- หน้าแรก
- ตำนานแห่งปราชญ์โอสถผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 5 - แสดงสมบทบาทเกินไป
บทที่ 5 - แสดงสมบทบาทเกินไป
บทที่ 5 - แสดงสมบทบาทเกินไป
บทที่ 5 - แสดงสมบทบาทเกินไป
เมื่อได้ยินคำถามของอู่เซวียน ถังหลิงผู้เฒ่าก็แอบร้องแย่อยู่ในใจ เขารู้ดีว่าหลานชายของตนมีน้ำยาแค่ไหน ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ เสียงของถังเหยียนก็ดังขึ้น
"แม่นางอู่เซวียนกล่าวได้ถูกต้อง วันนี้ข้าจะต้องบอกความในใจให้แม่นางหลินได้รับรู้ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วแม่นางหลินจะมองข้าอย่างไร ข้าก็จะไม่ขอโต้แย้งอีก เด็กๆ นำพู่กันและหมึกมา!"
ถังหลิงผู้เฒ่าถึงกับโกรธจนลมออกหู เจ้าเด็กนี่คิดว่าตัวเองเป็นเทพบุตรเหวินชวี่กลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร ไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องตำรา แต่กลับริอ่านจะแต่งบทกวีชั้นเลิศงั้นรึ
แต่ไม่นานนักถังหลิงผู้เฒ่าก็ตระหนักได้ว่าตนเองคิดผิด เจ้าเด็กแสบนี่เคยอ่านตำรามาอย่างโชกโชนจริงๆ อย่างเช่นสมุดภาพวังวสันต์ที่ซ่อนไว้ใต้เตียงนั่นไง!
หรือว่าเจ้าเด็กนี่คิดจะแต่งบทกวีลามกจกเปรตออกมา เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความดันโลหิตของถังหลิงผู้เฒ่าก็พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีกหลายระดับ
ไม่นานนักบ่าวรับใช้ก็นำเครื่องเขียนทั้งสี่มาให้ พร้อมกับคลี่กระดาษสีขาวบริสุทธิ์แผ่นใหญ่ปูลงบนโต๊ะ
"คุณชายถัง เริ่มได้หรือยัง"
ฉินฉางเตาแค่นเสียงหัวเราะเยาะ แววตาแฝงความเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง
พลังฝีมือของฉินฉางเตาในจวนเจ้าเมืองนั้นไม่ได้นับว่าสูงส่งนัก อยู่เพียงระดับลี้ลับขั้นสองเท่านั้น ทว่าความรู้แจ้งในวิถีแห่งอักษรศาสตร์ของเขากลับสูงส่งกว่าวิถีแห่งยุทธ์มากนัก เอกสารสำคัญต่างๆ ภายในจวนเจ้าเมือง ล้วนต้องผ่านมือเขาในการร่างหรือตรวจสอบทั้งสิ้น
ในฐานะแขกรับเชิญผู้ทรงเกียรติแห่งจวนเจ้าเมือง ปกติแล้วเขามักจะได้ยินเรื่องราวต่างๆ ในเมืองอวิ๋นอยู่เสมอ โดยเฉพาะชื่อเสียงความเสเพลอันโด่งดังของคุณชายใหญ่สกุลถังผู้นี้
คนที่มีความหยิ่งทะนงในสายเลือดอย่างฉินฉางเตา ย่อมไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับพวกคุณชายเสเพลเหล่านี้แม้แต่น้อย
เขากำลังรอคอยที่จะได้เห็นถังเหยียนเขียนตัวหนังสือไก่เขี่ย แต่งบทกวียอดแย่ แล้วหลังจากนั้นเขาก็จะได้หัวเราะเยาะตระกูลถังให้หนำใจ
"แม่นางหลิน ข้าเคยบอกไว้ว่าบทกวีบทนี้ข้าใช้เวลาถึงสามปี ปรับปรุงแก้ไขมาแล้วกว่าห้าพันสองร้อยเก้าครั้ง และการเขียนในวันนี้จะเป็นครั้งที่ห้าพันสองร้อยสิบ ซึ่งตัวเลขนี้ก็เป็นตัวแทนความรู้สึกของข้าเช่นกัน"
ถังเหยียนไม่สนใจฉินฉางเตา แต่กลับเอ่ยประโยคนี้ออกมาแทน
ทุกคนต่างขบคิดในใจ ก่อนจะแสดงสีหน้าสว่างวาบขึ้นมา ตัวเลขห้าพันสองร้อยสิบ มันพ้องเสียงกับคำว่า 'ข้ารักเจ้า' ไม่ใช่หรือ!
คนตระกูลถังต่างลอบยกนิ้วโป้งให้คุณชายของตน หากพูดถึงความหน้าหนาแล้ว ถ้าคุณชายบอกว่าเป็นที่สอง ก็คงไม่มีใครกล้าอ้างตัวเป็นที่หนึ่ง!
หลินตงเสวี่ยที่ก่อนหน้านี้มีอคติต่อถังเหยียนอย่างรุนแรง ความโกรธและความดูแคลนในแววตาของนางกลับลดทอนลงไปหลายส่วน
คำหวานที่ถังเหยียนเอ่ยออกมา หากเป็นในโลกก่อนคงเชยจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แต่เมื่อมาอยู่ในโลกใบนี้ มันกลับเป็นคำพูดที่แปลกใหม่และชวนให้หัวใจเต้นแรง
นางแอบตัดสินใจเงียบๆ ว่าขอเพียงสิ่งที่เจ้าเด็กนี่เขียนออกมาพอจะดูได้บ้าง นางก็จะยอมปล่อยผ่านเรื่องราวในครั้งนี้ไป
"เชิญคุณชายถัง"
ตั้งแต่ต้นจนจบ อู่เซวียนไม่พบร่องรอยความประหม่าบนใบหน้าของถังเหยียนเลย ความมั่นใจและความเยือกเย็นของเขาทำให้นางเริ่มรู้สึกสนใจในบทกวีของถังเหยียนขึ้นมาบ้างแล้ว
ถังเหยียนไม่พร่ำเพ้ออีกต่อไป เขาถลกแขนเสื้อขึ้น จุ่มหมึก จับพู่กัน และจรดปลายลงบนกระดาษขาวสะอาด
ทุกคนต่างชะเง้อคอเฝ้ารอ รอขยี้ตาดูว่าตัวหนังสือที่ถังเหยียนเขียนออกมาจะเป็นรอยหมาตวัดหรือแมวข่วน
"เซียงเจี้ยนฮวน"
ตัวอักษรสามตัวที่เป็นชื่อบทกวีถูกเขียนลงตรงกลางด้านบนสุดของกระดาษ
ไม่มีการหยุดชะงักอย่างจงใจ ไม่มีความเงอะงะแม้แต่น้อย ตัวอักษรทั้งสามถูกเขียนรวดเดียวจบ ลายเส้นหนักแน่นทรงพลัง ทว่ากลับพลิ้วไหวและงดงามจับตา!
รูปร่างของถังเหยียนนั้นสูงโปร่งอยู่แล้ว ใบหน้าก็หล่อเหลาเอาการ เมื่อสวมชุดคลุมยาวขลิบทอง ยามนี้มือจับพู่กัน แววตามุ่งมั่นตั้งใจ ผนวกกับตัวอักษรที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของปรมาจารย์บนหน้ากระดาษ ยิ่งขับเน้นภาพลักษณ์ของคุณชายผู้สง่างามไร้ที่ติ
สุภาพบุรุษ พลิ้วไหว ช่างหล่อเหลาเหลือเกิน...
ตาของถังหลิงผู้เฒ่าเบิกกว้างยิ่งกว่าตาตาโค ส่วนคางของลุงโม่ก็แทบจะร่วงลงไปกองกับหน้าอก ชายชราทั้งสองเฝ้ามองถังเหยียนมาตั้งแต่เกิด เจ้าเด็กนี่ไปหัดเขียนตัวหนังสือสวยๆ แบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ส่วนฉินฉางเตานั้น ลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ตัวหนังสือชั้นยอดเช่นนี้ คนเสเพลแบบนี้จะเขียนออกมาได้อย่างไร
หลินตงเสวี่ยและอู่เซวียนสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความประหลาดใจในแววตาของกันและกัน
"อักษรงดงามยิ่ง!"
อู่เซวียนเอ่ยชมอย่างไม่ตระหนี่ แม้แต่ฉินฉางเตาเมื่อได้ยินก็ยังพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเสียไม่ได้
"ไร้คำพร่ำเอื้อนเอ่ยขึ้นหอประจิมเพียงลำพัง จันทร์แรมโค้งดั่งตะขอ ต้นอู๋ถงอ้างว้างกลางลานลึกกักขังฤดูสารท..."
ท่อนแรกของบทกวีหลั่งไหลออกมาดั่งสายน้ำที่ลื่นไหล ไม่มีการหยุดชะงัก ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขาได้ฝึกฝนมาแล้วเป็นหมื่นเป็นพันครั้ง จึงสามารถเขียนออกมาได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติถึงเพียงนี้
สตรีนั้นมีจิตใจละเอียดอ่อน เมื่อบทกวีอันแสนเศร้าสร้อยถูกถ่ายทอดออกมา หัวใจของหลินตงเสวี่ยก็กระตุกวูบอย่างรุนแรง
ฉินฉางเตาก็ขมวดคิ้วแน่น แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ความชื่นชม และความเหลือเชื่อ...
ส่วนถังหลิงผู้เฒ่าและลุงโม่ในตอนนี้วิญญาณหลุดลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว นี่พวกเขากำลังฝันไปหรือเปล่า ถังหลิงผู้เฒ่ายื่นมือไปหยิกเนื้อลุงโม่เต็มแรง เมื่อเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของอีกฝ่าย เขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
ลุงโม่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ รู้สึกน้อยใจเป็นอย่างยิ่ง อายุปูนนี้จนไม้ใกล้ฝั่งแล้ว ทำไมถึงยังมาหยิกกันเป็นเด็กๆ อีก แถมยังหยิกซะแรงขนาดนี้ด้วย
"ตัดไม่ขาด สางยิ่งยุ่งเหยิง คือความร้าวรานแห่งการพรากจาก เป็นรสชาติที่ยากจะพรรณนาในหัวใจ"
เมื่อท่อนหลังถูกถังเหยียนตวัดเขียนลงไป หัวใจของหลินตงเสวี่ยก็เต้นโครมครามราวกับลูกกวางน้อยเดินชนกำแพง
สายตาของหญิงสาวทั้งสองที่มองดูถังเหยียน ได้เปลี่ยนจากความรังเกียจและความอยากรู้อยากเห็นในตอนแรก กลายเป็นความซาบซึ้งใจและปล่อยวางความโกรธแค้น
เมื่อบทกวีสิ้นสุดลง ทั้งโถงหลักก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้แต่ฉินฉางเตาที่เตรียมตัวมาหาเรื่องก็ยังเงียบกริบ เขาอ่านบทกวีนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ ตัวเขาอายุห้าสิบเจ็ดปีแล้ว แต่เมื่อได้อ่านบทกวีนี้ กลับยังคงสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
ถังเหยียนไม่ได้ส่งเสียงรบกวนใดๆ
ผ่านไปเนิ่นนาน อู่เซวียนจึงถอนหายใจยาว
"คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคุณชายถังจะเป็นคนรักปักใจถึงเพียงนี้ ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อ คิดว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของคุณชายเป็นเพียงการพูดจาเหลวไหล แต่วันนี้เมื่อได้เห็นบทกวีนี้แล้ว ข้าสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงของคุณชายถัง น้องตงเสวี่ย เรื่องนี้พี่สาวเห็นว่าสมควรยุติลงเพียงเท่านี้ เจ้าเห็นควรว่าอย่างไร"
เดิมทีนางตั้งใจไว้แล้วว่าขอเพียงสิ่งที่ถังเหยียนเขียนออกมาพอจะดูได้บ้าง นางก็จะให้อภัยเขา แต่ทว่าบทกวีที่ถังเหยียนแต่งในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ดูได้ แต่มันกลับสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่พวกเขาอย่างรุนแรง
ทุกถ้อยคำทุกประโยคกระชับได้ใจความ ทว่าแฝงไปด้วยห้วงอารมณ์นับไม่ถ้วน ตัดไม่ขาด สางยิ่งยุ่งเหยิง คือความร้าวรานแห่งการพรากจาก เป็นรสชาติที่ยากจะพรรณนาในหัวใจ เมื่อได้อ่านประโยคนี้ ความรู้สึกของหญิงสาวก็สับสนว้าวุ่นไปหมด
ความคะนึงหาอันลึกซึ้งและความรักที่ซ่อนเร้น ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบทกวีนี้อย่างหมดจด เมื่ออ่านแล้วให้ความรู้สึกนุ่มนวลแฝงนัย ไม่โอ้อวด ไม่กระโตกกระตาก ทว่าทำให้ผู้คนจมดิ่งและหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น
แต่ด้วยฐานะคุณหนูจวนเจ้าเมือง เพียงชั่วพริบตาหลินตงเสวี่ยก็ปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติได้ ความขัดเขินที่หางตาหายวับไป นางจ้องมองถังเหยียนนิ่งลึกก่อนจะเอ่ยเสียงใส
"ครั้งนี้ข้าจะยอมเชื่อเจ้า จวนเจ้าเมืองจะไม่เอาความอีก หากมีครั้งหน้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จวนเจ้าเมืองจะไม่ละเว้นเจ้าแน่! ไป!"
พูดจบหลินตงเสวี่ยก็หันหลังเดินจากไป ขณะที่กำลังจะก้าวออกจากโถงหลัก นางก็เอ่ยสั่งการขึ้นมาทันที
"ท่านแขกรับเชิญฉิน เรื่องนี้จะจบลงเฉยๆ ไม่ได้ นำกระดาษหลักฐานบนโต๊ะนั่นกลับไปด้วย"
สั่งเสร็จนางก็ไม่รั้งรอ รีบจ้ำอ้าวออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง
ฉินฉางเตาเองก็ชื่นชอบบทกวีของถังเหยียนจนวางไม่ลง เมื่อได้ยินคำสั่งของหลินตงเสวี่ย เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบม้วนกระดาษแล้วเดินตามนางออกไปทันที
"วันนี้คุณชายถังทำให้ข้าหูตาสว่างจริงๆ แม้ชื่อเสียงของคุณชายในเมืองอวิ๋นจะไม่ค่อยดีนัก แต่ในสายตาข้า คุณชายถังมีพรสวรรค์ในด้านกวีนิพนธ์ยิ่งนัก หากตั้งใจศึกษาอักษรศาสตร์ ภายภาคหน้าย่อมต้องประสบความสำเร็จเป็นแน่ วันเวลาในภายภาคหน้ายังอีกยาวไกล หากมีวาสนาคงได้สนทนากันใหม่ ขอลา"
อู่เซวียนทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะเดินจากไปด้วยท่วงท่าสง่างาม
เหลือเพียงคนตระกูลถังที่เพิ่งจะได้สติกลับมา ถังหลิงผู้เฒ่าและลุงโม่จ้องมองถังเหยียนด้วยสายตาราวกับกำลังมองดูหญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องก็ไม่ปาน
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาตั้งคำถามของชายชราทั้งสอง ถังเหยียนก็แอบร้องแย่อยู่ในใจ ดูเหมือนเขาจะแสดงสมบทบาทเกินไปหน่อยแล้ว!
[จบแล้ว]