- หน้าแรก
- สร้างตำนานมหาเศรษฐีด้วยฝีมือช่าง
- บทที่ 9: วิสัยทัศน์และความทะเยอทะยาน
บทที่ 9: วิสัยทัศน์และความทะเยอทะยาน
บทที่ 9: วิสัยทัศน์และความทะเยอทะยาน
บทที่ 9: วิสัยทัศน์และความทะเยอทะยาน
เพียงชั่วอึดใจที่ความคิดเหล่านี้แล่นพล่านอยู่ในหัว ทั้งสองก็เดินมาถึงจุดหมายของกิจกรรมสันนิบาตเยาวชนในครั้งนี้ ซึ่งก็คือห้องกิจกรรมเล็กๆ ภายในศูนย์วัฒนธรรมประจำอำเภอ
ภายในห้องมีคนมารวมตัวกันกว่าสิบชีวิตแล้ว ส่วนใหญ่เป็นพนักงานจากห้างสรรพสินค้า แต่ก็มีพนักงานหนุ่มสาวจากหน่วยงานอื่นในเครือข่ายการพาณิชย์ที่ได้รับเชิญมาร่วมงานด้วยเช่นกัน
กลางห้องมีโต๊ะทำงานหลายตัวถูกนำมาต่อกันเป็นโต๊ะยาวและปูทับด้วยผ้าปูโต๊ะผืนเก่า บนโต๊ะจัดวางเมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง ลูกอมรสผลไม้ แก้วน้ำเคลือบ และกระติกน้ำร้อนไว้ต้อนรับ
ใครบางคนกำลังปรับเครื่องเล่นเทปคาสเซตต์ที่กำลังเปิดเพลงยอดฮิตอย่าง 'พระจันทร์แทนใจฉัน' ช่วยเติมเต็มกลิ่นอายศิลปะและสุนทรียภาพให้บรรยากาศเรียบง่ายในห้องดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
"ไฉ่เสีย ทางนี้!" หญิงสาวที่ถักเปียยาวสองข้างยกมือไหวๆ เรียกหวังไฉ่เสีย พลางลอบสังเกตโจวจื้อเฉียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หวังไฉ่เสียดึงแขนเสื้อโจวจื้อเฉียงให้เดินตามไปพร้อมกับรอยยิ้มแฝงความภาคภูมิใจ ก่อนจะแนะนำเขาให้ทุกคนรู้จัก "มาๆ ฉันขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก นี่คือช่างโจวคนใหม่ประจำห้างสรรพสินค้าของเรา โจวจื้อเฉียง! เห็นเขายังหนุ่มยังแน่นแบบนี้ อย่าเพิ่งดูถูกไปเชียว ฝีมือเขาเก่งกาจมาก ขนาดผู้อำนวยการหลี่ยังเอ่ยปากชมว่าเป็นพนักงานตัวอย่างเลยนะ!"
ทุกสายตาในห้องต่างจับจ้องมาที่โจวจื้อเฉียงเป็นตาเดียว มีทั้งแววตาอยากรู้อยากเห็น การประเมินท่าที และความชื่นชมระคนกันไป
ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างให้คุณค่ากับหยาดเหงื่อแรงงานและทักษะฝีมือ ผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงย่อมได้รับความเคารพจากผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
"ช่างโจว ได้ยินชื่อเสียงมาพักใหญ่แล้ว! เขาว่ากันว่าไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนที่คุณซ่อมไม่ได้เลยนี่?" ชายหนุ่มสวมแว่นตาหน้าตาคล้ายเสมียนเอ่ยทักทายขึ้นก่อน
"ชมเกินไปแล้วครับ ผมก็แค่ทำมาหาเลี้ยงปากท้องเท่านั้นเอง" โจวจื้อเฉียงยิ้มรับอย่างถ่อมตัว เขาทรุดตัวลงนั่ง หยิบเมล็ดทานตะวันขึ้นมาหนึ่งกำมือ และกลมกลืนเข้ากับวงสนทนาสัพเพเหระของทุกคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อมีใครถามเรื่องงานซ่อมแซม เขาก็สามารถอธิบายหลักการของอาการเสียทั่วไปให้เข้าใจได้ง่ายๆ แถมยังคอยแทรกเรื่องราวขำขันที่เคยเจอจากประสบการณ์การทำงาน ทำให้บรรยากาศในวงสนทนามีแต่เสียงหัวเราะครื้นเครง
คำพูดคำจาของเขามีหลักการและเหตุผลชัดเจน ไม่มีความประหม่าขัดเขินเหมือนวัยรุ่นในชนบททั่วไป แต่ก็ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนคนมีฝีมือที่ชอบหลงตัวเอง
หวังไฉ่เสียที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่งฟังเขาพูดด้วยนัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ
เธอสัมผัสได้ว่าโจวจื้อเฉียงมีบุคลิกพิเศษบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร แตกต่างจากชายหนุ่มรอบตัวที่เอาแต่นั่งวิจารณ์ปัญหาบ้านเมืองเสียงดังฉาดฉาน นินทาเรื่องการเมืองในที่ทำงาน หรือไม่ก็เอาแต่นั่งแทะเมล็ดทานตะวันคุยเรื่องสัพเพเหระไปวันๆ อย่างสิ้นเชิง
เขาดูลุ่มลึกและสุขุมเยือกเย็นกว่า ราวกับว่าภายในใจของเขามีเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่ เพียงแต่ไม่ยอมเผยให้ใครเห็นง่ายๆ
วาระสำคัญของกิจกรรมในวันนี้คือการปรึกษาหารือเกี่ยวกับเนื้อหาบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ประจำเดือนหน้า และร่วมกันศึกษาเอกสารนโยบายที่คณะกรรมการสันนิบาตเยาวชนระดับสูงสั่งการลงมา
ผู้รับหน้าที่ดำเนินรายการคือเลขาธิการสันนิบาตเยาวชนสาขาห้างสรรพสินค้า ชายหนุ่มชื่อ หลี่เว่ยกั๋ว ซึ่งทำงานอยู่ในแผนกการเมืองและมีวาทศิลป์เป็นเลิศ
ในช่วงพักการหารือ หลี่เว่ยกั๋วก็ขยับมานั่งข้างโจวจื้อเฉียงแล้วเอ่ยถามด้วยท่าทีทีเล่นทีจริง "ช่างโจว ผมได้ข่าวว่าพวกหัวหน้าในกรมพาณิชย์ต่างก็ชื่นชมคุณกันใหญ่เลยนะ อนาคตวางแผนไว้ยังไงบ้างล่ะ? กะจะทำงานอยู่แต่ในแผนกซ่อมแซมไปตลอดเลยหรือเปล่า?"
คำถามนี้ฟังดูเหมือนห่วงใย ทว่าลึกๆ แล้วแฝงไปด้วยนัยยะของการหยั่งเชิง
โจวจื้อเฉียงรู้ตัวดีว่าการที่คนนอกอย่างเขาไต่เต้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วนั้น ย่อมดึงดูดความสนใจและอาจก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาจากคนบางกลุ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โจวจื้อเฉียงวางเมล็ดทานตะวันในมือลงแล้วตอบกลับ "ตอนนี้ผมคงต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อนครับ จะได้สมกับที่ผู้อำนวยการหลี่ไว้วางใจและไม่ทำให้ลูกค้าต้องผิดหวัง ส่วนแผนการในระยะยาวน่ะหรือ..."
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย กวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ในห้อง "ยุคสมัยนี้พัฒนาไปเร็วมากครับ เครื่องใช้ไฟฟ้าจะต้องเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน ในอนาคต... ไม่แน่ว่าทุกครัวเรือนอาจจะมีทั้งทีวี เครื่องซักผ้า แล้วก็ตู้เย็นเป็นของตัวเองก็ได้"
"ผมมองว่าอนาคตของสายงานซ่อมแซมยังเปิดกว้างอีกมาก ไม่ควรหยุดอยู่แค่การซ่อมของเสียให้กลับมาใช้ได้เท่านั้น หากในอนาคตสามารถนำไปต่อยอดควบคู่กับงานขาย หรือมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายระดับต้นน้ำ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศได้ล่ะก็... นั่นคงจะเยี่ยมยอดไปเลยครับ"
หลี่เว่ยกั๋วถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าโจวจื้อเฉียงจะมีวิสัยทัศน์และความทะเยอทะยานที่กว้างไกลถึงเพียงนี้
เดิมทีเขาคิดว่าโจวจื้อเฉียงคงจะพอใจกับหน้าที่การงานที่มั่นคงนี้แล้ว หรืออย่างมากก็คงคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้ซ่อมของได้เยอะๆ เพื่อรับค่าคอมมิชชันเพิ่มเท่านั้น
หนุ่มสาวหลายคนที่นั่งฟังอยู่ใกล้ๆ ต่างก็มีสีหน้าครุ่นคิดตาม ภาพอนาคตที่ทุกบ้านเต็มไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างที่โจวจื้อเฉียงวาดฝันไว้นั้น แม้จะดูห่างไกลแต่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาล้วนปรารถนาให้เกิดขึ้นจริง
ทางด้านหวังไฉ่เสียยิ่งฟังก็ยิ่งตกอยู่ในภวังค์
จู่ๆ เธอก็รู้สึกได้เลยว่าโจวจื้อเฉียงแตกต่างจากทุกคนที่เธอเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่คนอื่นๆ อาจกำลังคิดหาวิธีบรรจุเป็นพนักงานประจำให้เร็วที่สุด คิดเรื่องขอสวัสดิการบ้านพัก หรือคิดเรื่องหาเมียแต่งงานสร้างครอบครัว แต่โจวจื้อเฉียงกลับมองการณ์ไกลไปถึงอนาคตและหน้าที่การงานในระดับที่เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อน
เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง ทุกคนก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับเป็นกลุ่มเล็กๆ
หวังไฉ่เสียกับโจวจื้อเฉียงเดินเคียงข้างกันกลับบ้าน บรรยากาศในตัวอำเภอยามค่ำคืนเงียบสงบมาก มีเพียงเสียงกริ่งจักรยานดังขึ้นเป็นระยะๆ สลับกับเสียงสุนัขเห่าหอนแว่วมาจากที่ไกลๆ
"ช่างโจวคะ" หวังไฉ่เสียเอ่ยถามเสียงเบา "สิ่งที่คุณพูดเมื่อกี้... มันจะเป็นจริงเหรอคะ? ในอนาคตทุกบ้านจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้ากันหมดจริงๆ หรือเปล่า?"
"แน่นอนครับ" โจวจื้อเฉียงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แถมเวลานั้นก็คงอีกไม่ไกลด้วย คุณดูอย่างตอนนี้สิ วิทยุกลายเป็นของใช้ทั่วไปในบ้านแล้ว ส่วนทีวีถึงแม้จะยังมีราคาแพง แต่ก็มีคนแห่กันซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละครับคือทิศทางของอนาคต"
"ถ้าอย่างนั้น... คุณอยากจะเป็นเถ้าแก่ทำธุรกิจของตัวเองใช่ไหมคะ?" หวังไฉ่เสียรวบรวมความกล้าเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ เธอสัมผัสได้ลางๆ ว่าแผนกซ่อมแซมของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ เล็กเกินกว่าจะรองรับความทะเยอทะยานของชายหนุ่มได้
โจวจื้อเฉียงไม่ได้ตอบรับตรงๆ แต่กลับตั้งคำถามว่า "ไฉ่เสีย คุณคิดว่าชีวิตคนเรา... การเลือกใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายมั่นคงไปวันๆ กับการยอมลองเสี่ยงดูสักตั้งตอนที่ยังมีแรง แบบไหนมันดีกว่ากันล่ะครับ?"
หวังไฉ่เสียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "พ่อแม่ฉันก็คงอยากให้ฉันมีชีวิตที่มั่นคงและปลอดภัยนั่นแหละค่ะ แต่... บางครั้งฉันก็แอบรู้สึกเหมือนกันว่า การใช้ชีวิตตามกรอบเดิมๆ ไปจนตายมันก็น่าเบื่ออยู่เหมือนกัน"
เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง น้ำเสียงแผ่วเบาลง "โดยเฉพาะลูกผู้หญิงอย่างเรา ทางเลือกในชีวิตยิ่งดูริบหรี่น้อยกว่าผู้ชายเสียอีก"
โจวจื้อเฉียงสัมผัสได้ถึงความไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเธอ
ในยุคสมัยนี้ ต่อให้เป็นหญิงสาวที่มีทะเบียนบ้านในตัวเมืองแถมยังมีหน้าที่การงานมั่นคงอย่างหวังไฉ่เสีย แต่เส้นทางชีวิตของพวกเธอก็ยังคงถูกตีกรอบให้อยู่แค่การทำงานประจำและการแต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะคู่ควรกันเท่านั้น
"ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนไป โอกาสใหม่ๆ กำลังจะเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ" โจวจื้อเฉียงเอ่ยให้กำลังใจ "ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ขอแค่กล้าคิดและกล้าลงมือทำ การกรุยทางเดินชีวิตเป็นของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอกนะ"
คำพูดประโยคนี้ไม่ได้เพียงแค่บอกกับหวังไฉ่เสียเท่านั้น แต่เขาจงใจบอกย้ำกับตัวเองด้วยเช่นกัน มันยิ่งช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นในใจของโจวจื้อเฉียงให้หนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก 'ผมจะไม่ยอมเป็นแค่ช่างฝีมือธรรมดาๆ แต่ผมจะต้องเป็นแม่ทัพให้จงได้'
เมื่อกลับมาถึงหอพักแคบๆ โจวจื้อเฉียงล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่กลับตาสว่างจนข่มตาหลับไม่ลง
กิจกรรมสันนิบาตเยาวชนในค่ำคืนนี้เปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างตัวเขากับคนรอบข้างได้อย่างชัดเจน และยังช่วยให้เส้นทางที่เขาเลือกเดินนั้นแจ่มชัดยิ่งขึ้น
อาชีพช่างซ่อมอาจเป็นก้าวแรกที่มั่นคง ทว่าการจะเก็บหอมรอมริบเพื่อเป็นเงินทุนตั้งต้นนั้นล่าช้าเกินไป
"เครื่องใช้ไฟฟ้ามือสอง..." นี่ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในเวลานี้
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกทิ้งจากแถบเมืองชายฝั่งทางตอนใต้มีราคาถูกแสนถูก หากนำมาซ่อมแซมตกแต่งใหม่แล้วส่งมาขายในเขตตัวเมืองชั้นใน ย่อมทำกำไรได้อย่างมหาศาล
แต่ปัญหาที่ยากที่สุดคือเรื่องเงินทุนตั้งต้นกับช่องทางในการหาสินค้า
เขาต้องการหุ้นส่วน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ใครสักคนที่เป็นแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และคอยเป็นผู้ช่วยให้เขา
เขานึกไปถึงลูกพี่ลูกน้องที่ทำงานอยู่ไกลถึงทางใต้ บางทีเขาอาจจะลองเขียนจดหมายไปหยั่งเชิงดูสักหน่อย
ยิ่งคิด แผนการในหัวของโจวจื้อเฉียงก็ยิ่งเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนยิ่งขึ้น เขาไม่เพียงแต่ต้องสร้างฐานที่มั่นในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งซื้อใจและสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยที่นี่เป็นเวทีคอยสานเครือข่ายเส้นสายและรวบรวมข่าวสารอย่างเงียบๆ เพื่อปูทางสู่อนาคตอีกด้วย
คืนนั้นโจวจื้อเฉียงได้นอนพักผ่อนเพียงน้อยนิด ทว่าจิตใจของเขากลับฮึกเหิมอย่างหาที่สุดไม่ได้ เมล็ดพันธุ์แห่งความฝันได้ถูกหว่านลงไปแล้ว และโครงร่างของเป้าหมายก็ถูกวาดไว้ดั่งภาพที่แจ่มชัด สิ่งที่เขาต้องทำนับจากนี้คือการก้าวเดินไปสู่เป้าหมายของการเป็น 'แม่ทัพ' ทีละก้าว... อย่างมั่นคง