เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 อำเภอกวงอู่

บทที่ 7 อำเภอกวงอู่

บทที่ 7 อำเภอกวงอู่


บทที่ 7 อำเภอกวงอู่

กำแพงเมืองของอำเภอกวงอู่ไม่ได้สูงใหญ่นัก

อิฐหินสีเทาอมเขียวถูกลมทรายกัดเซาะจนขอบหลุดร่อน เผยให้เห็นเนื้อดินสีเหลืองหม่นที่ซ่อนอยู่ภายใน

อำเภอกวงอู่

ขบวนม้าควบเข้ามาและหยุดลงที่หน้าประตูเมือง

ทหารยามหน้าประตูเมืองที่พกดาบต่างยืนกันด้วยท่าทีหย่อนยาน

เมื่อเห็นเฉินชิงหยวน หนึ่งในนั้นที่ดูเหมือนจะจำเขาได้ก็ก้าวออกมารับหน้า

"เจ้าสำนักเฉิน กลับมาจากหมู่บ้านซ่างผานหรือ"

เฉินชิงหยวนลงจากหลังม้า ใบหน้าไร้ซึ่งแววเย่อหยิ่ง เขาประสานมือคารวะทหารยามผู้นั้นแล้วกล่าวว่า "ลำบากพี่ชายแล้ว"

ทหารผู้นั้นปรายตามองผ่านเขาไปหยุดอยู่ที่เจียงเยวี่ยชูซึ่งนั่งตัวตรงอยู่บนหลังม้า

"แล้วแม่นางท่านนี้คือ..."

มณฑลหลงโย่วเต็มไปด้วยลมทราย สตรีที่นี่ส่วนใหญ่มักมีผิวสีแทนและเครื่องหน้าคมเข้ม

ทว่าคนบนหลังม้าผู้นี้... กลับมีผิวพรรณขาวผ่องและใบหน้าจิ้มลิ้ม ช่างหาได้ยากยิ่งนัก

โชคดีที่เฉินชิงหยวนไปหาเสื้อคลุมผ้าป่านตัวใหญ่มาจากไหนก็ไม่ทราบ มาคลุมทับร่างนางไว้ เพื่อซ่อนชุดเครื่องแบบสีดำลายแดงที่ดูสะดุดตานั้น

เฉินชิงหยวนลดเสียงลง พลางแสดงสีหน้าเวทนาออกมาได้อย่างแนบเนียน "แม่นางผู้นี้ถูกปีศาจนั่นลักพาตัวมาจากไหนก็ไม่รู้ ช่างน่าสงสารนัก ข้าเลยว่าจะพานางกลับเข้าเมืองมาดูว่าพอจะมีงานให้ทำในสำนักหรือไม่"

เมื่อได้ยินดังนั้น ทหารยามก็พยักหน้ารับโดยไม่นึกแปลกใจอันใด

ในยุคเข็ญเช่นนี้ การที่ปีศาจออกอาละวาดข้ามถิ่นจนครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด

เขาเพียงแต่ลอบค่อนขอดอยู่ในใจ

ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่ได้ของดีไปซะแล้ว

รู้อย่างนี้ว่าหมู่บ้านซ่างผานมีโฉมงามปานนี้ เขาคงตามไปปราบปีศาจด้วยแล้ว

เผื่อจะได้พากลับมาอุ่นเตียงสักคน

พวกเขาเดินทางเข้าเมือง

บนถนนมีผู้คนสัญจรไปมาบางตา ทุกคนล้วนมีท่าทีเร่งรีบ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดิน ราวกับกลัวว่าจะแกว่งเท้าหาเสี้ยน

ร้านค้าริมทางส่วนใหญ่ยังคงเปิดทำการ ธงร้านเหล้าปลิวไสวอย่างอ่อนแรงตามสายลม ทว่ากลับไร้เสียงร้องเรียกลูกค้าจากพ่อค้าแม่ขาย บรรยากาศจึงดูเงียบเหงาอ้างว้าง

บางครั้งก็พอมองเห็นยันต์สีเหลืองซีดแปะอยู่ตามมุมกำแพง หรือไม่ก็มีกระบี่ไม้ท้อแขวนอยู่เหนือประตูบ้าน

สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ยามที่พวกปีศาจออกอาละวาด ใครมันจะไปสนของพรรค์นี้กันเล่า

ไร้ชีวิตชีวา

นี่คือความประทับใจแรกที่เจียงเยวี่ยชูมีต่อเมืองแห่งนี้

ขบวนม้าหยุดลงที่หน้าเรือนพักอาศัยแห่งหนึ่ง

ประตูทางเข้าค่อนข้างเล็กแต่ดูสะอาดสะอ้าน

เฉินชิงหยวนลงจากหลังม้าเป็นคนแรก ก่อนจะโบกมือให้ชายฉกรรจ์นับสิบที่ตามมาด้านหลัง

"พวกเจ้าแยกย้ายกันไปได้แล้ว"

ชายเหล่านั้นขานรับเสียงดังฟังชัด ก่อนจะจูงม้าแยกย้ายกันไปโดยไม่เอ่ยปากถามสิ่งใดให้มากความ

เฉินชิงหยวนหันกลับมาค้อมกายคารวะเจียงเยวี่ยชูที่ยังอยู่บนหลังม้า พร้อมกล่าวว่า "ใต้เท้า ที่นี่คือเรือนพักรับรองของสำนักอินทรีเหินของข้าน้อย ปกติแล้วมักใช้รับรองสหายชาวยุทธ์ที่เดินทางผ่านไปมา จึงค่อนข้างเงียบสงบขอรับ"

เขาผลักประตูเรือนให้เปิดออก แล้วผายมือเชิญให้นางเข้าไปด้านใน

เจียงเยวี่ยชูลงจากหลังม้าแล้วเดินตรงเข้าไปทันที

เมื่อก้าวผ่านประตูเรือนเข้ามา ก็พบกับลานกว้างที่สะอาดสะอ้าน

หญิงชราผมสีดอกเลาคนหนึ่ง พร้อมด้วยสาวใช้สองคนที่ดูอายุราวสิบห้าสิบหกปี ยืนรออยู่ใต้ชายคาอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อเห็นเฉินชิงหยวน พวกนางเพียงค้อมกายคารวะอย่างเงียบๆ

เฉินชิงหยวนกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะสั่งการหญิงชราว่า "ไปเตรียมน้ำร้อน เสื้อผ้าสตรีสะอาดๆ สักชุด แล้วก็สุราอาหารมาให้พร้อม"

หญิงชรารับคำ "เจ้าค่ะ" นางช้อนตามองเจียงเยวี่ยชูที่ยืนอยู่เบื้องหลังเจ้าสำนัก แววตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว

เฉินชิงหยวนหันกลับมาค้อมกายคารวะเจียงเยวี่ยชูอย่างนอบน้อมอีกครั้ง "ข้าน้อยยังต้องไปรายงานท่านนายอำเภอ เพื่อชี้แจงเรื่องที่หมู่บ้านซ่างผานให้กระจ่าง ขอใต้เท้าโปรดพักผ่อนตามอัธยาศัย คิดเสียว่าเป็นบ้านของตนเองเถิด หากขาดเหลือสิ่งใดก็เรียกใช้บ่าวไพร่ได้เลยขอรับ"

เจียงเยวี่ยชูเพียงรับคำในลำคอ "อืม"

เฉินชิงหยวนไม่กล่าวสิ่งใดอีก เขาหันหลังเดินจากไป พร้อมกับปิดประตูเรือนลง

ภายในลานกว้างบัดนี้เหลือเพียงเจียงเยวี่ยชูและบ่าวไพร่ทั้งสามคนเท่านั้น

แม้หญิงชราจะประหลาดใจกับฐานะของเจียงเยวี่ยชู แต่เมื่อเห็นผู้เป็นนายให้ความเคารพยำเกรงถึงเพียงนั้น นางจึงค้อมกายลงและเอ่ยว่า "แม่นาง เชิญทางนี้เจ้าค่ะ"

ไม่นานนัก ถังไม้ขนาดใหญ่ก็ถูกยกเข้ามาวางไว้ในห้องที่ตลบอบอวลไปด้วยไอน้ำร้อน

น้ำร้อนถูกตักเติมลงไปทีละกระบวย พร้อมกับโรยสมุนไพรบางชนิดลงไป ส่งกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นจางๆ ลอยแตะจมูก

"ใต้เท้า เสื้อผ้าจะนำมาให้ในอีกประเดี๋ยวเจ้าค่ะ"

เมื่อหญิงชรากล่าวจบ นางก็พาสาวใช้ทั้งสองเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูให้สนิท

เจียงเยวี่ยชูยังคงนิ่งเฉย ยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน

สาวใช้นางหนึ่งประคองกองเสื้อผ้าที่พับเรียบร้อย ชะโงกหน้าเข้ามาในห้อง ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นเจียงเยวี่ยชูยังคงสวมเสื้อคลุมตัวนั้นอยู่

"แม่นาง..."

เจียงเยวี่ยชูหันเสี้ยวหน้าไปมองนาง "วางไว้ตรงนั้นแหละ หากข้าไม่ได้สั่ง ห้ามผู้ใดเข้ามาเด็ดขาด"

"เจ้าค่ะ"

บานประตูถูกปิดลงอย่างแผ่วเบา

จนกระทั่งตอนนั้นเจียงเยวี่ยชูจึงเริ่มขยับตัว

นางลากม้านั่งยาวที่ใช้สำหรับวางอ่างล้างหน้า จับมันตะแคงข้าง แล้วดันไปขัดกับบานประตูไว้อย่างแน่นหนา

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น นางจึงแก้ปมเสื้อคลุมผ้าป่านตัวใหญ่ที่สวมอยู่ออก แล้วโยนทิ้งลงบนพื้น

เผยให้เห็นชุดเครื่องแบบสีดำลายแดงที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังด่างดวง

นางปลดเข็มขัด ปลดดาบเหิงเตาออก แล้วถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น เผยให้เห็นเรือนร่างที่แม้จะดูบอบบางแต่ก็มีสัดส่วนโค้งเว้าชัดเจน

นางยกเรียวขาขึ้นแล้วก้าวลงไปในถังไม้

"ซี๊ด~~~"

น้ำร้อนจัดลวกผิวจนรู้สึกแสบซ่าน

"อ่า~~~~~~"

นางค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่ง ให้สายน้ำโอบล้อมทั่วทั้งร่าง เผยให้เห็นเพียงศีรษะที่โผล่พ้นผิวน้ำ

นางพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด

เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดในที่สุดก็ได้รับการผ่อนคลายลงบ้าง

นางจ้องมองเงาสะท้อนเลือนรางของตนเองในผืนน้ำ

บอบบาง ผิวพรรณขาวผ่อง

หน้าตาก็สะสวยใช้ได้เลยทีเดียว

ที่ล้ำค่ายิ่งกว่านั้นก็คือ หน้าอกหน้าใจของร่างนี้ไม่ได้ใหญ่มหึมาจนเกินพอดี ขนาดก็แค่ประมาณซาลาเปาลูกย่อมๆ จึงไม่เป็นอุปสรรคยามต้องวิ่ง กระโดด หรือต่อสู้

มีเพียงเรียวขาเท่านั้นที่ดูจะยาวกว่าในความทรงจำของนางอยู่บ้าง

หรือว่า... การฝึกยุทธ์จะทำให้ตัวสูงขึ้นได้นะ

นางหลับตาลงแล้วลงมือขัดสีฉวีวรรณร่างกายอย่างเงียบเชียบ

เมื่อข่มความกระวนกระวายใจที่ยากจะอธิบายได้ลง สติปัญญาและความคิดก็ค่อยๆ ปลอดโปร่งขึ้น

เรื่องทะเบียนราษฎร์ยังคงมืดแปดด้าน คงต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน

แต่อีกเรื่องหนึ่งนี่สิ ที่น่าขบคิดให้ถ้วนถี่

บิดาของร่างนี้ไปทำความผิดร้ายแรงอันใดมากันแน่

แม้ตระกูลเจียงจะไม่ได้เป็นขุนนางตระกูลใหญ่โตระดับแนวหน้าในเมืองหลวง แต่ก็เป็นตระกูลบัณฑิตที่รับราชการสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถือเป็นตระกูลผู้ดีมีชาติตระกูล

บิดาของเจ้าของร่างเดิมมีนามว่าเจียงสวิน ดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางขั้นสามระดับรอง

เจียงสวินในความทรงจำของนาง เป็นเพียงบัณฑิตหัวโบราณที่รักการปลูกต้นไม้ดอกไม้ และมักจะมีตำราติดมืออยู่เสมอ

เจียงเยวี่ยชูขมวดคิ้วมุ่น

มีบางอย่างผิดปกติ

กฎหมายของราชวงศ์ต้าถังนั้นเข้มงวดเด็ดขาด โทษทัณฑ์ที่ร้ายแรงถึงขั้นประหารเจ็ดชั่วโคตรหรือเนรเทศทั้งตระกูล ย่อมต้องเป็นคดีกบฏแผ่นดินหรือสมคบคิดกับศัตรูเท่านั้น

แต่เจียงสวินเป็นแค่รองเสนาบดีกรมพิธีการ มีหน้าที่ดูแลการบวงสรวง งานพิธีการ และการสอบขุนนางเท่านั้น เบื้องบนก็ไร้อำนาจคุมกำลังทหาร เบื้องล่างก็ไม่ได้กุมอำนาจดูแลเสบียงหรือการคลัง แล้วเขาจะไปก่อกบฏได้อย่างไร

ต่อให้มองข้ามเรื่องพวกนั้นไป แล้วสมมติว่าตระกูลเจียงกระทำความผิดจริงดังข้อกล่าวหา

ตามกฎหมายของต้าถังแล้ว สตรีในครอบครัวนักโทษจะต้องถูกริบไปเป็นทาสในหอคณิกาหลวงมิใช่หรือ

แล้วเหตุใดสตรีไร้เรี่ยวแรงจะฆ่าไก่อย่างนาง ถึงต้องถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาเพื่อเนรเทศไปยังชายแดนด้วยเล่า

สิ่งที่น่าแปลกประหลาดยิ่งกว่าก็คือกลุ่มคนที่มาคุ้มกันนางนี่แหละ

โดยปกติแล้ว การคุ้มกันนักโทษเนรเทศ จะเป็นหน้าที่ของกรมอาญาในการออกเอกสาร และให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบคุมตัว

ต่อให้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่นักโทษดุร้ายจนถึงขั้นต้องใช้กำลังทหาร นั่นก็ควรเป็นหน้าที่ของกรมกลาโหมไม่ใช่หรือ

ทว่าขบวนนักโทษของนางกลับถูกคุ้มกันโดยกองปราบปีศาจโดยตรง

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่กองปราบปีศาจมีกำลังพลว่างงานมากถึงเพียงนี้

เจียงเยวี่ยชูค่อยๆ ลืมตาขึ้น หยดน้ำเกาะพราวและลื่นไหลลงมาจากแพขนตาของนาง

บัดซบเอ๊ย

นางหลงคิดไปว่าปัญหาใหญ่ที่สุดที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ มีแค่เรื่องทะเบียนราษฎร์และหนังสือเดินทางเท่านั้น

ขอเพียงจัดการเรื่องนั้นได้สำเร็จ ด้วยนิ้วทองคำที่นางมี ใต้หล้านี้ก็กว้างใหญ่สุดหล้า นางย่อมไปได้ทุกหนแห่ง

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าฐานะของเจ้าของร่างเดิม จะเต็มไปด้วยความปริศนาและเรื่องราวทะแม่งๆ ในทุกแง่มุมเสียแล้ว

"เฮ้อ... วุ่นวาย ช่างวุ่นวายเสียจริง..."

จบบทที่ บทที่ 7 อำเภอกวงอู่

คัดลอกลิงก์แล้ว