- หน้าแรก
- ตำนานแห่งปราชญ์โอสถผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 7 - สยบศัตรูในกระบวนท่าเดียว
บทที่ 7 - สยบศัตรูในกระบวนท่าเดียว
บทที่ 7 - สยบศัตรูในกระบวนท่าเดียว
บทที่ 7 - สยบศัตรูในกระบวนท่าเดียว
"คนตระกูลถังพูดคำไหนคำนั้น บอกว่าจะสู้ก็ต้องสู้ แต่เราตกลงกันก่อนนะ หมัดเท้าไม่มีตา ถ้าใครได้รับบาดเจ็บ จะมาโทษกันไม่ได้"
ถังเหยียนผลักเสี่ยวชุ่ยออกไป ถลกแขนเสื้อขึ้น ท่าทางกระตือรือร้นพร้อมจะลุยเต็มที่
หลิ่วหยวนแทบจะหลุดหัวเราะออกมา ไอ้โง่นี่มันหัวทึบจริงๆ เผยสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมาจนหมดเปลือก
"คุณชายถังช่างตรงไปตรงมาดีแท้ งั้นเรามาเริ่มกันเลย! ทุกท่านช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วยนะว่าคุณชายถังเป็นคนพูดเองว่าหมัดเท้าไม่มีตา"
บทสนทนาระหว่างทั้งสองดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบข้างมาแต่แรกแล้ว
ทว่าตระกูลหลิ่วและตระกูลถังต่างก็ไม่ใช่ตระกูลที่ใครจะไปตอแยได้ง่ายๆ ย่อมไม่มีใครกล้าออกตัวเป็นพยานให้ แต่ลึกๆ แล้วทุกคนต่างก็รอดูงิ้วฉากเด็ด รอจังหวะที่ถังเหยียนคุกเข่าโขกศีรษะให้หลิ่วหยวน
"คุณชายถัง เริ่มได้หรือยัง"
หลิ่วหยวนเอ่ยถาม
"แน่นอน เริ่มได้เลย แต่ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อนนะ เห็นพัดจีบในมือข้าไหม มันไม่ใช่พัดธรรมดาๆ หรอกนะ แต่มันคือของวิเศษ ก้านพัดทั้งสิบแปดก้านสามารถกลายสภาพเป็นลูกศรแหลมคมสิบแปดดอก เจาะทะลุเกราะเหล็กได้สบายๆ โดยไม่ต้องเปลืองแรง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลิ่วหยวนก็เปลี่ยนไป มิน่าเล่าหมอนี่ถึงได้กล้าท้าทายเขานัก ที่แท้ก็มีของวิเศษคอยหนุนหลังนี่เอง ของวิเศษเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง มักจะมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ แม้ตัวเขาจะไม่มี แต่ในฐานะที่ถังเหยียนเป็นทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของตระกูลถัง ถังหลิงผู้เฒ่าย่อมต้องสรรหาวิธีเอาตัวรอดมาให้หลานชายอย่างแน่นอน
ขณะที่หลิ่วหยวนกำลังจะอ้าปากบอกว่าห้ามใช้ของวิเศษในการประลอง เสียงตะโกนของถังเหยียนก็ดังขัดขึ้นมาก่อน
"รับพัดวิเศษไปซะ!"
พูดจบถังเหยียนก็โยนพัดจีบในมือขึ้นฟ้า ได้ยินเสียงพรึ่บ พัดก็กางออกกลางอากาศ
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของคุณชายถัง ทุกคนรอบข้างก็พร้อมใจกันแหงนหน้ามองฟ้า แม้แต่ผู้คุ้มกันสองคนของหลิ่วหยวนเองก็จ้องมองพัดที่กางออกด้วยความสนใจ
ของวิเศษ นับว่าเป็นของหายากในเมืองอวิ๋น ลูกหลานตระกูลใหญ่หลายคนแทบไม่มีโอกาสได้เห็นเป็นบุญตา
หัวใจของหลิ่วหยวนกระตุกวูบ สายตาจับจ้องไปยังพัดจีบกลางอากาศ เขาประมาทเกินไปที่ไม่ได้หยิบอาวุธติดมือมาด้วย ในใจเกิดความร้อนรนและโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
มุมปากของถังเหยียนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขี้ยวลากดินพุ่งทะยานไปข้างหน้า ยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่ท้องน้อยของหลิ่วหยวนอย่างจัง
ลูกถีบนี้ทั้งรวดเร็ว รุนแรง และแม่นยำ กระแทกเข้าที่ท้องน้อยของหลิ่วหยวนอย่างจัง น่าสงสารหลิ่วหยวนที่กำลังรวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียนเพื่อเตรียมรับมือกับอานุภาพของของวิเศษ ทว่าจู่ๆ ก็มีแรงมหาศาลกระแทกเข้ามาที่ท้องจนร่างของเขาลอยละลิ่วปลิวไปกระแทกพื้นอย่างแรง
ทุกคนตกตะลึงตาค้าง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ไหนล่ะของวิเศษ ทำไมหลิ่วหยวนถึงโดนถีบปลิวไปได้ล่ะ
ในอดีตชาติ ถังเหยียนในฐานะนักปรุงโอสถระดับเก้า ผ่านการถูกบีบคั้นมานับครั้งไม่ถ้วน นิสัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใดทำให้เขาผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ประสบการณ์ล้นเหลือ เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้ศัตรูได้หยุดพักหายใจเลยแม้แต่น้อย
เพียงชั่วพริบตาที่ถีบหลิ่วหยวนปลิวไป ถังเหยียนก็พุ่งตามไปติดๆ ขึ้นคร่อมร่างของหลิ่วหยวน แล้วรัวหมัดซ้ายขวาซัดเข้าที่หน้าของหลิ่วหยวนไม่ยั้ง
หลิ่วหยวนโดนถีบไปหนึ่งดอกแถมยังล้มกระแทกพื้นอีก ตอนนี้สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปหมดแล้ว หมัดที่รัวลงมาดั่งห่าฝนกระหน่ำซัดเข้าที่ใบหน้า เพียงชั่วพริบตาตาสองข้างของหลิ่วหยวนก็บวมปูดกลายเป็นหมีแพนด้าไปเรียบร้อย
เมื่อคิดจะรวบรวมลมปราณ ท้องน้อยก็เจ็บปวดรวดร้าว ขยับตัวเพียงนิดเดียวก็รู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันทิ่มแทง หลิ่วหยวนปวดจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้า
ความเจ็บปวดที่กระหน่ำซัดเข้ามาที่ศีรษะอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าเขากำลังถูกซ้อมอยู่ เมื่อคิดได้ว่าตนเองกำลังถูกไอ้สวะที่จุดตันเถียนถูกทำลายซ้อมเอา หลิ่วหยวนก็แทบจะร้องไห้ไร้น้ำตา
ขืนกลับบ้านไปสภาพนี้ นอกจากจะไม่ได้รางวัลแล้ว ดีไม่ดีอาจจะโดนพ่อ โดนผู้อาวุโส และคนอื่นๆ รุมด่าเปิงแน่ๆ ยิ่งพ่อที่อารมณ์ร้ายของเขา คงเตรียมแส้หนังรอฟาดเขาอยู่แล้วกระมัง
ภายใต้ความทรมานที่ผสมปนเปกันทั้งความอับอาย ความโกรธ ความหวาดกลัว และความเจ็บปวด ในที่สุดหลิ่วหยวนก็หน้ามืดสลบเหมือดคาหมัดของถังเหยียน
เมื่อพัดจีบร่วงหล่นลงพื้นดังแปะโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น และถังเหยียนก็เตะหลิ่วหยวนปลิวไปแล้ว ผู้คนรอบข้างถึงเพิ่งจะตั้งสติได้ว่า ไอ้เด็กนี่มันไม่ได้มีของวิเศษอะไรทั้งนั้น มันตั้งใจลอบกัดชัดๆ!
"ฮ่าฮ่า คุณชายสามหลิ่ว เจ้าหลับไปซะแล้วรึ!"
เมื่อเห็นหลิ่วหยวนสลบเหมือดไป ถังเหยียนก็หัวเราะร่วน เอื้อมมือไปค้นตัวหลิ่วหยวน ก็พบตั๋วเงินมูลค่าสองพันตำลึงและเศษเงินอีกจำนวนหนึ่งจริงๆ
ผู้คนรอบข้างได้ยินคำพูดของถังเหยียนก็ถึงกับมุมปากกระตุก นี่เขาโดนเจ้าอัดจนสลบต่างหากล่ะ! แต่คนส่วนใหญ่กลับมองหลิ่วหยวนที่สลบไศลด้วยสายตาสมเพชเวทนา
การถูกโค่นล้มด้วยการเตะเพียงครั้งเดียวจากคุณชายเสเพลที่ไม่เอาไหนอย่างถังเหยียน แถมยังโดนซ้อมจนหมดทางสู้ การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของหลิ่วหยวนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี หน้าตาของตระกูลหลิ่วคงต้องเสียไปหลายส่วน
"ว้าว นายน้อย ท่านชนะแล้ว!"
ในเวลานี้คงมีเพียงเสี่ยวชุ่ยคนเดียวเท่านั้นที่คิดว่านายน้อยของตนชนะอย่างใสสะอาดและยอดเยี่ยมที่สุด
"แน่นอนสิ นายน้อยของเจ้าเก่งกาจจะตายไป ฮ่าฮ่าฮ่า..."
ถังเหยียนก้มเก็บพัดจีบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา โบกพัดอย่างสง่างามสองสามที แล้วเดินทอดน่องกางขาจากไป
ผู้คุ้มกันทั้งสองของตระกูลหลิ่วเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ รีบหามร่างของหลิ่วหยวนวิ่งแจ้นกลับตระกูลไปอย่างรวดเร็ว...
ผู้คนที่มุงดูเหตุการณ์ก็เริ่มแยกย้ายกันไป แต่การต่อสู้เมื่อครู่นี้จะต้องกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันอย่างสนุกปากในเมืองอวิ๋นอย่างแน่นอน
ด้านถังเหยียนที่พาเสี่ยวชุ่ยเดินกร่างไปตามถนน ในใจก็กำลังคิดคำนวณว่าจะเอาเงินสองพันตำลึงที่เพิ่งได้มานี้ไปซื้อเตาหลอมโอสถคุณภาพต่ำๆ สักใบ หรือจะเอาไปทำอย่างอื่นดี
เดินไปได้ประมาณหนึ่งก้านธูป ถังเหยียนก็เหลือบไปเห็นถนนสายหนึ่งที่เต็มไปด้วยร้านขายสมุนไพรอยู่ไม่ไกล
ประกายความคิดแล่นปลาบเข้ามาในหัว ถังเหยียนล้วงตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาส่งให้เสี่ยวชุ่ยพลางสั่งการ
"เอาเงินนี่ไปร้านหอไป่เฉ่าข้างหน้านะ ไปซื้อหญ้าพันรสสามตำลึง ไม้หอมชิงถานหนึ่งตำลึง ดอกซ่าวแห้งครึ่งตำลึง แก่นต้นข้าวยาสองตำลึง..."
ถังเหยียนร่ายชื่อสมุนไพรกว่าสิบชนิดจนจบ โชคดีที่เสี่ยวชุ่ยมีความจำดีเลิศ นางจดจำรายชื่อทั้งหมดไว้ในใจ รับตั๋วเงินมาแล้วก็รีบเดินตรงไปยังร้านขายสมุนไพร
เมื่อเห็นเสี่ยวชุ่ยเดินเข้าไปในร้านแล้ว ถังเหยียนก็พุ่งตัวเข้าไปในร้านขายสมุนไพรอีกร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กันทันที
"เถ้าแก่ ขอทรายคริสตัลสองตำลึง ผงไข่มุกสามเฉียน หญ้าดาราจักรเก้าเฉียน ดอกผีเสื้อครึ่งตำลึง..."
เมื่อคุณชายถังก้าวเท้าเข้ามาในร้านก็ตะโกนสั่งของเสียงดังลั่น
เถ้าแก่ร้านได้ยินเสียงเรียกของถังเหยียนก็ยิ้มแก้มปริ แม้ถังเหยียนจะสั่งซื้อในปริมาณไม่มาก แต่เมื่อรวมสมุนไพรกว่ายี่สิบชนิดเข้าด้วยกัน ก็เป็นเงินไม่ใช่น้อย หลังจากชั่งน้ำหนักเสร็จ เถ้าแก่ก็ดีดลูกคิดรางแก้วดังเปาะแปะ คำนวณเบ็ดเสร็จแล้ว ถังเหยียนก็เหลือเงินติดตัวเพียงสามร้อยกว่าตำลึงเท่านั้น
สั่งให้เถ้าแก่ห่อสมุนไพรให้เรียบร้อย ถังเหยียนก็กลับไปรอที่จุดเดิม ผ่านไปพักใหญ่ เสี่ยวชุ่ยจึงเดินออกมาจากร้านขายสมุนไพร
"ให้นายน้อยต้องรอนานเลยเจ้าค่ะ"
เสี่ยวชุ่ยเอ่ยด้วยสายตารู้สึกผิดเมื่อเห็นถังเหยียน
"ไม่เป็นไร ไปกันเถอะ"
ถังเหยียนส่งยิ้มให้ เขารู้นิสัยสาวใช้ของตนดี นางเป็นคนทำงานละเอียดรอบคอบ ที่มัวโอ้เอ้อยู่นานขนาดนี้ ก็คงมัวแต่ตรวจสอบน้ำหนักของสมุนไพรในร้านอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
"นายน้อย พวกเราจะไปไหนต่อหรือเจ้าคะ"
เมื่อเห็นว่านายน้อยไม่ดุด่า เสี่ยวชุ่ยก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"หอเมี่ยวตาน!"
"หอเมี่ยวตาน? นายน้อย ท่าน... ท่านจะไปที่นั่นทำไมเจ้าคะ"
เสี่ยวชุ่ยร้อนรนขึ้นมาทันที นายน้อยคงไม่ได้คิดจะไปหาเรื่องที่หอเมี่ยวตานหรอกนะ
"ไปซื้อสมุนไพรที่หอเมี่ยวตาน แน่นอนว่าต้องเอาไปปรุงโอสถสิ"
ถังเหยียนตอบยิ้มๆ
เมื่อได้ยินคำตอบของถังเหยียน เสี่ยวชุ่ยก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางเดินตามหลังนายน้อย แอบเงยหน้ามองแผ่นหลังของเขา ท่าทางการเดินยังคงดูไม่เอาถ่านเหมือนเดิม แต่จากการที่คอยปรนนิบัติรับใช้ถังเหยียนมาหลายปี นางรู้สึกได้ว่านายน้อยเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย
อย่างเช่นการมาซื้อสมุนไพรในวันนี้ หากเป็นเมื่อก่อนนางมัวแต่ชักช้าเสียเวลาแบบนี้ นายน้อยคงต้องดุด่าไปแล้วหลายคำ ไหนเลยจะพูดจาง่ายๆ แบบวันนี้กันล่ะ
[จบแล้ว]