- หน้าแรก
- เป็นคนดีในโลกเซียนมันยากนัก งั้นข้าขอเป็นคนเทาๆที่มีอาวุธมารก็แล้วกัน
- บทที่ 33 - โอสถหมื่นแปรเปลี่ยน
บทที่ 33 - โอสถหมื่นแปรเปลี่ยน
บทที่ 33 - โอสถหมื่นแปรเปลี่ยน
บทที่ 33 - โอสถหมื่นแปรเปลี่ยน
ภายในเมืองเสวียนอวิ๋น การที่คนอย่างหลินหานถูกสะกดรอยตามนั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
แต่นี่ก็เป็นการบ่งบอกในทางอ้อมด้วยว่า หลินหานต้องมีจุดเด่นที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ซ่งย่าก็ยิ่งแสดงความกระตือรือร้นมากขึ้น
"สหายเต๋าหลิน ไม่สู้ให้ข้าพาท่านเดินชมภายในร้านก่อนดีหรือไม่"
"ก็ดีเหมือนกัน!"
หลินหานตอบตกลง
ด้วยเหตุนี้ ซ่งย่าจึงพาหลินหานเดินชมรอบๆ หอโลหิตอาฆาตแบบผ่านตารอบหนึ่ง
ในระหว่างนั้น หลินหานก็ได้เห็นอาวุธเวทของมารร้ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแส้กระดูกขาว ธงร้อยวิญญาณ กลองหนังมนุษย์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งช่วยเปิดหูเปิดตาให้หลินหานได้เป็นอย่างดี
ต้องยอมรับเลยว่าวิธีการของพวกมารร้ายนั้นช่างโหดเหี้ยมจริงๆ ดูจากสิ่งเหล่านี้แล้ว หลังจากที่พวกมันสังหารศัตรูลงได้ พวกมันก็ยังนำร่างของศัตรูมาใช้เป็นของรางวัลอีกด้วย
หลังจากเดินชมรอบหนึ่ง หลินหานก็ตระหนักว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว เขาจึงเริ่มเอ่ยปากหยั่งเชิง
"สหายเต๋าซ่ง ข้าค่อนข้างสนใจเวทมนตร์ประเภทแปลงโฉมเปลี่ยนรูปลักษณ์ ไม่ทราบว่าท่านพอจะมีแนะนำให้สักสองสามวิชาหรือไม่"
ซ่งย่าพยักหน้ารับ
"ระดับพลังของท่านอยู่ในระดับเลี่ยนชี่ช่วงปลาย ทางร้านของเราก็มีเวทมนตร์ที่เหมาะสมกับท่านพอดี มีชื่อว่าวิชาเปลี่ยนรูปลักษณ์!"
"วิชานี้จะใช้พลังวิญญาณบิดเบือนรูปลักษณ์ภายนอกของตนเองเพื่อสร้างเป็นภาพลวงตา สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งใบหน้าและรูปร่าง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกลิ่นอายพลังได้ หากใช้เพื่อรับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันย่อมไม่มีปัญหา"
"วิชานี้มีมูลค่าสิบห้าก้อนหินวิญญาณ นับว่าเป็นสุดยอดวิชาเอาไว้รักษาชีวิต ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่เดินทางมายังหอโลหิตอาฆาตของเราแทบทุกคนล้วนปรารถนาวิชานี้เป็นอย่างยิ่ง หากสหายเต๋าต้องการ ข้าสามารถนำเนื้อหาส่วนแรกของวิชามาให้ท่านลองชมดูก่อนได้"
เมื่อหลินหานได้ฟังถึงสรรพคุณของวิชาเปลี่ยนรูปลักษณ์ เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าวิชานี้ค่อนข้างจะมีมูลค่า
สำหรับคนที่มักจะถูกดักปล้นฆ่าอย่างเขา วิชานี้ต้องมีประโยชน์อย่างมหาศาลแน่นอน
เพียงแต่แม้ว่าวิชาเปลี่ยนรูปลักษณ์จะดีเยี่ยม แต่ข้อเสียของมันก็เด่นชัดมากเช่นกัน
วิชานี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกลิ่นอายพลังได้ หากบังเอิญไปพบเจอผู้บำเพ็ญเพียรระดับจู้จีเข้า อีกฝ่ายเพียงแค่ใช้สัมผัสเทวะกวาดตรวจสอบดูก็สามารถแยกแยะความจริงความเท็จได้แล้ว
ในตอนนี้หลินหานไม่เกรงกลัวสหายเต๋าในระดับเลี่ยนชี่เดียวกันเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาหวาดกลัวก็คือการไปพบเจอผู้บำเพ็ญเพียรระดับจู้จีแล้วถูกอีกฝ่ายตบตายด้วยความบังเอิญ ดังนั้นวิชาเปลี่ยนรูปลักษณ์จึงไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขามากนัก
เมื่อพิจารณาจากหินวิญญาณที่เหลืออยู่ไม่มากนัก หลินหานจึงปฏิเสธกลับไป
"วิชาเปลี่ยนรูปลักษณ์นั้นก็ไม่เลว แต่ข้ายังรู้สึกว่ามันขาดอะไรไปสักหน่อย ท่านยังมีวิชาอื่นแนะนำอีกหรือไม่"
น้ำเสียงของหลินหานนั้นราบเรียบ แต่มันกลับทำให้ซ่งย่าต้องขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าหลินหานเป็นพวกตั้งมาตรฐานไว้สูงแต่ความสามารถไม่ถึง
ต้องรู้ไว้ว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่ช่วงปลายทั่วไปแล้ว หินวิญญาณสิบห้าก้อนนั้นถือเป็นเงินก้อนโต บางทีพวกเขาอาจจะต้องควักหินวิญญาณทั้งหมดที่มีในตัวออกมาถึงจะจ่ายไหว แต่พอมาถึงหลินหาน เขากลับแสดงท่าทีรังเกียจเสียอย่างนั้น
ด้วยความมีจรรยาบรรณในสายอาชีพ ซ่งย่าจึงละทิ้งความไม่พอใจไปอย่างรวดเร็ว และเสนอทางเลือกใหม่ให้
"สหายเต๋าหลิน ข้าขอพูดตามตรง หากท่านมาเร็วกว่านี้สักหน่อย ในงานประมูลที่หอโลหิตอาฆาตจัดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ก็มีเวทมนตร์ประเภทนี้ที่ดีกว่าปรากฏออกมาให้เห็น น่าเสียดายที่งานประมูลเช่นนี้จะจัดขึ้นเพียงสิบปีต่อครั้ง เมื่อพลาดครั้งนี้ไปแล้วก็คงต้องรอไปอีกสิบปีเต็ม"
จากนั้น น้ำเสียงของซ่งย่าก็เปลี่ยนไป
"แต่ว่านะ มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางอื่นเสียทีเดียว ภายในร้านของเรามีโอสถอยู่ชนิดหนึ่งนามว่าโอสถหมื่นแปรเปลี่ยน หลังจากกินเข้าไปแล้ว ร่างกายจะกลายสภาพคล้ายกับรูปปั้นดินเหนียวที่สามารถปั้นแต่งรูปร่างหน้าตาได้อย่างอิสระ โดยสรรพคุณจะคงอยู่ได้นานถึงหนึ่งชั่วยาม"
"ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือแม้แต่กลิ่นอายพลังก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด ต่อให้เป็นผู้อาวุโสระดับจู้จี หากพวกเขาไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด ก็ยากที่จะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ"
"เพียงแต่ว่าโอสถชนิดนี้ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน นั่นก็คือภายในหนึ่งวันจะสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น มิเช่นนั้นจะส่งผลให้ร่างกายแข็งทื่อกลายเป็นหินได้!"
หลังจากที่ซ่งย่าแนะนำจบ หลินหานก็ตระหนักได้ทันทีว่าโอสถหมื่นแปรเปลี่ยนนี้เป็นของดี มันอาจจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลในบางสถานการณ์ เขาจึงรีบเอ่ยปากถามราคา และได้รับคำตอบว่าโอสถชนิดนี้หลอมสร้างได้ยากยิ่งนัก ดังนั้นจึงมีราคาสูงถึงสามก้อนหินวิญญาณต่อหนึ่งเม็ด
นั่นก็หมายความว่า ด้วยราคาที่เท่ากัน หินวิญญาณที่ใช้ซื้อวิชาเปลี่ยนรูปลักษณ์ หากนำมาซื้อโอสถหมื่นแปรเปลี่ยน ก็จะสามารถคงสภาพรูปลักษณ์ใหม่ได้เพียงห้าชั่วยามเท่านั้น แถมยังต้องแบ่งกินถึงห้าครั้งอีกด้วย
หลินหานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือซื้อมาเพียงสามเม็ดเพื่อนำไปทดลองดูประสิทธิภาพก่อน หากบังเอิญว่าโอสถชนิดนี้ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีเลิศดั่งที่กล่าวอ้าง การที่เขาซื้อมากักตุนไว้เยอะๆ เพื่อความอุ่นใจ ก็คงจะกลายเป็นคนโง่ที่ถูกหลอกฟันกำไรไปเสียเปล่าๆ
ไม่นานนัก หลินหานและซ่งย่าก็ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันจนเสร็จสิ้น
ในจังหวะที่หลินหานทำธุรกรรมเสร็จสิ้นนั้นเอง ปลิงทั้งสองตัวที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ก็รีบบันทึกเนื้อหาใหม่ลงในหยกวิเศษทันที
"หลินหานจงใจเดินทางมายังหอโลหิตอาฆาตเพื่อซื้อโอสถหมื่นแปรเปลี่ยนสามเม็ด คาดว่าไอ้เด็กนี่น่าจะเป็นโจรปล้นชิง หวังว่าสหายเต๋าทุกท่านจะคอยระแวดระวังตัวให้ดี พลังฝีมือของมันอาจจะไม่ธรรมดาก็เป็นได้!"
...
"ในที่สุดก็เปิดบิลได้สักที!"
หลังจากที่ซ่งย่าทำธุรกรรมกับหลินหานเสร็จสิ้น เขากำลังรำพึงถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิต ในฐานะผู้ประเมินสมบัติที่ต้องมาคอยขายศิลปะการพูด
ตัวเขาที่เป็นถึงผู้ประเมินสมบัติ กลับต้องมาคอยดิ้นรนเพื่อปากท้อง เพื่อแลกกับส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด
ในขณะนั้นเอง หลินหานกลับเอ่ยปากขึ้น
"สหายเต๋าซ่ง ข้ามีอาวุธเวทและวัสดุวิญญาณบางส่วนที่ไม่ได้ใช้งานแล้วต้องการจะปล่อยขาย ไม่ทราบว่าทางร้านของท่านรับซื้อหรือไม่"
ซ่งย่ารู้สึกดีใจขึ้นมาทันที ใครบ้างล่ะจะรังเกียจยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น เขารีบตบหน้าอกรับประกันทันที
"สหายเต๋าวางใจได้เลย ชื่อเสียงของหอโลหิตอาฆาตในเมืองเสวียนอวิ๋นนั้นนับว่าเป็นที่หนึ่ง ซ้ำยังมีนิกายเทพมารคอยหนุนหลังอยู่ สิ่งของที่รับซื้อที่นี่ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีใด รับรองว่าให้ราคาอย่างยุติธรรมแน่นอน!"
"เช่นนั้นก็ดี!"
หลินหานแอบรำพึงอยู่ในใจ หอโลหิตอาฆาตสมแล้วที่มีสำนักมารขนาดใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ แม้แต่ผู้ประเมินสมบัติคนหนึ่งก็ยังมีความมั่นใจถึงเพียงนี้
หลังจากนั้น หลินหานก็ไม่ได้ปิดบังอำพรางสิ่งใด เขาหยิบสิ่งของที่ไม่ได้ใช้งานในถุงเก็บของออกมาวางเรียงรายทีละชิ้น
หากพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจ ซ่งย่าอาจจะไม่ค่อยเชี่ยวชาญนัก แต่หากเป็นเรื่องการประเมินคุณภาพของอาวุธเวทล่ะก็ เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"อาวุธเวทระดับต่ำมีดสั้นโลหิตอาฆาตสามเล่ม คุณภาพระดับปานกลาง ตีราคาให้สิบเอ็ดก้อนหินวิญญาณ อาวุธเวทระดับต่ำตะปูวิญญาณหยินหนึ่งเล่ม คุณภาพทั่วไป ตีราคาให้สามก้อนหินวิญญาณ..."
เมื่อซ่งย่าตีราคาอาวุธเวทให้ทีละชิ้น ปลิงทั้งสองตัวก็ตระหนักได้ทันทีว่านี่เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีรายละเอียดชัดเจนและมีมูลค่าสูงมาก ดังนั้นพวกมันจึงเร่งมือบันทึกข้อมูลต่อไป
"หลังจากนั้น หลินหานก็ทยอยนำมีดสั้นโลหิตอาฆาต ตะปูวิญญาณหยิน และอาวุธเวทของมารร้ายชิ้นอื่นๆ ออกมาขาย สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าไอ้เด็กนี่เป็นโจรปล้นชิงอย่างแน่นอน หวังว่าสหายเต๋าทุกท่านจะไม่เข้าไปหาเรื่องมันโดยพลการ ช้าก่อน!"
เมื่อการบันทึกข้อมูลหยุดชะงักลง ทั้งสองคนก็รีบหันไปมองทางหลินหานด้วยความตกตะลึง
เพราะในเวลานี้ หลินหานได้หยิบอาวุธเวทระดับกลางอย่างแพรวิญญาณที่เขาเก็บงำไว้มาตลอดออกมา
ในตอนนั้น อาวุธเวทแพรวิญญาณได้รับความเสียหายเล็กน้อย หลินหานไม่ได้มีความคิดที่จะนำแพรวิญญาณมาใช้เป็นไพ่ตายในการต่อสู้ ดังนั้น เมื่อรู้ดีว่าไม่สามารถนำมันออกมาใช้ในดินแดนฝ่ายธรรมะได้ เขาจึงเลือกที่จะเก็บซ่อนมันเอาไว้
เมื่อเดินทางมาถึงดินแดนของนิกายเทพมาร ในที่สุดตอนนี้เขาก็มีโอกาสที่จะนำมันมาแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณแล้ว
"อะ... อาวุธเวทระดับกลางงั้นรึ"
ทันทีที่อาวุธเวทแพรวิญญาณถูกนำออกมา เพียงแค่มองดูเนื้อวัสดุ ซ่งย่าก็ถึงกับร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ต้องรู้ไว้ว่าอาวุธเวทระดับกลางไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรทั่วไปจะมีไว้ในครอบครองได้ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่จำนวนนับไม่ถ้วนล้วนไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะหาซื้อมาได้
เมื่อซ่งย่าลองร่ายเวทมนตร์ประเมินอาวุธเวทตรวจสอบดู เขาก็ยิ่งตกตะลึงหนักกว่าเดิม
แพรวิญญาณชิ้นนี้ใช้วัสดุชั้นยอดในการสร้าง ในขณะเดียวกัน วัสดุที่ใช้ในการหลอมสร้างก็มีปริมาณมากกว่าอาวุธเวทระดับกลางทั่วไปมากนัก ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ของชิ้นนี้จึงมีมูลค่าสูงกว่าอาวุธเวทระดับกลางทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะเดียวกัน อาวุธเวทระดับกลางที่ได้รับความเสียหายชิ้นนี้ ยังทำให้ซ่งย่าเชื่อมโยงความคิดไปได้ว่า ในเมื่อหลินหานมีความคิดที่จะขายของชิ้นนี้ นั่นก็หมายความว่าเขายังมีอาวุธเวทระดับกลางชิ้นอื่นอยู่กับตัวอีก
เบาะแสต่างๆ ล้วนบ่งบอกว่าพลังฝีมือของหลินหานนั้นไม่ธรรมดาเลย เพียงแค่ความแข็งแกร่งในระดับนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ซ่งย่าต้องคอยต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีแล้ว
[จบแล้ว]