- หน้าแรก
- โฉมงามจอมเกียจคร้านอันดับหนึ่งแห่งหมู่บ้าน วิวาห์หนุ่มเถื่อนหมู่บ้านเคียง
- บทที่ 9: คืนเข้าหอ
บทที่ 9: คืนเข้าหอ
บทที่ 9: คืนเข้าหอ
บทที่ 9: คืนเข้าหอ
หลังจากหญิงสาวล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ สวี่อันก็ยกอ่างน้ำเตรียมจะเดินออกไป แต่ลู่เถียนร้องเรียกเขาไว้ก่อน "ข้ายังต้องล้างเท้าด้วย"
สวี่อันเอ่ยตอบ "เดี๋ยวข้าไปเปลี่ยนน้ำมาให้ใหม่" อากาศหนาวเย็น น้ำในอ่างเพียงประเดี๋ยวเดียวก็เย็นเฉียบแล้ว
เมื่อเขากลับมาพร้อมกับอ่างน้ำใบใหม่ ลู่เถียนที่นั่งอยู่บนตั่งก็ถอดรองเท้าและถุงเท้าออกหมายจะทดสอบอุณหภูมิของน้ำ ทว่าฝ่ามือใหญ่กลับคว้าเท้าของนางไว้ "เดี๋ยวก่อน" น้ำเพิ่งเดือด หากจุ่มเท้าลงไปตอนนี้ ผิวบอบบางตรงนิ้วเท้าสีชมพูระเรื่อของนางคงได้พุพองเป็นแน่
ลู่เถียนพยายามจะชักเท้ากลับ แต่เขากลับจับไว้อย่างแน่นหนาจนขยับไม่ได้ ไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นมาจากอ่างบ่งบอกว่าน้ำนั้นร้อนจัด ทว่าสวี่อันกลับล้วงมือลงไปราวกับไม่รู้สึกรู้สาถึงความร้อนนั้นเลยแม้แต่น้อย
เท้าทั้งสองข้างของนางรวมกันยังไม่ใหญ่เท่าฝ่ามือข้างหนึ่งของเขาด้วยซ้ำ สวี่อันใช้มืออีกข้างวิดน้ำขึ้นมาแล้วค่อยๆ รดลงบนเท้าเล็กจ้อยของลู่เถียน อุณหภูมิของน้ำเมื่อรดลงมาจากด้านบนนั้นกำลังพอดี ทำให้เท้าเปลือยเปล่าของนางไม่รู้สึกหนาวเหน็บอีกต่อไป
แม้จะไม่ชินที่สวี่อันมาปรนนิบัติเช่นนี้ แต่ความเกียจคร้านของลู่เถียนก็มีชัยเหนือสิ่งอื่นใด การมีคนมาคอยรับใช้นั้นดีกว่าอะไรทั้งหมด นางจึงได้แต่นั่งมองการกระทำของเขาอย่างเงียบๆ
หลังจากรดน้ำให้ชั่วครู่จนน้ำในอ่างมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ สวี่อันก็จับเท้านางจุ่มลงไป เขาเงยหน้าขึ้นมองนางแล้วเอ่ยถาม "ให้ข้านวดให้ไหม"
นางไม่ได้ยืนนานขนาดนี้มาพักใหญ่แล้ว ฝ่าเท้าจึงรู้สึกปวดเมื่อยอยู่บ้าง เมื่อได้ยินคำพูดของสวี่อัน ดวงตาของลู่เถียนก็ทอประกายขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้ารับ
สวี่อันลากม้านั่งตัวเล็กมาทรุดตัวลงนั่ง แล้ววางเท้าของลู่เถียนพาดไว้บนเข่า
เท้าของนางขาวผ่องดุจหยกสลัก แม้ลู่เถียนจะขี้เกียจ แต่นางก็รักความสะอาด เท้าของนางไม่มีกลิ่นอับแม้แต่น้อย ส่วนนิ้วเท้ากลมกลึงนั้นก็เป็นสีชมพูระเรื่อ
ลมหายใจของเขาเริ่มหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อยขณะที่ปลายนิ้วของสวี่อันค่อยๆ กดคลึงลงบนฝ่าเท้าของนาง
"โอ๊ย!" ลู่เถียนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด หยาดน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาอีกครั้ง สวี่อันชะงักด้วยความงุนงง "เป็นอะไรไป"
ลู่เถียนตวาดใส่เขาด้วยความโกรธ "ท่านจะลงน้ำหนักมือแรงขนาดนั้นทำไมเล่า!"
สวี่อัน : "..."
นี่เขาก็เบามือลงตั้งเยอะแล้วนะ...
สวี่อันเม้มริมฝีปาก "ให้ข้าเบามือกว่านี้อีกหน่อยดีไหม"
ลู่เถียนชักเท้ากลับลงไปในอ่างน้ำ "ไม่ต้องแล้ว!" เจ็บจะตายอยู่แล้ว!
หลังจากล้างเท้าให้ลวกๆ สวี่อันก็หยิบผ้ามาเช็ดเท้าให้นางจนแห้ง แล้วจึงยกอ่างน้ำออกไป
หลังจากวุ่นวายมาพักใหญ่ อาการเมามายของสวี่อันก็สร่างซาไปนานแล้ว เขาบ้วนปากทำความสะอาดก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง
ลู่เถียนนั่งอยู่ตรงขอบเตียง ตอนนี้ใกล้จะถึงยามห้ายแล้ว ปกติป่านนี้นางคงหลับสนิทไปแล้ว ความง่วงงุนทำเอาเปลือกตาของนางแทบจะปิดลงรอมร่อ
สวี่อันเดินเข้ามาและเอ่ยถามนาง "ทำไมยังไม่นอนอีก" เขาเคยได้ยินข่าวลือมาว่าถ้านางนอนได้นางก็จะไม่มีวันยืนเด็ดขาด
นี่เป็นครั้งแรกที่นางต้องร่วมเตียงกับคนอื่นที่ไม่ใช่พี่สาวและมารดา เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ลู่เถียนก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย นางหลุบตาลงแล้วเอ่ยถาม "ท่านอยากนอนด้านในหรือด้านนอกล่ะ"
สวี่อันตอบ "ข้านอนด้านนอกเอง" สะดวกกว่าด้วย เพราะเขาต้องตื่นแต่เช้าตรู่และไม่อยากกวนนาง
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เถียนจึงคลานเข้าไปด้านในแล้วล้มตัวลงนอน สวี่อันดับตะเกียงน้ำมันแล้วขึ้นเตียงตามมา
ภายในห้องตกอยู่ในความมืดมิดทันที หลังจากเสียงสวบสาบดังขึ้นครู่หนึ่ง ไหล่ของลู่เถียนก็สัมผัสเข้ากับไออุ่นขุมหนึ่ง ร่างของนางแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
เตียงในห้องของสวี่อันไม่ได้เล็กเลย สำหรับคนรูปร่างปกติสองคนนอนก็น่าจะยังเหลือพื้นที่ว่าง ทว่าสวี่อันมีรูปร่างที่สูงใหญ่กำยำกว่าคนทั่วไป แม้ลู่เถียนจะขยับไปนอนชิดกำแพงแล้ว แต่ทันทีที่สวี่อันเอนกายลง ไหล่ของพวกเขาก็ยังคงเบียดชิดติดกันอยู่ดี
ปกติแล้วลู่เถียนมักจะนอนหงาย หากนางเปลี่ยนมานอนตะแคงก็อาจจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้น นางเม้มริมฝีปาก ชั่งใจว่าจะพลิกตัวดีหรือไม่
ขณะที่ยังคิดไม่ตก ท่อนแขนแกร่งก็เอื้อมมา สวี่อันโน้มตัวเข้ามาใกล้และตวัดวงแขนโอบกอดรอบเอวบางของนาง ตามมาด้วยลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดลงบนใบหน้า
ภายในห้องมืดสลัวจนลู่เถียนมองไม่เห็นสิ่งใดเลย
อาจเป็นเพราะมืดเกินไปจนเขาก็มองไม่เห็นชัดเจนเช่นกัน เมื่อสวี่อันประทับริมฝีปากลงมา มันจึงไปหยุดอยู่ที่พวงแก้มของนาง แพขนตาของลู่เถียนสั่นระริกเมื่อสัมผัสได้ถึงริมฝีปากเย็นเฉียบที่ค่อยๆ เลื่อนจากพวงแก้มมายังริมฝีปากของนางเอง
ลู่เถียนกำชายเสื้อไว้แน่น ใบหน้าเห่อร้อนจนแดงซ่าน ดวงตาที่หลับพริ้มสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม
ไม่นานนัก เอี๊ยมบังทรงที่หลุดลุ่ยอยู่รอมร่อก็สั่นไหวอยู่สองสามครั้งก่อนจะร่วงหล่นลงจากเตียง เมื่อจังหวะการสั่นไหวของเตียงทวีความรุนแรงขึ้น แม้แต่เสื้อตัวในของนางก็ยังหลุดลุ่ยร่นลงมา
...
"ยังร้องไห้อยู่อีกหรือ" สวี่อันตระกองกอดร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน ริมฝีปากของเขาสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นยามที่ไล้ไปตามพวงแก้มของนาง
เสียงของลู่เถียนแหบพร่าไปหมด ตอนแรกนางกัดริมฝีปากไว้เพื่อกลั้นเสียงครางที่น่าละอาย แต่ตอนหลังนางก็ทนไม่ไหวจนต้องร้องออกมา
ใครจะไปคิดว่าเสียงร้องไห้ของนางไม่เพียงแต่จะไม่เรียกความสงสารจากชายหนุ่มได้ แต่กลับยิ่งทำให้เขา...
นางถูกกักขังไว้ในอ้อมอกของสวี่อัน ด้วยความโกรธที่อัดอั้นจนทนไม่ไหว ลู่เถียนจึงอ้าปากกัดเขาอย่างแรง ทว่ากลับกลายเป็นว่าฟันของนางแทบจะร้าวระบม แต่ชายหนุ่มกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านเลยสักนิด ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านทำให้น้ำตาของลู่เถียนร่วงเผาะลงมาอีกครั้ง
สวี่อัน : "..." ดูเหมือนว่าภรรยาคนสวยของเขาจะไม่ได้มีปัญหาแค่ความเกียจคร้านเสียแล้ว แต่นางยังเป็นเด็กขี้แยอีกต่างหาก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืนนี้นางร้องไห้ไปกี่รอบแล้ว
"กัดอีกสักทีดีไหม" ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง แรงกัดของนางมันแทบไม่สะเทือนผิวเขาเลยด้วยซ้ำ จะให้เขาทำอย่างไรได้ล่ะ
ลู่เถียนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นอกจากเขาจะไม่รู้สึกเจ็บแล้ว ฟันของนางเองต่างหากที่ปวดร้าวไปหมด บ้าบออะไรจะให้นางกัดเขาอีกเล่า!
เมื่อเห็นนางเงียบไป สวี่อันก็พยายามต่อรอง "เอาอย่างนี้ ให้ข้าชกตัวเองสักที แลกกับให้เจ้าตามใจข้าอีกสักรอบดีไหม"
!!!
ลู่เถียนโกรธจนแทบจะเป็นลม เสียงของนางแหบแห้งแถมยังเหนื่อยล้าเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้ นางไม่อาจดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของเขาได้ จึงทำได้เพียงหันหลังให้ เพื่อเป็นการบอกคำตอบผ่านการกระทำ
อาจเป็นเพราะนางเหนื่อยเกินไป หรือไม่ก็เป็นเพราะอ้อมกอดของสวี่อันนั้นอบอุ่นเหลือเกิน ลู่เถียนที่ตอนแรกคิดว่าจะข่มตาหลับได้ยาก กลับเข้าสู่นิทราอย่างหลับสนิทและหอมหวานในเวลาไม่นาน
นางนอนขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของสวี่อัน เขาสามารถโอบกอดร่างของนางไว้ได้มิดด้วยแขนเพียงข้างเดียว ท่ามกลางแสงสลัว เสียงกรนเบาๆ ก็ดังขึ้น สวี่อันก้มหน้าลงจุมพิตที่กระหม่อมของนาง
การมีภรรยามันรู้สึกแบบนี้นี่เอง การได้ตระกองกอดนางช่างอบอุ่น และการได้ร่วมเรียงเคียงหมอนก็ช่าง...
สวี่อันไม่เคยรู้สึกเติมเต็มขนาดนี้มาก่อน เขากระชับอ้อมกอดภรรยาหมาดๆ ของตน แล้วหลับตาลงเข้าสู่นิทราไปเช่นกัน
วันรุ่งขึ้น
เมื่อลู่เถียนลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตะวันเบื้องนอกก็ลอยโด่งขึ้นสูงแล้ว ขณะที่นางยันตัวลุกขึ้นจากเตียง นางก็อดไม่ได้ที่จะสูดปากด้วยความเจ็บปวด
รู้สึกราวกับถูกทุบตีมาอย่างหนัก ความปวดเมื่อยแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง โดยเฉพาะตรงจุดกึ่งกลางกาย...
หากนี่ไม่ใช่วันแรกของการแต่งงาน ลู่เถียนคนเดิมตอนที่ยังอยู่บ้านสกุลลู่ คงจะนอนซมอยู่บนเตียงทั้งวันและไม่ยอมลุกขึ้นมาเด็ดขาด
ลู่เถียนถอนหายใจและลุกขึ้นอย่างจำยอมต่อโชคชะตา ระหว่างที่สวมเสื้อผ้า นางก็พบว่าบนร่างกายมีรอยจ้ำแดงจางบ้างเข้มบ้างเต็มไปหมด ผิวพรรณของนางบอบบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทุกที่ที่ฝ่ามือใหญ่ของสวี่อันลูบไล้ผ่าน จึงทิ้งร่องรอยของเขาเอาไว้ทั้งหมด
นางโกรธจนแทบคลั่ง!
พอนึกถึงสิ่งที่เขาทำกับนางเมื่อคืน ลู่เถียนก็สบถด่าเสียงขุ่น "ไอ้คนบ้าเอ๊ย!"
กว่านางจะก้าวออกจากห้อง เวลาก็ล่วงเลยจนเกือบจะเที่ยงวัน ลู่เถียนเดินผ่านห้องโถงหลักออกไปยังลานบ้าน และพบว่าเหลือนางอยู่บ้านเพียงคนเดียว
บนโต๊ะในห้องโถงมีชามสองใบวางคว่ำปิดหน้าไว้ ลู่เถียนเดินเข้าไปเปิดดู ก็พบว่าเป็นข้าวต้มหนึ่งชามและกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ อีกหนึ่งจาน อาหารเหล่านั้นเย็นชืดไปหมดแล้ว ดูเหมือนจะถูกวางทิ้งไว้นานพอสมควร