- หน้าแรก
- หนึ่งเดียวใต้หล้า จอมเซียนผู้ใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์
- บทที่ 21 - ชอบฉัน ก็พูดออกมาดัง ๆ สิ
บทที่ 21 - ชอบฉัน ก็พูดออกมาดัง ๆ สิ
บทที่ 21 - ชอบฉัน ก็พูดออกมาดัง ๆ สิ
บทที่ 21 - ชอบฉัน ก็พูดออกมาดัง ๆ สิ
ณ กองบรรณาธิการของเว็บไซต์ฉีเตี่ยน ชิงโจวซึ่งเป็นบรรณาธิการเพิ่งทานมื้อเที่ยงเสร็จและกำลังไล่ดูข้อความประจำวัน
จากนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นคำขอที่ส่งมาจากหลี่เหยียน
"ซื่อจิ่ว คือเขางั้นหรือ?"
เมื่อเห็นชื่อหนังสือในหมายเหตุ ชิงโจวก็จำได้ทันที
เขายังจำนิยายเรื่อง 【กลุ่มแชทผู้บำเพ็ญเซียน】 ที่เขาเห็นในคลังหนังสือเมื่อวานได้
สำนวนการเขียนนั้นสนุกสนานและแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน รายละเอียดต่าง ๆ ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้งกินใจ ที่สำคัญคือใช้ภาษาที่เรียบง่ายเข้าใจง่าย ดูไม่เหมือนผลงานของนักเขียนมือใหม่เลยสักนิด
สิ่งสำคัญที่สุดคือ นิยายเรื่องนี้ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่สำหรับเขา
นิยายออนไลน์ที่เน้นเรื่องราวในชีวิตประจำวันแบบนี้ ในเว็บไซต์ปัจจุบันยังมีไม่มากนัก และยังไม่มีเรื่องไหนที่โด่งดังเป็นพลุแตก
ส่วนใหญ่เป็นเพราะช่วงเปิดเรื่องมักจะเรียบง่ายเกินไป แต่เรื่องนี้กลับมีความน่าดึงดูดอย่างประหลาด
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเซ็นสัญญาด้วยโดยไม่ลังเล
เพียงแต่นิยายแนวขบขันแบบนี้ค่อนข้างท้าทายจินตินาการและฝีมือของผู้เขียน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะสามารถเขียนได้ยาวแค่ไหน
หลังจากกดตอบรับคำขอเพิ่มเพื่อนในคิวคิว ชิงโจวกำลังจะพิมพ์ทักทายไปตามมารยาท
แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับส่งข้อความรัวมาหลายประโยคจนเขาถึงกับอึ้งไป
ซื่อจิ่ว : ชิงโจว การเซ็นสัญญามีปัญหานิดหน่อยครับ
ซื่อจิ่ว : ผมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องขอคุยกับผู้ปกครองก่อน
ชิงโจว : ...
ชิงโจวพิมพ์จุดไข่ปลาออกไปชุดใหญ่ เขารู้สึกกังขาเหลือเกินว่านักเขียนคนนี้กำลังล้อเขาเล่นอยู่หรือเปล่า
ท้ายที่สุด หลังจากผ่านการคุยทางวิดีโอคอล เขาก็ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด
พับผ่าสิ! ทำไมถึงมีนักเขียนที่อายุน้อย เขียนเก่ง แถมยังหล่อขนาดนี้ด้วยนะ!
......
ทางด้านหลี่เหยียน หลังจากปิดโทรศัพท์ เขาก็รีบออกไปหาฟางชิงเยี่ยทันที
"แม่ครับ ผมหางานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนได้แล้วนะ"
เขาอธิบายให้คุณนายฟางฟังคร่าว ๆ ว่า "นักเขียนออนไลน์" คืออะไร
คุณนายฟางที่ยังคงมีความระแวงต่อโลกอินเทอร์เน็ตยังไม่วางใจนัก เธอคุยกับชิงโจวคร่าว ๆ และขอดูหลักฐานยืนยันต่าง ๆ เมื่อเห็นว่าเชื่อถือได้จึงค่อยตอบตกลง
ความจริงแล้วหลี่เหยียนสามารถหยิบทะเบียนบ้านไปจัดการเรื่องสัญญาเองได้เลย แต่เขารู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น
เมื่อจัดการเรื่องเซ็นสัญญาเสร็จสิ้น คุณนายฟางยังอุตส่าห์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูนิยายของลูกชายอยู่สองสามครั้ง
"กลุ่มแชทผู้บำเพ็ญเซียน นี่มันหมายความว่าไงเนี่ย มั่วไปหมด เรื่องแบบนี้จะมีคนอ่านจริง ๆ เหรอลูก?"
"ละครย้อนยุคถักเปียยังมีคนดูเลยครับ แล้วทำไมเรื่องนี้จะไม่มีล่ะ?" หลี่เหยียนเอ่ยหยอกเย้า
"เอาเถอะ ลูกโตแล้ว แม่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แล้วก็คงห้ามอะไรไม่ได้มาก ไปช่วยแม่จัดระเบียบหนังสือพวกนั้นของพ่อลูกไปขายซะไป"
คุณนายฟางสั่งงานเสร็จก็ไม่ลืมที่จะจิกกัดเหล่าหลี่ลับหลังอีกสองสามประโยค
"ชอบซื้อหนังสือไร้สาระมาวางประดับบารมีให้ดูดีไปงั้นแหละ ไม่เคยเห็นเขาจะหยิบขึ้นมาอ่านสักครั้ง"
หลี่เหยียนไม่ได้พูดอะไร ในเวลาที่แม่กำลังบ่นพ่อนั้น ทางที่ดีที่สุดคืออย่าไปโต้แย้ง
หลี่เหยียนเดินเข้าไปในห้องนอนของพ่อแม่เพื่อทำความสะอาดหนังสือเหล่านั้น
ข้างหน้าต่างมีชั้นหนังสือแถวหนึ่ง ส่วนใหญ่จะวางของใช้ในชีวิตประจำวัน มีเพียงพื้นที่ระยะหนึ่งเมตรเท่านั้นที่เต็มไปด้วยหนังสือ
ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นแนวกำลังภายใน หลี่เหยียนจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เขาเคยอ่านเล่มหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับหลี่ซวินฮวน
การพรรณนาถึงสตรีในเล่มนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลให้กับเขาในวัยเยาว์!
มันสั่นสะเทือนขนาดไหนน่ะหรือ?
คงไม่น้อยไปกว่าฉากที่เซียวเหล่งนึ่งถูกพรากพรหมจรรย์ในละครเรื่อง 【มังกรหยก】 เวอร์ชันหลี่รั่วถงเลยทีเดียว
วัยรุ่นที่ใสซื่อบริสุทธิ์ในตอนนั้นเพิ่งจะได้รู้เป็นครั้งแรกว่า ในผลงานโทรทัศน์หรือวิดีโอมีพล็อตเรื่องแบบนี้อยู่ด้วย!
ตอนนี้หนังสือเล่มนั้นหายไปแล้ว หลี่เหยียนเองก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหน
แต่ช่างมันเถอะ เขาแยกหนังสือแนวกำลังภายในสองสามเล่มนั้นวางไว้ข้าง ๆ กะว่าจะเก็บไว้ดูเอง
ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นพวกหนังสือแนวพัฒนาตนเองที่ไร้สาระ เขาก็โยนลงพื้นทั้งหมด
ในขณะที่หลี่เหยียนกำลังโยนหนังสืออยู่นั้น เขาเผลอทำแรงไปหน่อย จนหนังสือเล่มหนึ่งหลุดกระจายออกมา
จากนั้นเขาก็เห็นธนบัตรสีแดงสองสามใบหลุดออกมาจากข้างในเล่ม!
หลี่เหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแอบชำเลืองมองไปที่ประตูห้อง
"หึหึ เงินลับ ๆ ที่ซ่อนไว้ตามธรรมชาติ ตอนนี้มันกลายเป็นของผมแล้ว"
เขาเก็บเงินขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มตรวจสอบหนังสือทุเล่มบนพื้น และพบว่าแต่ละเล่มมีเงินซ่อนอยู่สองสามใบจริง ๆ
เล่มไหนที่หนาหน่อยก็มีซ่อนอยู่มากกว่านั้น!
"ในหนังสือมีหอทองคำซ่อนอยู่จริง ๆ สินะ คนโบราณไม่ได้หลอกเราเลย"
หลังจากตรวจสอบหนังสือบนพื้นเสร็จ หลี่เหยียนก็สะบัดธนบัตรหนึ่งพันหยวนในมือด้วยความอารมณ์ดี
เงินในบัตรของตัวเอง จะไปสู้เงินที่เก็บได้แบบนี้ได้ยังไง
เหล่าหลี่ นี่คือราคาของความสะเพร่าของพ่อครับ
"โอ้โฮ ตรงนี้ยังมีหอทองคำอยู่อีกเพียบเลย"
หลี่เหยียนเบนสายตาไปที่ชั้นหนังสือและเริ่มลงมือจัดระเบียบอีกครั้ง
งานจัดของที่แสนน่าเบื่อกลับกลายเป็นเรื่องสนุกขึ้นมาทันที
และในจังหวะที่เขาหยิบหนังสือ 【คู่มือมวยไท่เก๊ก】 ขึ้นมา ระบบที่เงียบหายไปนานก็ส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาทันที
【ติ๊ง! ตรวจพบวิชาการต่อสู้ 【มวยไท่เก๊ก】 ยืนยันที่จะฝากฝังเพื่อฝึกฝนหรือไม่】
หลี่เหยียน : "?!!!"
หลี่เหยียนรู้สึกตกตะลึง และเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ
ไอ้สิ่งที่เหมือนกับวิชากายบริหารหน้าเสาธงแบบนี้ มันคือวิชายุทธ์จริง ๆ งั้นเหรอ?
ลองดูหน่อยก็แล้วกัน ยังไงก็ไม่ได้เสียอะไรอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เลือกตอบตกลงโดยไม่ลังเล
"ระบบ ฝากฝังมวยไท่เก๊ก ฝึกฝนเป็นเวลาห้านาที"
【ติ๊ง! เริ่มต้นการฝากฝัง】
ในวินาทีถัดมา หลี่เหยียนก็สูญเสียการควบคุมร่างกายของตัวเองไป
แต่ทว่าคราวนี้ระบบไม่ได้ยืนพลิกหนังสือเหมือนครั้งก่อน ๆ
แต่มันกลับควบคุมร่างกายของเขาให้เริ่มร่ายรำมวยอย่างช้า ๆ ภายในห้อง
เท้าทั้งสองข้างขนานกัน กว้างเท่าช่วงไหล่ ตั้งตัวให้ตรงประหนึ่งมีเชือกดึงหัว ผ่อนคลายหัวไหล่และข้อศอก ราวกับยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า
ทันทีที่ยืนในท่าพื้นฐาน หลี่เหยียนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วร่างเข้าสู่ความถี่พิเศษบางอย่าง เขารับรู้ได้ถึงกระแสเลือดและลมปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายลาง ๆ
จากนั้นร่างกายก็เริ่มเคลื่อนไหว...
ท่วงท่าลูบหางนกยูง!
นกกระเรียนขาวสยายปีก!
แยกแผงคอม้าป่า!
ส่วนท่าแส้ห้าจังหวะอัสนีบาต อันนี้ไม่มีนะ
ระบบร่ายรำได้ลื่นไหลขึ้นเรื่อย ๆ หลี่เหยียนเองก็รู้สึกว่าร่างกายของเขเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
ในขณะที่แขนร่ายรำไปมา มีเสียงลมดังปะทะแหวกอากาศให้ได้ยินเป็นระยะ
"หลี่เหยียน ลูกทำอะไรอยู่ในห้องน่ะ?!"
เสียงของเจียงอิ้งจู๋ดังขึ้น จากนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก คุณนายฟางและเจียงอิ้งจู๋เดินเข้ามาพร้อมกัน
และแล้ว พวกเธอก็เห็นลูกชายหรือเพื่อนสมัยเด็กของตัวเองกำลังเต้นท่าทางประหลาดอยู่ข้างหน้าต่าง
มือซ้ายเคลื่อนไหว มือขวาเลื่อนไปมาอย่างเชื่องช้า
การร่ายรำนั้นมีเสียงลมหวีดหวิวอย่างรุนแรง และดูมีมนต์ขลังอย่างประหลาด
หลี่เหยียน : "..."
คุณนายฟาง : "..."
เจียงอิ้งจู๋ : "..."
ทั้งสองคนยืนมองนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คุณนายฟางจะกุมขมับแล้วเดินออกไป
สงสัยต้องไปคุยกับเหล่าหลี่หน่อยแล้ว เรื่องร้านน่ะอย่าเพิ่งรีบเลย มีลูกเพิ่มอีกสักคนท่าจะดีกว่า
คนนี้ดูเหมือนจะติดไวรัสเข้าให้แล้ว
ส่วนเจียงอิ้งจู๋กลับยังคงยืนดูต่อ ก่อนจะปรบมือแปะ ๆ
"เอ๊ะ! ทำไมหยุดล่ะ"
หลี่เหยียนค้อนขวับใส่เธอทีหนึ่ง ยัยตัวต้นเรื่องแห่งความอับอายขายหน้าคนนี้
ทุกครั้งที่เขาต้องอับอายขายหน้า มักจะหนีไม่พ้นเธอเลยจริง ๆ!
น่าแค้นใจนัก
"เธอมาทำอะไร?"
"มาดูคนบ้าไง"
เจียงอิ้งจู๋มองเขาด้วยสายตาใคร่รู้ "นี่ ๆ นายเห็นไหม..."
หลี่เหยียนยังคงนิ่งเฉย ตราบใดที่เขาไม่รู้สึกอาย คนที่อายก็จะเป็นคนอื่นเองนั่นแหละ
"ใครคือคนบ้า?"
"คนบ้าก็คือนาย..." เจียงอิ้งจู๋ชะงักไปทันที แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เธอจึงร้องตะโกนออกมา "นายสิคนบ้า! เมื่อกี้ฉันถ่ายรูปไว้แล้วด้วย!"
หลี่เหยียนรู้สึกหน้ามืดไปแวบหนึ่ง แต่แล้วก็ไม่ใส่ใจ
เขารู้สึกว่าหลังจากร่ายรำมวยจบชุดหนึ่ง ร่างกายของเขาก็ดูเบาลงไปหลายส่วน และรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ต่อไปเขาคงต้องฝึกบ่อย ๆ แล้วล่ะ กะอีแค่รูปถ่ายใบเดียวจะเป็นไรไป
สีหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาเดินเข้าไปหาเจียงอิ้งจู๋อย่างช้า ๆ ดวงตาเป็นประกายหรี่ลงเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวเชยคางเธอขึ้นมา
"แอบถ่ายฉันทุกวันเลยนะ ยัยผู้หญิงคนนี้ ใครอนุญาตให้เธอทำตัวอาจหาญบันทึกเรื่องราวของฉันไว้เป็นของสะสมส่วนตัวกัน?"
"ถ้าชอบฉัน ก็พูดออกมาดัง ๆ สิ ต่อไปฉันจะได้ไปเต้นให้ดูที่หัวเตียงเธอทุกวันเลย"
สิ้นเสียงพูด คุณนายฟางที่ยืนแอบฟังอยู่ที่หน้าประตูก็ทำหน้าปูเลี่ยน ๆ ก่อนจะแอบเดินหนีไปเงียบ ๆ
ส่วนเจียงอิ้งจู๋นั้นถึงกับสูดหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความตกใจ ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างผลักเขาออกไปสุดแรง
"ไอ้คนบ้า!"
พูดจบ เจียงอิ้งจู๋ก็รีบวิ่งหนีไปทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก
(จบแล้ว)