ได้อยู่กับข้าครับ เรื่องนี้ท่านอาจารย์อาติงน่าจะทราบดีอยู่แล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราก็สามารถเข้าไปในดินแดนเร้นลับเพื่อนำของออกมาก่อนได้
แล้วค่อยหาวิธีชิงกลับมาเพื่อเปิดผนึกทีหลัง"
"อืม... คงต้องทำเช่นนั้นแหละ" ไท่หัวจุนเจ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"การเดินทางไปยังเส้นทางโบราณหลินเฉวียนในคราวนี้คงมีผู้คนจากทุกสารทิศแห่แหนกันไปมากมาย หนทางข้างหน้าย่อมต้องอันตรายสุดแสน พวกเราทุกคนต้องระมัดระวังตัวและรับมือให้ดี"
หลังจากนั้น การเดินทางก็กลับมาสงบราบรื่นอีกครั้ง
ตลอดเส้นทาง พวกเขาไม่พบเจอกับอุปสรรคใดๆ เข้ามาขัดขวางอีก และสามารถเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางได้โดยใช้เวลาสั้นที่สุด
'เส้นทางโบราณหลินเฉวียน' ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนรอยต่อระหว่างทวีปเซียนหนานหยวนและดินแดนวิถีมาร
หากจะพูดให้ถูกก็คือ... ในอดีต เส้นทางโบราณหลินเฉวียนแห่งนี้ เคยถือเป็นพื้นที่ใจกลางทางฝั่งตะวันตกของทวีปเซียนหนานหยวน
ทว่าหลังจากที่จักรพรรดิเซียนปรมาจารย์เหมยร่วงหล่น ฝั่งวิถีมารก็ใช้เวลาเกือบแสนปี
ค่อยๆกลืนกินดินแดนของเผ่ามนุษย์ไปเป็นจำนวนมหาศาล
จนส่งผลให้พื้นที่แถบนี้กลายสภาพเป็นชายแดนไปในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น 'กำแพงปราณธรรม' ของที่นี่ก็เริ่มทรุดโทรมและเกิดรอยโหว่ขนาดใหญ่มาตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนแล้ว
แต่เนื่องจากถูกข้าศึกรุกรานก่อกวนอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงแทบไม่มีโอกาสได้ซ่อมแซมให้กลับมามั่นคงแข็งแรงดังเดิมเลย
ผนวกกับพลังปราณฟ้าดินในบริเวณนี้ที่เริ่มถดถอยลง
ทวีปเซียนหนานหยวนจึงตัดสินใจปล่อยปละละเลยดินแดนศักดิ์สิทธิ์ผืนนี้ไปแบบกึ่งทิ้งกึ่งขว้าง
แล้วถอยร่นกลับไปสร้างกำแพงปราณธรรมขึ้นมาใหม่ในพื้นที่ที่ห่างออกไปนับหมื่นลี้แทน
ภายในเขตแดนของเส้นทางโบราณหลินเฉวียนจึงหลงเหลือผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะอยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น เพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือน "ทหารยาม" คอยสอดส่องและรายงานสถานการณ์แนวหน้าให้ทราบอย่างทันท่วงที
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาที่แห่งนี้จึงกลายสภาพเป็นเขตอิทธิพลมืดที่ไร้กฎหมาย
เป็นแหล่งรวมตัวของพวกปลาซิวปลาสร้อยและผู้บำเพ็ญเพียรจากทุกสารทิศที่มาอาศัยอยู่ปะปนกันอย่างรวดเร็ว
"ถึงแล้วล่ะ"
ไท่หัวจุนเจ่อออกคำสั่งควบคุมขบวนเรือเหาะ ให้ค่อยๆร่อนลงจอด ณ ตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตเส้นทางโบราณหลินเฉวียน
พวกเขาทั้งคณะตั้งใจจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดพักพิงชั่วคราว
"ศิษย์น้องเฉิน" หลังจากไปสืบข่าวมาบ้างแล้ว ฟางฝูเหยาก็เดินเข้ามาปรึกษาหารือ
"เจ้าพอจะรู้ไหม ว่าพวกเราควรจะตามหาตำหนักว่านหลัวด้วยวิธีใด?"
"ข้าเคยค้นเจอข้อมูลคร่าวๆ จากในตำราโบราณมาบ้างครับ แต่มันก็เป็นแค่ข้อมูลผิวเผิน
แถมยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะถูกต้องหรือเปล่า" เฉินซานสือนั่งตัวตรงด้วยท่าทีสำรวม
"รายละเอียดลึกๆ เป็นอย่างไร...คงต้องรบกวนศิษย์พี่ช่วยชี้แนะแล้วล่ะครับ"
"อืม" ฟางฝูเหยาพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มอธิบายอย่างเป็นฉากๆ
"ตำหนักว่านหลัว ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในสาขาย่อยของสำนักหลัวเซียวเรา
หน้าที่หลักคือเป็นสถานที่สำหรับหลอมสร้างของวิเศษและปรุงโอสถนานาชนิด แต่ต่อมาในช่วงมหาสงครามที่ผู้อาวุโสเหมยร่วงหล่น ตำหนักแห่งนี้ก็ได้ร่วงหล่นและสูญหายเข้าไปในความว่างเปล่า"
"นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การจะปรากฏตัวของดินแดนเร้นลับแห่งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมของอสูรพิทักษ์ตำหนักว่านหลัวแต่เพียงผู้เดียว"
"ตามที่ผู้อาวุโสติงเคยเล่าให้ฟัง อสูรตนนี้เป็นทายาทของเผ่าพันธุ์วิหคเพลิงแท้จริงจากยุคโบราณกาล อดีตเคยทำเรื่องชั่วร้ายมานับไม่ถ้วน จนกระทั่งถูกผู้อาวุโสเหมยปราบปรามและนำมาเลี้ยงดูไว้ในตำหนักว่านหลัว มันมีชื่อเรียกว่า 'เสียนโยว'"
"โดยปกติแล้ว เสียนโยวจะหลบซ่อนตัวอยู่ในดินแดนเร้นลับท่ามกลางกระแสความมืดมิดของห้วงมิติ แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง มันก็จะเริ่มรู้สึกหิว และนั่นก็บีบบังคับให้มันต้องเผยตัวออกมาเพื่อหาอาหาร"
"และทุกครั้งที่มันออกมาหาอาหาร...นั่นแหละคือโอกาสทองของพวกเรา"
"ขอเพียงแค่เราจับเป็นมันให้ได้ พวกเราก็จะสามารถบีบบังคับให้มันชี้ทางไปยังจุดเชื่อมต่อมิติที่ตั้งของตำหนักว่านหลัวได้สำเร็จ"
"ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา มีผู้คนมากมายในละแวกเส้นทางโบราณหลินเฉวียนที่ได้พบเห็นปรากฏการณ์ประหลาดอันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการปรากฏตัวของเสียนโยว
ด้วยเหตุนี้แหละ ทุกคนถึงได้ฟันธงว่า ตำหนักว่านหลัวจะต้องปรากฏขึ้นที่นี่ในครั้งนี้อย่างแน่นอน"
"แต่ปัญหาที่ยุ่งยากก็คือ..."
"ตลอดระยะเวลาหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา อสูรพิทักษ์ตนนี้เคยถูกคนจับตัวไปบีบบังคับให้นำทางมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง มันจึงเรียนรู้และเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละครั้งการ
จะจับตัวมันให้ได้ในคราวนี้ จึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก"
"ดังนั้น แผนการต่อจากนี้ก็คือ..."
"ผู้อาวุโสไท่หัวและผู้อาวุโสหานจางจะลงพื้นที่ออกค้นหาทั่วทั้งเส้นทางโบราณหลินเฉวียนด้วยตัวเอง"
"ส่วนเจ้า ข้า และศิษย์คนอื่นๆ จะคอยสแตนด์บายรอฟังข่าวอยู่ในตลาดแห่งนี้"
เขาอธิบายแผนการทั้งหมดของสำนักหลัวเซียวรวดเดียวจนจบ
"เข้าใจแล้วครับ" เฉินซานสือตอบรับ "หากผู้อาวุโสทั้งสองค้นพบทางเข้าเมื่อไหร่
ขอให้รีบส่งข่าวมาบอกข้าได้เลย ข้าจะรีบนำป้ายคำสั่งตามไปสมทบเพื่อเปิดทางเข้าดินแดนเร้นลับให้ทันที"
เมื่อปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้น
เขาก็เดินไปส่งฟางฝูเหยา ก่อนจะกลับเข้ามาสงบจิตใจและนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในถ้ำที่พัก
เพื่อรอคอยเวลาที่ดินแดนเร้นลับจะเปิดออก
[เคล็ดวิชา: คัมภีร์มังกร (ขอบเขตผสานวิถี)]
[ความคืบหน้า: 1600/2000]
....
การผสานวิถีเพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นเซียนนั้น ไม่จำเป็นต้องผ่านด่านเคราะห์อสนีบาต...แต่จะเป็นการก้าวเข้าสู่สภาวะ 'หลุดพ้นกลายเป็นเซียน' แทน
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปแล้ว สิ่งที่ยากลำบากที่สุดก็คือการก้าวเดินไปให้ถึงจุดสิ้นสุดของ
'มรรคา' เพื่อที่จะได้กลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ในวิถีนั้นๆ
ทว่าสำหรับเฉินซานสือแล้ว เขากลับไม่มีความกังวลในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
เพราะเขาคือผู้ก้าวเดินบนวิถียุทธ์เพียงหนึ่งเดียว สิ่งที่เขาต้องทำก็มีเพียงแค่การตกผลึกพลังเวท
รอจนกว่าจะสะสมพลังได้มากพอ แล้วก้าวไปทำความเข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งมรรคาสวรรค์ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
เพียงเท่านี้เขาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนระดับจอมเซียนได้อย่างราบรื่นแล้ว
ในเวลาแบบนี้ หากมีของวิเศษจากฟ้าดินสวรรค์ชิ้นไหนที่สามารถช่วยเร่งความเร็วในการฝึกฝนได้ก็คงจะดีไม่น้อย...
'หยาดวารีศิลาอุดฟ้า' ยังไงล่ะ!
เฉินซานสือนึกย้อนกลับไป ตอนที่อยู่ท่ามกลางซากโบราณสถานของวังเซียนหลัวเซียว
เขาเคยค้นพบหยาดวารีวิเศษชนิดนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากดื่มมันเข้าไป ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรก็พุ่งพรวดขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
แถมยังแทบจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ตามมาอีกด้วย
เพียงแต่ว่า 'วังเซียนหลัวเซียว' ในโลกเบื้องล่างตอนนั้น เป็นวังเซียนรุ่นที่หนึ่ง
ส่วนตำหนักว่านหลัวที่เขากำลังจะมุ่งหน้าไปในตอนนี้
เป็นวังหลัวเซียวรุ่นที่สองซึ่งถูกสร้างขึ้นหลังจากที่โลกเบื้องบนและเบื้องล่างถูกแยกออกจากกัน
ดังนั้นมันก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะมีของพรรค์นี้หลงเหลืออยู่
คงทำได้แค่รอให้ดินแดนเร้นลับเปิดออก แล้วค่อยเข้าไปลองค้นหาดูเอาเองเท่านั้น
ด้วยความที่แบกรับภารกิจเอาไว้มากมาย เฉินซานสือจึงยากที่จะสงบจิตใจลงบำเพ็ญเพียรได้
หลังจากเก็บตัวอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน เขาก็เดินออกจากถ้ำที่พักเพื่อไปรวบรวมข่าวสารสถานการณ์ล่าสุด
และก็เป็นไปตามคาด...ผู้บำเพ็ญเพียรจากหลากหลายดินแดนต่างพากันแห่แหนมาที่นี่มากมายจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น...ถึงขั้นมีตัวตนระดับ 'ปราชญ์อสูร' และ 'ปราชญ์มาร' ปรากฏตัวขึ้นด้วยซ้ำ
ผู้อาวุโสเหมยช่างสมกับเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโบราณกาลอย่างแท้จริง
ขนาดเวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ เหล่ายอดฝีมือระดับแนวหน้าของโลกก็ยังอุตส่าห์ยอมเสี่ยงชีวิต เพื่อแย่งชิงมรดกตกทอดของเขา
โชคดีที่การเดินทางครั้งนี้มีผู้อาวุโสไท่หัวและผู้อาวุโสหานจางคอยติดตามมาด้วย
ไม่อย่างนั้นเฉินซานสือคงขยับตัวไปไหนมาไหนได้ลำบากแน่ๆ
ทว่าในขณะเดียวกัน การมีคนคอยตามประกบเช่นนี้ก็ทำให้เขาไม่สามารถปลีกตัวไปตามหาศิษย์พี่หญิง หรือแม้แต่แอบไปรับตัวอาจารย์หญิงได้เลย
เรื่องราวหลายๆอย่างจึงจำต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน
แต่ถึงอย่างนั้น เจี้ยงเย่ก็ไม่ใช่คนโง่ หากนางเห็นว่ารอบตัวเขามีผู้คนพลุกพล่านขนาดนี้
นางก็คงไม่บุ่มบ่ามเผยตัวออกมาแน่
ส่วนอาจารย์หญิงนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางคงไม่ถูกค้นพบตัวได้ง่ายๆ หรอก
เอาเป็นว่า...รอให้ภารกิจในดินแดนเร้นลับเสร็จสิ้นลงก่อน แล้วค่อยหาวิธีไปสมทบกับพวกนางทีหลังก็แล้วกัน
"อ๊าก!"
ในขณะที่เฉินซานสือกำลังยืนอยู่บนยอดเขาและครุ่นคิดถึงแผนการขั้นต่อไปอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาจากตีนเขา
ตลาดการค้าทั้งแห่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักหลัวเซียว
แล้วนี่มันผู้ใดกันถึงได้กล้ามาก่อกวนถึงถิ่น?
ฟางฝูเหยาก็พักอยู่ไม่ไกลด้านหลัง อีกเดี๋ยวคงได้รับรายงานและรุดหน้าออกมาแน่ๆ
หากเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมา
ผู้อาวุโสไท่หัวและผู้อาวุโสหานจางก็คงใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาในการรุดกลับมาสมทบ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงไม่รอช้า พลันพุ่งทะยานร่างกลายเป็นเส้นแสงสายหนึ่ง พุ่งตรงดิ่งลงไปยังตีนเขาทันทีโดยไร้ซึ่งความหวาดระแวง
ทว่า ณ บริเวณต้นตอของเสียงนั้น กลับไม่ได้มีฉากนองเลือดอย่างที่เฉินซานสือจินตนาการเอาไว้
สิ่งที่เห็นมีเพียงภาพของศิษย์สำนักหลัวเซียวสองสามคนกำลังถูกเชือกสีทองมัดห้อยหัวโตงเตงอยู่บนต้นไม้ใหญ่
และที่บริเวณใต้ร่มไม้กว้างนั้นเอง ก็มีร่างที่คุ้นตาของคนสองคนยืนอยู่...
ปรมาจารย์เซียนหลัวอวิ๋นซู และแม่หนูลูกศิษย์ของเขานั่นเอง
"ต้องขออภัยด้วยนะ" เถาจั๋วหัวเก็บแส้ยาวที่เพิ่งใช้เฆี่ยนตีศิษย์สำนักหลัวเซียวลง
ก่อนจะปัดไม้ปัดมือพลางกล่าวขึ้นว่า
"ด้านในตลาดมีการคุ้มกันแน่นหนาเกินไป พวกเราเลยจำเป็นต้องใช้วิธีนี้เพื่อหลอกล่อให้ท่านออกมาน่ะ"
"พวกเจ้าอีกแล้วเรอะ" เฉินซานสือขมวดคิ้วมุ่น "ช่างตามติดเป็นวิญญาณตามอาฆาตเสียจริงนะ"
"เข้าใจๆ" หลัวอวิ๋นซูกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
"ถ้ามีใครมาคอยตามติดข้าต้อยๆ แบบนี้ ข้าเองก็คงรำคาญแทบตายเหมือนกันนั่นแหละ"
เฉินซานสือดีดนิ้วเพียงคราเดียว ปราณกระบี่ก็พุ่งตัดเชือกจนขาดสะบั้น
ช่วยเหลือศิษย์สำนักหลัวเซียวลงมาจากต้นไม้ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
"ผู้อาวุโสหลัวคิดจะลงมือหรือเปล่าครับ? ถ้าไม่คิดจะสู้ ข้าก็จะขอตัวกลับไปก่อนล่ะนะ"
"สหายธรรมโปรดรอก่อน!" หลัวอวิ๋นซูรีบเอ่ยรั้ง
"ที่จริงแล้วสหายธรรมไม่จำเป็นต้องระแวดระวังตัวถึงขนาดนั้นก็ได้ การเปิดตำหนักว่านหลัวในครั้งนี้ มียอดฝีมือระดับสูงจากหลากหลายเผ่าพันธุ์มารวมตัวกันมากมาย เจ้าอาจตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตได้ทุกเมื่อ
หากมีเรื่องอะไรที่อยากให้ข้าช่วยเหลือละก็ แค่ร้องตะโกนเรียกคำเดียวก็พอแล้ว"
"ท่านช่างมีน้ำใจเสียจริง" เฉินซานสือพอจะสัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายไม่ได้มีจิตสังหารแอบแฝงอยู่เลย...อย่างน้อยก็ในตอนนี้ล่ะนะ
แต่มองดูแล้ว แปดในสิบส่วนคงเป็นเพราะเกรงกลัวบารมีของผู้อาวุโสติงซิวที่หนุนหลังเขาอยู่มากกว่า
ชายหนุ่มจึงตอบกลับไปว่า
"แต่ถึงอย่างนั้น ข้างกายข้าก็ยังมีผู้อาวุโสไท่หัวและผู้อาวุโสหานจางคอยคุ้มครองอยู่
เกรงว่าคงไม่ต้องรบกวนให้สหายธรรมออกโรงช่วยหรอกครับ"
"นั่นก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ" หลัวอวิ๋นซูแย้งขึ้นมา
"เพราะคนที่ตามล่าหมายหัวเจ้าในครั้งนี้ ลำพังแค่ตาเฒ่าสองคนนั้น... ปกป้องเจ้าไม่ไหวหรอก"
"โอ้? อย่างนั้นหรือ" เฉินซานสือเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความ
"ถ้าเช่นนั้นก็ต้องขอบคุณสหายธรรมมากที่ช่วยเตือน"
"เดี๋ยวก่อนสิ" หลัวอวิ๋นซูร้องเรียกอีกฝ่ายไว้อีกครั้ง พร้อมกับย้ำคำเดิมเสียงหนักแน่น
"ถ้าเจอเรื่องเดือดร้อนเมื่อไหร่ อย่าลืมเรียกข้าล่ะ" เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสริม
"ไม่ใช่แค่ครั้งนี้นะ แต่ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ในอนาคต ข้าก็ยินดีที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระให้น้องชายเฉินเสมอ"
"ข้ารับไว้ด้วยใจก็แล้วกัน"
เฉินซานสือตอบกลับสั้นๆ อย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินจากไปนั่นเอง...เซียนกระบี่ฟางฝูเหยาก็พุ่งทะยานเข้ามาถึงพอดี และผู้ที่ตามมาติดๆก็คือไท่หัวจุนเจ่อและหานจางหยวนจวิน
ทั้งสามคนรีบกระจายกำลังออกเป็นรูปสามเหลี่ยม ปิดล้อมหลัวอวิ๋นซูและศิษย์เอาไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา
"หลัวอวิ๋นซู!" ไท่หัวจุนเจอร์ตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล
"นี่เจ้าเบื่อชีวิตแล้วใช่ไหม?!"
"ใจเย็นๆ ก่อนสิครับ ผู้อาวุโสไท่หัว" หลัวอวิ๋นซูยกสองมือขึ้นแบออกประนีประนอม
"ข้าก็แค่แวะมาทักทายพูดคุยรำลึกความหลังกับสหายธรรมเฉินนิดหน่อยเอง
ไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย"
ไท่หัวจุนเจ่อหันขวับกลับไปมอง สายตากวาดสำรวจเรือนร่างในชุดคลุมสีขาวของชายหนุ่มอย่างถี่ถ้วน
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดๆ จึงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เฉินซานสือเองก็เอ่ยยืนยันตามความจริงว่า "ผู้อาวุโสไท่หัวพวกเขาไม่ได้ทำอะไรข้าจริงๆ ครับ"
"ไอ้แซ่หลัว!" ไท่หัวจุนเจ่อกัดฟันกรอดพลางขู่ฟ่อ "ข้าไม่รู้หรอกนะว่าไอ้พวกบัดซบแห่งหอเด็ดดาวมันเอาเรื่อง 'โชคชะตา' ไปแพร่งพรายให้เจ้าฟังได้อย่างไร แต่หวังว่าเจ้าจะหุบปากของตัวเองเอาไว้ให้ดี!"
"เรื่องนั้นท่านผู้อาวุโสวางใจได้เลย" หลัวอวิ๋นซูตอบกลับหน้าตาย
"ข้าเองก็ไม่อยากมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเหมือนกันนั่นแหละ"
"พวกเราไป!" ไท่หัวจุนเจ่อสะบัดแขนเสื้อ ก่อนจะเดินนำเฉินซานสือและศิษย์คนอื่นๆ
จากไป
"ท่านอาจารย์" เถาจั๋วหัวทอดสายตามองแผ่นหลังของกลุ่มคนที่ค่อยๆ เดินลับสายตาไป
พลางเอ่ยถามขึ้น
"ท่านตั้งใจจะรอให้เฉินซานสือติดค้างบุญคุณท่าน แล้วยอมยกโชคชะตานั้นให้ท่านด้วยความสมัครใจจริงๆงั้นหรือ?"
"ก็ใช่น่ะสิ" หลัวอวิ๋นซูถอนหายใจยาว
"ข้าได้แต่หวังว่าตาเฒ่าเซียวคนนั้นจะเก่งกาจสักหน่อย เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าได้สวมบท 'วีรบุรุษช่วยหญิงงาม' บ้าง ไม่อย่างนั้น...โชคชะตาที่ว่านี่ คงตกมาถึงมือข้าได้ยากแล้วล่ะ"
"น่าแปลกจริงๆ เลยนะ" เถาจั๋วหัวพึมพำด้วยความฉงน
"ในตำหนักว่านหลัวนั่นมันมีของวิเศษอะไรซุกซ่อนอยู่กันแน่ ถึงได้คุ้มค่าพอให้ยอดฝีมือตั้งมากมายยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อแย่งชิงมันแบบนี้?"
"นั่นมันมรดกตกทอดของผู้อาวุโสเหมยเชียวนะมแม้แต่อาจารย์เองก็ยังอยากจะลองเข้าไปแย่งชิงดูสักตั้งเหมือนกันนั่นแหละ"
หลัวอวิ๋นซูหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริมดักคอตัวเอง
"แต่ก็นะ...การเดินทางครั้งนี้มันอันตรายเกินไป เผลอๆอาจจะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ได้ง่ายๆ
เอาเป็นว่า...พวกเราเน้นยืนดูงิ้วอยู่ห่างๆ เป็นหลักก็แล้วกัน"
…………