เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 หมู่บ้านนอร์วิส

บทที่ 4 หมู่บ้านนอร์วิส

บทที่ 4 หมู่บ้านนอร์วิส


บทที่ 4 หมู่บ้านนอร์วิส

"ทริกงั้นรึ แค่ทริกเหรอ นั่นคือแสงเรืองรองที่ห่อหุ้มร่างกายกับดาบของพี่ใช่ไหม" โคซีย์พลิกตัวหันไปทางลินน่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น น้ำเสียงและท่าทางเวลาที่เขาคุยกับผู้ฝึกสอนแบบนี้ ช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกินเมื่อครั้งที่เขายังเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตวิทยาลัย

"ทริกเวทมนตร์ไม่ใช่การแสดงปาหี่ริมถนนแบบที่เธอคิดหรอกนะ มันคือเวทมนตร์ประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว ระดับของเวทมนตร์จะวัดเป็นวงแหวน ตั้งแต่วงแหวนที่หนึ่งถึงสิบสามถือเป็นเวทมนตร์อย่างเป็นทางการ ส่วนวงแหวนที่ศูนย์ถือเป็นเวทมนตร์ขั้นพื้นฐานและไม่รวมอยู่ในเวทมนตร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าทริก"

นี่ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร มันมีบอกไว้หมดในหนังสือเวทมนตร์เบื้องต้นที่ราชรัฐเผยแพร่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลินน่าจึงอธิบายโดยไม่ปิดบัง

"ตอนกลางวัน ฉันใช้คาถาเวทเหนียวหนืด บาเรียพิทักษ์กาย และศัสตราคมกริบ ผลของมันคือทำให้ศัตรูเคลื่อนไหวลำบาก ปกป้องตัวเองจากการโจมตี และเพิ่มความคมให้แก่อาวุธตามลำดับ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงทริกธรรมดาๆ หรือจะพูดให้ถูกก็คือเป็นแค่ลูกเล่นง่ายๆ เท่านั้น"

เมื่อเห็นสีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลของโคซีย์ ซึ่งดูราวกับคนที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างมากนัก เธอก็อดไม่ได้ที่จะสาดน้ำเย็นเข้าใส่เขา

"ถ้าเธออยู่ในสถานสงเคราะห์ เด็กที่มีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์จะถูกส่งไปเรียนที่สถาบันเวทมนตร์เมื่อถึงวัยอันควร โดยสามารถผ่อนชำระค่าเล่าเรียนได้หลังจากโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กจากครอบครัวสามัญชนทั่วไปก็ใช้ระบบเดียวกันนี้ แต่ต่างจากสถานสงเคราะห์ตรงที่สถาบันจะไม่ออกเงินล่วงหน้าให้ถ้าเธอไม่มีเงินจ่าย ยิ่งเธอตัวคนเดียวด้วยแล้ว การหาเงินค่าเล่าเรียนยิ่งยากลำบากเข้าไปใหญ่ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการตัดสินใจของเธอครั้งนี้จะถูกหรือผิด"

"งั้นผมขอ..."

"ไม่ทันแล้ว ออสเตอร์กาบอกให้เธอคิดทบทวนให้ดีแล้ว แล้วเธอจะมาบอกฉันตอนนี้ว่าอยากเปลี่ยนใจกลับไปสถานสงเคราะห์งั้นเหรอ ไม่มีทางซะหรอก"

อันที่จริง โคซีย์ก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ถึงยังไงเขาก็เป็นวิญญาณของผู้ใหญ่ที่มีมือมีเท้า มีความคิดความอ่าน แม้จะรู้สึกไม่มั่นใจกับการต้องใช้ชีวิตตามลำพัง แต่เขาก็ยังคงต่อต้านการเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์และมีชีวิตอยู่ด้วยความเวทนาจากคนอื่นอยู่ดี

"อย่าคิดมากไปเลย ด้วยอายุของเธอตอนนี้ มันยังเร็วเกินไปที่จะคิดเรื่องไปเรียนที่สถาบันเวทมนตร์"

ประโยคเดียวของเธอทำเอาคำถามเรื่องวิธีการสมัครเรียนที่โคซีย์ตั้งใจจะถามถูกกลืนหายลงคอไป เขาทำได้เพียงเก็บความสงสัยไว้ถามผู้รู้คนอื่นในภายหลัง ในเมื่อเด็กสามัญชนและเด็กกำพร้าจากสถานสงเคราะห์ยังสามารถสมัครเรียนได้ การหาข้อมูลก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้ว แต่เวลาจริงๆ นั้นยังหัวค่ำกว่าตอนที่เขาอยู่โยงทำการทดลองข้ามคืนมากนัก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ต้องทนกระแทกกระทั้นอยู่บนหลังม้าศึกมาตลอดทั้งบ่าย ตามมาด้วยภาพความตายที่น่าสยดสยองและความกดดันทางจิตใจจากอนาคตที่ไม่แน่นอน โคซีย์ก็รู้สึกว่าสมองของเขาอ่อนล้าเต็มที ดังนั้น เขาจึงนอนขดตัวอยู่บนพื้นหญ้านุ่มๆ ข้างกองไฟ และผล็อยหลับไปในเวลาไม่นานนัก

ลินน่าเห็นว่าลมหายใจของเด็กชายเริ่มเข้าจังหวะสม่ำเสมอ เธอจึงลุกขึ้นจากก้อนหินใหญ่ ถอดเสื้อคลุมที่สวมอยู่ออกมาห่มให้เขา จากนั้นก็หยิบอาวุธขึ้นมาและเดินออกไปจากบริเวณที่แสงไฟสาดส่องถึง

แสงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่สะท้อนจากวัตถุในความมืดเข้าสู่ดวงตาของผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ในที่สว่าง ภาพที่ก่อตัวขึ้นบนจอประสาทตาจึงไม่เพียงพอที่เซลล์รับแสงจะรับรู้ได้

ดังนั้น การอยู่ในที่สว่างจึงทำให้มองข้ามวัตถุที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืดได้ง่าย แม้จะมีแสงจันทร์สลัวๆ ก็ยังยากที่จะตรวจจับสิ่งมีชีวิตที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เช่น ดวงตาที่เปล่งประกายสีเขียวจางๆ คู่นั้น... หน่วยเคลื่อนที่เร็วได้รับภารกิจคุ้มกันอย่างน้อยหกสิบหรือเจ็ดสิบครั้งในแต่ละปี และมักจะพบเจอสถานการณ์ที่มีผู้คนเพียงไม่กี่คนหรือกระทั่งต้องเดินทางตามลำพัง ความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่หายนะ และไม่มีใครอยากเอาชีวิตตัวเองมาล้อเล่น

ในฐานะแพทย์ทหารและรองหัวหน้าผู้มากประสบการณ์และเปี่ยมไปด้วยความรอบคอบ ลินน่าไม่เคยลดการระวังตัวลงเลย

หากเป็นการเคลื่อนทัพใหญ่ที่มีกำลังพลมหาศาลและมีพลังรบแข็งแกร่ง โดยทั่วไปแล้วก็คงไม่ถูกโจมตีจากพวกก็อบลินหรือมอนสเตอร์อื่นๆ ในป่าหรอก

ทว่าเมื่อต้องแยกตัวออกจากกลุ่มและเดินทางตามลำพัง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรีบเดินทางผ่านป่าไปให้เร็วที่สุด การหยุดพักจะทำให้ตกเป็นเป้าหมายในการถูกลอบโจมตีจากสิ่งมีชีวิตบางชนิดได้ง่าย เช่น ฝูงหมาป่าพงไพรที่มักจะโจมตีต่อเนื่อง หรือแมงมุมมอนสเตอร์สายพันธุ์ต่างๆ ที่ถนัดการพรางตัว

ในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปหน่อย อาจจะพบเจอกับชนเผ่ามนุษย์หมาป่า โคบอลต์ ไซคลอปส์ หรือกระทั่งโอเกอร์ สรุปก็คือมันอันตรายมาก และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมลินน่าถึงบอกว่าจะพักผ่อนก็ต่อเมื่อออกจากป่ามาแล้วเท่านั้น

ทุ่งหญ้านั้นเงียบสงบกว่าป่า ใช่ แค่เงียบสงบกว่า ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่า

ในตอนกลางวันที่มีดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า วัชพืชต้นเตี้ยๆ ไม่สามารถเป็นที่ซ่อนตัวให้กับสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ได้ สิ่งที่ต้องระวังก็มีแค่พวกงูหรือแมลงมีพิษที่อาจซุ่มซ่อนอยู่เท่านั้น

แต่ในตอนกลางคืน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์จะเข้านอนเหมือนคนทั่วไป แต่มอนสเตอร์ที่ออกหากินตอนกลางคืนและสัตว์ร้ายธรรมดาจะอาศัยความมืดมิดเป็นเครื่องกำบังเพื่อออกมาล่าเหยื่อ

บางทีพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่อาจจะมีการถางป่าทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ตราบใดที่ยังไม่เข้าสู่เขตเมือง ก็ไม่มีสถานที่ใดในป่าเขาที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ดังนั้น การตั้งแคมป์พักแรมจึงกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในการเดินทาง

ไม่นานนัก เวทมนตร์ง่ายๆ บทหนึ่งก็ถูกคิดค้นขึ้นมา

เวทมนตร์บทนี้อาศัยการสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของละอองเวทมนตร์ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลก ตราบใดที่มันสัมผัสกับผู้ร่ายมนตร์ ผู้ร่ายก็จะสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในได้อย่างแม่นยำ

เมื่อสิ่งมีชีวิตที่มีละอองเวทมนตร์หลงเหลืออยู่ในตัวบุกรุกเข้ามาในระยะการรับรู้ โครงสร้างตามธรรมชาติที่บางเบาของละอองเวทมนตร์ก็จะแสดงรูปร่างที่หนาแน่นขึ้นอย่างกะทันหัน

ความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันนี้จะถูกนำมากระตุ้นโครงสร้างของเวทมนตร์ในรูปแบบเฉพาะ หลังจากที่มนุษย์ได้ทำการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดมันก็กลายมาเป็นเวทมนตร์ระดับวงแหวนที่หนึ่งที่แพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน นั่นก็คือคาถาเตือนภัยละอองเวทมนตร์

การคงสภาพคาถาเตือนภัยละอองเวทมนตร์ไว้ในชีวิตประจำวันกลายเป็นนิสัยของลินน่าไปแล้ว ยิ่งเมื่อต้องเดินทางตามลำพังและเลือกสถานที่สำหรับหยุดพักแรม การขยายระยะการรับรู้ให้กว้างขึ้นยิ่งเป็นมาตรการที่จำเป็นอย่างยิ่ง

เธอถือดาบอัศวินที่ยังอยู่ในฝักเดินห่างออกจากกองไฟ เงาร่างของเธอทอดยาวจากปลายเท้า เชื่อมต่อเข้ากับความมืดมิดเบื้องหน้า แขกที่ไม่ได้รับเชิญกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้พร้อมกับเสียงสวบสาบของต้นหญ้าที่อยู่นอกระยะแสงไฟ

"เนตรสัตว์ป่า" ลินน่าจับด้ามดาบด้วยมือทั้งสองข้างอย่างไร้อารมณ์ ถือดาบอัศวินในแนวนอนเพื่อตั้งรับ จากนั้นเธอก็เปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว โดยถือดาบตั้งตรงแนบชิดหน้าอก ก้าวเท้าข้างหนึ่งออกไปจากขอบเขตของแสงไฟ แล้วก้าวเดินเข้าสู่ความมืดมิดยามราตรี "กายาเหล็กไหล"

คาถาเนตรสัตว์ป่า เป็นเวทมนตร์ระดับวงแหวนที่สอง มีผลทำให้สามารถมองเห็นวัตถุในที่แสงสลัวได้อย่างชัดเจน

คาถากายาเหล็กไหล เป็นเวทมนตร์ระดับวงแหวนที่สอง มีผลทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กไหล ความแข็งแกร่งขึ้นอยู่กับระดับพลังของผู้ร่ายมนตร์

หมาป่าพงไพรที่อยู่ด้านหน้าสุดเห็นภาพพร่ามัว ฝักดาบแบนเรียบขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาของมัน โลหะกระแทกเข้าที่หัวของหมาป่าเสียงดังทึบ และวินาทีต่อมา มันก็ล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไร้สุ้มเสียง

ฝูงหมาป่าไม่ได้แตกตื่นไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนึ่งในพวกมันตะกุยเท้าทั้งสี่กระโจนขึ้นสูง ฉวยโอกาสพุ่งเข้าโจมตีจากด้านข้าง ลินน่าย่อตัวหลบ ก่อนจะตวัดฝักดาบกระแทกเข้าที่ท้องของมันอย่างจัง เสียงหอนเอ๋งหลุดออกมาได้เพียงครึ่งคำ ร่างกายของมันก็กระตุก รั้งริมฝีปากให้เปิดออก และฟันก็กัดเข้าที่ลิ้นของตัวเองจนกลืนเสียงร้องไห้หายไป

การโจมตีที่ล้มเหลวติดต่อกันของหมาป่าพงไพรหลายตัวทำให้พวกมันเริ่มหวาดหวั่น พวกมันแยกเขี้ยวขู่คำราม ล้อมรอบลินน่าไว้ พลางรอคอยโอกาสที่เหมาะสม

พร้อมกับเสียงหอนสั้นๆ ที่ดังก้องกังวานและเร่งร้อน ฝูงหมาป่าก็กางกรงเล็บออกและพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายตรงกลางจากทุกทิศทาง ทว่าพวกมันก็ถูกดาบยาวของเธอแทง ฟัน และกวาดจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น หรือไม่ก็กระเด็นหลุดออกจากการต่อสู้อย่างรวดเร็ว

ในบรรดาหมาป่าที่เข้าโจมตี มีหมาป่าตัวหนึ่งที่ดูไม่โดดเด่นนัก ขณะที่มันทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ มันกลับเปลี่ยนทิศทาง วิ่งอ้อมไปด้านข้างเพื่อสังเกตการณ์การต่อสู้ พลางลังเลใจว่าจะยกเลิกแผนการโจมตีนี้ หรือจะแอบย่องไปลอบกัดเด็กชายตัวเล็กที่อยู่ห่างออกไปก่อนดี มันไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าหญิงสาวที่กำลังถูกพัวพันอยู่หลิ่วตาและปรายตามองมันแวบหนึ่ง

ไม่นานนัก การโจมตีหลอกๆ ของจ่าฝูงก็ถูกปัดป้องด้วยฝักดาบ พร้อมกับเสียง ไสหัวไป ที่ดังก้องอยู่ในหูของมัน ขาเรียวยาวที่หุ้มด้วยเกราะเบาแหวกอากาศเข้าเตะสีข้างและลำคอของมันอย่างจัง พละกำลังอันมหาศาลทำให้ร่างของมันลอยคว้างกลางอากาศ ก่อนจะลอยไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปเสียงดังสนั่น

เสียงฝีเท้าอันตื่นตระหนกของฝูงหมาป่าดังปะปนไปกับเสียงหอนอันโหยหวน พวกมันลากร่างของเพื่อนร่วมฝูงที่หมดสติหนีหายเข้าไปในป่าทึบและกลืนหายไปกับความมืดมิดยามราตรี

ลินน่าหันหลังกลับและเดินไปที่กองไฟ เธอยืดเหยียดแขนสองสามครั้ง หาจุดที่สบายๆ เอนหลังพิงก้อนหินใกล้ๆ กอดดาบยาวไว้แนบอก แล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเอาแรง

ไม่มีคราบเลือด ไม่มีซากศพ มีเพียงพงหญ้าที่ล้มระเนระนาดเท่านั้น คืนนี้คงไม่มีตัวปัญหาน่ารำคาญพวกไหนโผล่มาอีกแล้วล่ะ

ในยามเช้าตรู่ ขณะที่แสงเรืองรองของดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบเขา โคซีย์ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกเขย่าตัวซ้ำๆ

เมื่อลืมตาขึ้น แสงสว่างที่สาดส่องมาจากแดนไกลทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นย้อมโลกเบื้องหน้าให้กลายเป็นสีทองอร่าม ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลช่างเป็นภาพที่งดงามตระการตาจนตึกระฟ้าไม่อาจเทียบเคียงได้เลย

เขาตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกความสดชื่น ก่อนจะยืดแขนบิดขี้เกียจเพื่อคลายกล้ามเนื้อและกระดูก หลังจากที่ต้องนอนขดตัวอยู่บนพื้นดินมาทั้งคืน น่าประหลาดใจที่เขาไม่ได้รู้สึกปวดเมื่อยตรงไหนเป็นพิเศษ บางทีเขาอาจจะชินกับการเร่ร่อนไปเรื่อยๆ จนร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาแล้วกระมัง

ลินน่าเดินกลับมาที่กองไฟแล้ว เธอใช้ไม้กิ่งเขี่ยถ่านที่คุอยู่ตั้งแต่เมื่อคืนเบาๆ เพื่อให้ไฟลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเธอก็หยิบขนมปังดำสองก้อนออกจากกระเป๋าสัมภาระของม้าศึกแล้วโยนให้โคซีย์ก้อนหนึ่ง

"ไม่มีอะไรหรูหราหรอกนะ กินรองท้องไปก่อนก็แล้วกัน"

ทั้งสองคนนำขนมปังดำแห้งๆ ไปปิ้งไฟ หักครึ่งแล้วนำเนื้อหมูป่าย่างที่เหลือเมื่อคืนมาแซมตรงกลาง ใช้เป็นอาหารประทังความหิวไปพร้อมกับน้ำอุ่นจากกระติกน้ำ

หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จ ลินน่าก็แยกกองไฟออก ใช้น้ำดับไฟ แล้วขุดดินมากลบขี้เถ้า เธอเรียกให้โคซีย์ขึ้นม้า และภายใต้ท้องฟ้าที่ยังคงขมุกขมัว พวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ

สภาพภูมิประเทศของทุ่งหญ้านั้นราบเรียบ ทำให้ม้าศึกควบตะบึงไปได้อย่างรวดเร็ว การเดินทางในช่วงครึ่งหลังนั้นราบรื่นไร้อุปสรรค บางครั้งก็มีจุดสีดำๆ เคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ ซึ่งไกลเกินกว่าจะมองเห็นได้ชัดเจน จึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด

หลังจากข้ามทุ่งหญ้าและเนินเขาเล็กๆ สองสามลูก ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงถนนสายหลักที่มีร่องรอยการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างชัดเจนเมื่อฟ้าสางเต็มที่ รอยล้อเกวียนบนพื้นดินยังบ่งบอกให้รู้ว่าเพิ่งมีรถม้าแล่นผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้เอง

เมื่อมองตรงไปตามถนน ก็จะเห็นหลังคาทรงแหลมแบบโกธิคปรากฏให้เห็นลางๆ อยู่ตรงเส้นขอบฟ้า ทว่าลินน่ากลับดึงบังเหียนม้าศึกให้เปลี่ยนทิศทางและควบทะยานมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาที่สลับซับซ้อนแทน

ภูเขาที่ทอดตัวอยู่เบื้องล่างก่อตัวเป็นปราการธรรมชาติกั้นอยู่ข้างแอ่งที่ราบ แอ่งที่ราบทั้งใบอาบไล้ไปด้วยความมีชีวิตชีวาของฤดูใบไม้ผลิ พืชพรรณสีเขียวขจีปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา แม้แต่หน้าผาชันก็ยังถูกห่มคลุมด้วยพรมที่ถักทอจากมอส

หลังจากลัดเลาะไปตามตีนเขาที่ลาดชัน ควันไฟหลายสายก็ค่อยๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาจากหลังป่าไม้เบื้องหน้า กลิ่นไอดินแบบชนบทผสมผสานกับกลิ่นหอมสดชื่นของพืชพรรณและควันไม้ค่อยๆ ลอยมาแตะจมูก ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ เสียงดีดแบนโจที่ร่าเริงและสนุกสนานก็ดังก้องกังวานอยู่ในหู ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดตลอดสองวันที่ผ่านมาให้มลายหายไปจนสิ้น

ลินน่าควบม้าศึกตรงขึ้นไปบนเนินเขา เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขากวาดสายตามองไปรอบๆ จากมุมสูง

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ตรงทางเข้าเทือกเขานอร์วิส ชาวบ้านกลุ่มแรกที่มาตั้งรกรากที่นี่ไม่ได้คิดอะไรมากนัก จึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่านอร์วิสไปเสียดื้อๆ ถนนลูกรังสายหนึ่งทอดยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก เชื่อมต่อเข้ากับเส้นทางเดินป่าบนภูเขา

มีบ้านเรือนกว่ายี่สิบหลังตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วหุบเขา ตรงกลางมีทะเลสาบน้ำใสแจ๋วราวกับกระจกเงาสะท้อนภาพท้องฟ้าสีคราม เมื่อมองจากมุมสูง พื้นที่การเกษตรรอบๆ ที่ถูกจัดสรรแบ่งเป็นขนาดต่างๆ ได้รับการไถพรวนเตรียมดินไว้อย่างเรียบง่าย ดินสีดำขลับพร้อมสำหรับการเพาะปลูกแล้ว

ม้าศึกก้าวเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอไปตามถนนลูกรังในชนบท พวกเขาไม่พบนักเดินทางมากนักระหว่างทาง เนื่องจากใกล้จะถึงฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทุกคนจึงยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง เมื่อเดินผ่านบ้านหินหลังหนึ่ง พวกเขาก็ได้ยินเสียงค้อนตีดังก้องออกมาจากข้างใน

ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าม้าก็หยุดลง ทั้งสองคนหยุดยืนอยู่หน้าบ้านที่ดูโอ่อ่ากว่าหลังอื่นๆ เล็กน้อย เปลือกไม้อันหยาบกระด้างของต้นไม้ที่ใช้สร้างบ้านถูกถากออกจนหมด เผยให้เห็นแก่นไม้สีน้ำตาลเข้มที่เรียบเนียน จากนั้นจึงนำมาตัดและประกอบเข้าด้วยกันเป็นผนังที่หนาทึบ ดูแข็งแรงและปลอดภัย

กระจกหน้าต่างใสสะอาดสะท้อนแสงเป็นประกาย ชวนให้ผู้มาเยือนที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางรู้สึกเบิกบานใจ

ลินน่าอุ้มโคซีย์ลงจากหลังม้าและผลักประตูบ้านเข้าไป แม้ว่าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิจะไม่หนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำแล้ว แต่ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากเตาผิงก็ยังช่วยให้ผู้มาเยือนได้ปัดเป่าความเหนื่อยล้าและความยากลำบากจากการเดินทางทิ้งไปได้

โต๊ะและเก้าอี้ไม้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งสองฝั่ง มีทางเดินตรงกลางทอดยาวตรงไปยังเคาน์เตอร์ ข้างๆ เคาน์เตอร์มีบันไดขึ้นไปยังชั้นสอง และมีป้ายไม้ที่มีประกาศหลายแผ่นติดอยู่ หญิงสาวในชุดสาวใช้ที่ดูเรียบง่ายแต่เรียบร้อยกำลังทำความสะอาดอยู่

เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้น เธอก็หยุดมือจากงานที่ทำอยู่แล้วเงยหน้าขึ้นมอง น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

"มาแต่เช้าเลยเหรอคะ ยินดีต้อนรับค่ะ มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ"

ลินน่าหยิบของที่ดูเหมือนบัตรผ่านออกมาจากใต้ชุดเกราะแล้วยื่นให้หญิงสาว "ฉันชื่อลินน่า สังกัดกองกำลังป้องกันเมือง ฉันขอพบหัวหน้าหมู่บ้านของคุณหน่อย ช่วยไปเรียนให้ท่านทราบที ขอบใจมาก"

"อ้อ ได้ค่ะ ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ"

พนักงานเสิร์ฟรับเอกสารไป นำผ้าขี้ริ้วไปเก็บเข้าที่ แล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบน ครู่ต่อมา เธอก็รีบวิ่งลงมาและโค้งคำนับให้ลินน่า

"ท่านหญิงคะ ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเชิญท่านขึ้นไปคุยกันข้างบนค่ะ"

ลินน่าพยักหน้า ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายนำทางไป ทั้งสามคนเดินเรียงหนึ่งไปตามโถงทางเดินชั้นสองจนไปถึงห้องที่อยู่ลึกสุดด้านใน เธอเคาะประตู และมีเสียงแหบพร่าของชายชราดังตอบรับมาจากข้างในว่า "เข้ามาสิ"

เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง โคซีย์ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่ายและเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่เกินความจำเป็น นอกเหนือจากโซฟา ตู้เก็บของ และชุดโต๊ะเก้าอี้ทำงาน

เจ้าของเสียงที่เพิ่งเอ่ยปากอนุญาตให้เข้ามาเมื่อครู่นี้คือชายชราคนหนึ่ง เขามีผมสีขาวโพลนยาวที่ถูกหวีเสยไปด้านหลัง หนวดเคราดกหนายาวเฟื้อยลงมาถึงหน้าอก แววตาของเขาดูขุ่นมัวเล็กน้อย รอยย่นลึกประดับอยู่บนหน้าผากและแก้ม ทำให้เขาดูเหมือนผู้อาวุโสที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน

ในสมัยที่โคซีย์ยังเรียนระดับบัณฑิตวิทยาลัย เขาเคยรู้จักศาสตราจารย์อาวุโสหลายท่าน นักวิจัยทางธรณีวิทยาบางคนต้องเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อทำการทดลองและเก็บข้อมูลเป็นประจำ และหลังจากต้องกรำแดดกรำฝนมานานหลายปี พวกเขาก็ดูไม่ต่างจากหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าเขานี้เลย ริ้วรอยร่องลึกแต่ละรอยล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ช่างแตกต่างกับบรรดาเศรษฐีผู้มีชีวิตอันหรูหราสุขสบายอย่างสิ้นเชิง แม้จะได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างดีที่สุด แต่สุดท้ายพวกเขาก็หนีไม่พ้นความแก่ชราอยู่ดี ริ้วรอยบนใบหน้าของพวกเขาจะดูอิ่มเอิบ กลมกลืน และเปล่งประกายความมั่งคั่ง ขาดซึ่งร่องรอยของความยากลำบากที่สะสมมาตามกาลเวลา

เพียงแต่ในสายตาของเขา ผู้อาวุโสท่านนี้ก็ดูเหมือนจะมีแสงสีขาวจางๆ แผ่ออกมาเช่นกัน

โคซีย์ยังคงจ้องมองอย่างเหม่อลอยและตกอยู่ในภวังค์ความคิด เมื่อชายชราผายมือเชิญชวน

"นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คุณลินน่ามาเยือน เชิญนั่งลงก่อนเถอะครับ เราจะได้คุยรายละเอียดกัน หมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลความเจริญของเราแห่งนี้ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายนัก ทำตัวตามสบายได้เลยครับ"

จบบทที่ บทที่ 4 หมู่บ้านนอร์วิส

คัดลอกลิงก์แล้ว