- หน้าแรก
- หนึ่งเดียวใต้หล้า จอมเซียนผู้ใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์
- บทที่ 22 - ชายโสดหญิงเปลี่ยว
บทที่ 22 - ชายโสดหญิงเปลี่ยว
บทที่ 22 - ชายโสดหญิงเปลี่ยว
บทที่ 22 - ชายโสดหญิงเปลี่ยว
"เหอะ แค่นี้เองเหรอ?"
ในการดวลครั้งนี้ เจียงอิ้งจู๋เป็นฝ่ายพ่ายแพ้
หลี่เหยียนเดินออกจากห้องมาพร้อมกับกล่องใส่หนังสือไร้สาระด้วยท่าทางของผู้ชนะ แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นคุณนายฟางมองมาด้วยสายตาที่ซับซ้อน
"แม่ครับ ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ?"
"เสี่ยวเหยียน วันหลังก็อ่านหนังสือพวกนั้นให้น้อย ๆ หน่อยนะ"
หลี่เหยียนรู้สึกงงเป็นไก่ตาแตก วันนี้คุณนายฟางดูจะเพี้ยน ๆ ไปหน่อยนะ
เขาแบกกล่องหนังสือลงไปที่จุดรับซื้อของเก่าชั้นล่าง และขายได้เงินมาสามหยวน
ช่างหน้าเลือดจริง ๆ!
นั่นมันคือประสบการณ์ความสำเร็จและความรู้ที่ชาญฉลาดเต็มกล่องเลยนะ
แต่กลับมีค่าแค่สามหยวนเท่านั้น
คงต้องให้รางวัลตัวเองด้วยน้ำอัดลมสักขวดเพื่อปลอบใจเสียหน่อยแล้ว
ระหว่างทางกลับบ้าน หลี่เหยียนแวะซื้อหัวใจเป็ด รากบัวฝาน และตีนไก่จากร้านหลูป่ายเว่ยติดมือกลับบ้านมาด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หรือว่ามวยไท่เก๊กที่ฝึกผ่านระบบนั้นจะไม่ใช่แค่กายบริหารเพื่อสุขภาพจริง ๆ
เพราะแค่ร่ายรำไปห้านาที เขากลับรู้สึกหิวขึ้นมาเฉย ๆ เลย!
พับผ่าสิ เพิ่งจะกินมื้อเที่ยงไปได้ไม่นานแท้ ๆ
เมื่อกลับมาถึงห้อง นอกจากจะเติมพลังแล้ว หลี่เหยียนยังคิดถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาด้วย
ในเมื่อมวยไท่เก๊กยังทำได้ แล้ววิทยายุทธ์อื่น ๆ จะทำได้ไหมนะ
ถึงแม้การจะฝึกวิทยายุทธ์โดยการอ่านหนังสือเอาเองมันจะดูเหลวไหลไปหน่อย!
แต่การที่เขาได้กลับชาติมาเกิดแถมยังมีระบบอีก เรื่องนี้มันก็เหลวไหลพอกันไม่ใช่หรือไง!
หลังจากแอบกินของว่างจนหมด หลี่เหยียนก็ลากเจียงอิ้งจู๋ไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือแถว ๆ นั้น
ทว่าเขากลับไม่เจอเล่มที่ต้องการเลยสักเล่มเดียว
ดังนั้นเขาจึงลองถามเจ้าของร้านดู "เถ้าแก่ครับ ที่นี่มีพวกหนังสือสอนมวยไท่เก๊กอะไรพวกนี้ไหมครับ แบบท่าร่างเทพเท้าท่องคลื่น มวยแปดทิศ หรือฝ่ามือทรายเหล็กอะไรทำนองนั้นน่ะครับ?"
เจ้าของร้านมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ ส่วนนักเรียนหญิงแถว ๆ นั้นที่ทำเป็นก้มหน้าอ่านหนังสือแต่ความจริงแอบมองเขาอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง
ส่วนเจียงอิ้งจู๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบถอยห่างออกมาสามฟุตทันที และแกล้งทำเป็นมองรูปแกะบนหัวชั้นหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ
ในจังหวะนั้นเอง เด็กน้อยที่นั่งดูการ์ตูนอยู่ข้าง ๆ เจ้าของร้านก็เงยหน้าขึ้นมา
"พี่ชายครับ เรื่องพวกนั้นมันเอาไว้หลอกเด็กทั้งนั้นแหละ"
หลี่เหยียนเบ้ปากและไม่สนใจเด็กนั่น เจ้าของร้านกระแอมไอทีหนึ่ง
"พ่อหนุ่มรูปหล่อ ลองไปดูตามแผงลอยข้างถนนดูสิ"
เมื่อกลับถึงบ้าน เจียงอิ้งจู๋ก็เริ่มบ่นถึงพฤติกรรมสุดเบียวของหลี่เหยียนให้คุณนายฟางฟังทันที
ส่วนเจ้าตัวที่เป็นหัวข้อสนทนาได้กลับเข้าไปในห้อง
เขาตัดสินใจที่จะระดมกำลังจากองค์กรระดับสากลเพื่อช่วยเขาหาคัมภีร์วิทยายุทธ์
เขาเปิดโน้ตบุ๊กและล็อกอินเข้าสู่เว็บไซต์เถาเป่า
ค้นหาคำว่า "มวยแปดทิศ"
เขากดซื้อหนังสือมาสี่ห้าเล่มด้วยความตื่นเต้น แต่ความปรารถนาในการชอปปิ้งของเขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรศัพท์
"หัวหน้าฝ่ายปกครอง มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"
"แค่นี้แหละ... เอ้อ หลี่เหยียน ใบตอบรับการเข้าเรียนของเธอมาถึงแล้วนะ อย่าลืมมาที่โรงเรียนพรุ่งนี้เพื่อมารับล่ะ"
"เนื่องจากครูประจำชั้นของเธอถูกจับกุมไปแล้ว ผมจึงเป็นคนแจ้งแทน"
หลี่เหยียนพยักหน้า "เข้าใจแล้วครับ"
เขาเดินออกไปบอกคุณนายฟางเรื่องที่จะไปรับใบตอบรับเข้าเรียนในวันพรุ่งนี้ และทานมื้อเย็นด้วยกัน
เมื่อกลับเข้าห้อง หลี่เหยียนก็ฝึกมวยไท่เก๊กต่ออีกสิบนาที
หลังจากที่เขาเผลอชกกระปุกออมสินเหล็กจนแตกกระจาย และต้องนอนกุมมือที่ปวดตุบบนเตียงพร้อมกับสูดปากด้วยความเจ็บปวด
ในที่สุดหลี่เหยียนก็ได้ข้อสรุปว่า มวยไท่เก๊กที่ฝึกผ่านระบบนั้นมันไม่ธรรมดาจริง ๆ
เขามองดูซากกระปุกออมสินที่แตกละเอียด และมองดูมือที่บวมแดงของตัวเอง
"พลังทำลายรุนแรงขนาดนี้ ถ้าตบเข้าที่หัวใครสักคน หัวคงระเบิดเหมือนแตงโมแน่ ๆ!"
หลี่เหยียนเองก็มีความฝันอยากเป็นจอมยุทธ์เหมือนกันนะ
ถึงแม้จะเหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ แต่ถ้าวันหลังเจอพวกนักเลงหรือพวกอันธพาล อย่างเช่นไอ้คนที่แซงคิวเหมยเมิ่งเชี่ยนวันนั้น
เขาก็สามารถเข้าไปเปิดฉากตะลุมบอนได้เองเลยน่ะสิ
ยังไงเสีย ถ้าสามารถเพิ่มความสามารถในการป้องกันตัวได้ ก็คงไม่มีใครปฏิเสธหรอก
"แต่การเผาผลาญพลังงานนี่มันมากเกินไปหน่อยแฮะ"
หลี่เหยียนลูบท้องที่ร้องโครกคราก ก่อนจะไปต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสองถ้วยเพื่อประทังชีวิต
......
วันต่อมา
ณ ห้องทำงานหัวหน้าฝ่ายปกครอง โรงเรียนมัธยมสิบห้า
หลี่เหยียนรับใบประกาศนียบัตร แฟ้มประวัติการเรียน และใบตอบรับการเข้าเรียนจากมือของหัวหน้าฝ่ายปกครองที่มีหน้าตาเคร่งขรึม
ทันทีที่เขาได้รับใบตอบรับเข้าเรียน เสียงกลไกที่เย็นชาอันแสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว
【ติ๊ง! ภารกิจเสร็จสิ้น ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่สามารถเข้าสู่สำนักเซียนระดับสูงได้สำเร็จ】
【ระบบกำลังเริ่มต้นการอัปเกรด ในระหว่างช่วงการอัปเกรด ฟังก์ชันต่าง ๆ ของระบบยังคงทำงานได้ตามปกติ โปรดอย่าตื่นตระหนก】
หลังจากอ่านข้อความแจ้งเตือนจากระบบ หลี่เหยียนก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
เพราะหลังจากการสอบมัธยมต้นผ่านพ้นไปแต่ภารกิจยังไม่แจ้งว่าสำเร็จ เขาจึงคาดเดาว่าอาจจะต้องมีเงื่อนไขเฉพาะบางอย่าง
เช่น การประกาศคะแนน การได้รับใบตอบรับ หรือการได้เข้าเรียนอย่างเป็นทางการ
เขายังไม่ได้สนใจระบบมากนัก เพราะเขาสังเกตเห็นความผิดปกติในสิ่งที่ถืออยู่ในมือ...
ใต้ใบตอบรับเข้าเรียนนั้น มีซองจดหมายอีกซองหนึ่งซ่อนอยู่
มันดูหนาพอกับเงินรางวัลที่เขาเคยได้รับจากโรงเรียนครั้งก่อนเลย
เขามองขึ้นไปยังหัวหน้าฝ่ายปกครองด้วยความสงสัย
"อ้อ... หลี่เหยียน นี่คือเงินรางวัลที่โรงเรียนมอบให้จากการที่เธอช่วยเปิดโปงพวกทุจริตนะ ครูที่ทำตัวเป็นเนื้อร้ายอย่างหวังฟู่กี้ จำเป็นต้องมีนักเรียนรุ่นใหม่ที่กล้าหาญและช่วยเป็นหูเป็นตาแบบเธอนี่แหละ!"
"ถ้าไม่มีเธอ โรงเรียนมัธยมสิบห้าคงไม่รู้ว่าจะวุ่นวายไปขนาดไหน! แต่หลี่เหยียน โรงเรียนก็ยังเป็นโรงเรียนของเธอเสมอ หวังว่าเธอจะไม่ถือโทษโกรธเคืองโรงเรียนเพราะการกระทำของครูบางคนนะ!"
หลี่เหยียนเข้าใจทันที นี่มันคือเงินปิดปากชัด ๆ เพราะกลัวว่าเขาจะไปพูดจาเหลวไหลข้างนอกน่ะสิ
เพราะยุคสมัยนี้ การที่ครูเปิดสอนพิเศษข้างนอกมันเป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไป
บางคนก็แค่อยากจะช่วยยกระดับคะแนนของนักเรียนด้วยความสมัครใจ
และบางคนถึงขั้นไม่เก็บค่าสอนเสียด้วยซ้ำ
แต่พอเขาพูดออกไปแบบนั้น กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเรื่องครูสอนพิเศษก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง!
โดยเฉพาะพวกที่ชอบใส่สีตีไข่และพวกทฤษฎีสมคบคิด
และชาวเน็ตบางกลุ่มก็มักจะหลงเชื่อเรื่องพวกนี้เสียด้วย!
"หัวหน้าฝ่ายปกครอง สบายใจได้ครับ ผมรักโรงเรียนนี้มาก"
คำพูดของหลี่เหยียนเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ชโลมใจหัวหน้าฝ่ายปกครอง
ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้พูดโกหกเสียทีเดียว สำหรับเรื่องการเรียนพิเศษเขาก็ไม่ได้มีความเห็นในแง่ลบอะไร
ตัวเขาเองยังเคยไปลองเรียนวิชาภาษาอังกฤษมาคาบหนึ่งเลย แม้สุดท้ายจะไม่ได้ลงคอร์ส แต่ครูสอนภาษาอังกฤษก็ยังมอบหนังสือคู่มือให้เขามาเล่มหนึ่ง
เขาถือของเดินออกจากห้องทำงานมาสมทบกับเจียงอิ้งจู๋ที่รออยู่ข้างนอก และทั้งสองคนก็เดินออกจากโรงเรียนไป
คราวนี้เขาไม่ได้บังเอิญเจอเพื่อนเก่าคนไหนอีก
"น้ารถของน้าฟางจะมารับตอนบ่ายใช่ไหม?"
"ใช่จ้ะ เดี๋ยวเธอไปช่วยฉันส่งแม่ด้วยนะ"
"อื้อ ได้สิ"
ในช่วงบ่าย หลี่เหยียนใช้แอปพลิเคชันตีตีต่าเชอเรียกรถรับส่งข้ามเมืองให้กับคุณนายฟาง
เขาใช้ส่วนลดสำหรับผู้ใช้ใหม่ ทำให้ราคานั้นถูกจนคุณนายฟางปฏิเสธไม่ลง
"แม่ครับ รถจะไปส่งถึงหน้าหมู่บ้านทางโน้นเลยนะ พอถึงแล้วแม่ก็ลงได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มนะครับ"
หลี่เหยียนช่วยยกสัมภาระใส่ท้ายรถ และบอกกับคุณนายฟางที่นั่งอยู่เบาะหลัง
"จ้า แม่รู้แล้ว"
อีกด้านหนึ่ง เจียงอิ้งจู๋หยิบถุงขนมส่งให้คุณนายฟาง
"น้าฟางคะ เอาไว้ทานระหว่างทางนะคะ พวกของเปรี้ยว ๆ ที่อยู่ข้างบนจะช่วยแก้เมารถได้ค่ะ"
"ดีมากจ้ะ ดีมาก..." คุณนายฟางยิ้มแก้มปริและกำชับกับเธอว่า
"จู๋จู๋ พวกเราไม่อยู่ทางนี้ หนูฝากดูหลี่เหยียนด้วยนะ อย่าให้เขาไปทำอะไรพิเรนทร์ ๆ ถ้าเขาบังอาจมารังแกหนู ก็บอกน้าได้เลยนะ!"
"แม่ครับ ผมจะไปรังแกเธอได้ยังไง?"
"ลืมไปแล้วเหรอว่าเมื่อวานลูกไปพูดอะไรกับน้อง จนหนูเจียงตกใจวิ่งหนีกลับบ้านไปน่ะ!" คุณนายฟางค้อนใส่
หลี่เหยียนถึงกับพูดไม่ออก
ประตูรถปิดลง และรถก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไกลออกไป ทิ้งให้ชายโสดหญิงเปลี่ยวคู่หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
เจียงอิ้งจู๋หาวออกมาทีหนึ่ง
"ไปกันเถอะ นายบอกว่าตอนบ่ายจะไปร้านหนังสือซินหัวในตัวเมืองไม่ใช่เหรอ?"
หลี่เหยียนพยักหน้า เมื่อวานเขาได้ไตร่ตรองดูแล้ว ร้านหนังสือแถวหมู่บ้านมีหนังสือไม่ครบทุกประเภท
แต่ร้านหนังสือขนาดใหญ่นั้นไม่แน่
เมื่อก่อนความคิดของเขาอาจจะถูกจำกัดวงแคบไปหน่อย คราวนี้เขาต้องไปทดสอบให้แน่ใจว่าหนังสือประเภทไหนบ้างที่ระบบจะอนุญาตให้เขา "ฝากฝัง" ได้!
(จบแล้ว)