- หน้าแรก
- วันพีซ เนตรสังสาระ พลิกชะตาโลกโจรสลัด
- บทที่ 28 การประเมินผลปลายปีเริ่มขึ้น
บทที่ 28 การประเมินผลปลายปีเริ่มขึ้น
บทที่ 28 การประเมินผลปลายปีเริ่มขึ้น
บทที่ 28 การประเมินผลปลายปีเริ่มขึ้น
การสอบประเมินผลปลายปีใกล้เข้ามาทุกที
สถานที่สอบถูกจัดขึ้นที่ลานกว้างใจกลางมารีนฟอร์ด... ซึ่งจะเป็นสมรภูมิรบในอนาคตของ ‘สงครามมารีนฟอร์ด’
เช้าวันสอบ ลานกว้างเนืองแน่นไปด้วยผู้คน บนแท่นประธานมีเหล่านายทหารระดับสูงของศูนย์บัญชาการใหญ่นั่งประจำที่กันอย่างพร้อมหน้า
เซ็นโงคุ, การ์ป, ซึรุ, กิออน และพลเรือโทแห่งศูนย์บัญชาการคนอื่น ๆ ล้วนมากันครบ
แม้กระทั่งสามพลเรือเอก... อาคาอินุ, อาโอคิจิ และคิซารุ ก็มาร่วมชมการสอบในวันนี้ด้วย
อาคาอินุนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทีเย็นชา สายตากวาดมองฝูงชนที่ส่งเสียงจจอแจเบื้องล่าง ดูแปลกแยกจากบรรยากาศรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด
ตามปกติแล้ว ด้วยตำแหน่งและนิสัยอย่างเขา ไม่มีทางที่จะมาร่วมงานสอบเด็กใหม่แบบนี้เด็ดขาด นับตั้งแต่ขึ้นเป็นพลเรือเอก เขาก็กลายเป็นผู้นำ ‘สายเหยี่ยว’ ของกองทัพเรืออย่างเต็มตัว หมกมุ่นอยู่กับการทำตามความยุติธรรมในแบบของเขา อัตราการเข้างานแทบจะสูงสุดในบรรดาพลเรือเอก เรียกได้ว่าเป็น ‘พนักงานดีเด่น’ ของกองทัพเรือเลยก็ว่าได้
แต่ถึงจะแข็งแกร่งเพียงใด เขาก็ยังรู้สึกว่าลำพังตัวคนเดียวมันไม่พอ... จำนวนโจรสลัดมีมากเกินไป เขาตระหนักดีว่าลำพังเขาคนเดียวไม่สามารถกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากได้
นักเรียนรุ่นนี้อาจเป็นรุ่นสุดท้ายที่อาจารย์เซเฟอร์สอนด้วยตัวเอง แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับ ‘ความยุติธรรมที่ไม่สังหาร’ ของเซเฟอร์ แต่เขายอมรับในฝีมือการสอนของอาจารย์อย่างหมดใจ ดังนั้นเขาจึงอยากมาเฟ้นหาต้นกล้าชั้นดีเพื่อดึงเข้าสังกัดด้วยตัวเอง
โดยเฉพาะเด็กใหม่ที่ชื่อ อุจิวะ ชิกะ... ชื่อนี้เขาได้ยินผ่านหูมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งจากปากลูกน้องและจากเบื้องบน
เขาเหลือบมองคิซารุและอาโอคิจิที่นั่งขนาบข้าง แล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ไม่นึกว่าพวกแกสองคนจะมาด้วย แค่สอบเด็กใหม่แท้ ๆ สนใจขนาดนั้นเชียว?”
คิซารุนั่งไขว่ห้าง ตัดเล็บด้วยกรรไกรตัดเล็บอย่างสบายอารมณ์ ตอบด้วยน้ำเสียงยานคาง
“นั่งอุดอู้อยู่แต่ในห้องทำงานนาน ๆ มันน่าเบื่อนี่นา... ออกมาหาอะไรครึกครื้นดูบ้างก็ดีเหมือนกัน”
คนเดียวที่ไม่ได้นั่งไขว่ห้างคืออาโอคิจิ เขานั่งเท้าคางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา
“ในเมื่อพวกแกสองคนมา ชั้นจะมาด้วยก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่?”
อาคาอินุแค่นเสียงหึ ไม่พูดอะไรต่อ แต่อุณหภูมิรอบตัวเขากลับค่อย ๆ สูงขึ้น... อาโอคิจิที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ทางขวาก็ดูจะไม่ยี่หระต่อความร้อนที่แผ่ออกมา
เมื่อมองจากระยะไกล พื้นที่ที่ทั้งสองนั่งอยู่แบ่งออกเป็นสองสีชัดเจน... แดงและน้ำเงิน
เซ็นโงคุที่นั่งอยู่ตรงกลางสังเกตเห็นรอยร้าวระหว่างทั้งสองได้ทันที เขาขมวดคิ้วแล้วเคาะพนักเก้าอี้เบา ๆ สองสามที ทั้งสองคนถึงได้สงบลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เซ็นโงคุถอนหายใจเบา ๆ เขารู้ดีว่าต้นเหตุที่ทำให้อาคาอินุและอาโอคิจิไม่กินเส้นกัน มาจากเหตุการณ์ ‘บัสเตอร์คอล’ ที่โอฮาร่า
เดิมทีมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แม้อาโอคิจิจะไม่ค่อยเต็มใจทำภารกิจนั้นเท่าไหร่ แต่เขาก็ยอมทำตามคำสั่ง ปัญหามันเกิดตอนที่อาคาอินุสั่งยิงถล่มเรืออพยพที่มีพลเรือนอยู่เต็มลำ... อาโอคิจิทำได้แค่มองดูเรือลำนั้นจมลงต่อหน้าต่อตา ด้วยนิสัยของเขา ย่อมรับไม่ได้กับการกระทำที่โหดเหี้ยมเกินเหตุเช่นนั้น
ขากลับ ทั้งสองคนทะเลาะกันตลอดทางจนเกือบวางมวย เป็นเซ็นโงคุเองที่ต้องเข้าไปห้ามทัพ เรื่องถึงได้เงียบไปชั่วคราว... และหลังเหตุการณ์นั้น การกระทำของอาคาอินุก็ถูกใจรัฐบาลโลกอย่างมาก จนกลายเป็นผลงานสำคัญที่ส่งให้เขาได้เลื่อนขั้นเป็นพลเรือเอก
ต่อมาอาโอคิจิก็ได้ขึ้นเป็นพลเรือเอกเช่นกัน เมื่อทั้งคู่ต่างเป็นพลเรือเอกและยึดถือความยุติธรรมคนละรูปแบบ รอยร้าวนี้จึงยิ่งลึกขึ้น ถ้าไม่รีบประสานรอยร้าวนี้ สักวันมันต้องกลายเป็นระเบิดเวลาแน่ ๆ
แต่การจะประสานรอยร้าว มันพูดง่ายกว่าทำ... คิดแล้วเซ็นโงคุก็ปวดหัว
ความขัดแย้งของเบื้องบนไม่ได้ส่งผลต่อความคึกคักของเบื้องล่าง นอกจากนักเรียนที่เข้าสอบแล้ว วันนี้ยังมีนายทหารและพลทหารจากศูนย์บัญชาการมาร่วมชมมากมาย ทุกคนต่างวิจารณ์การสอบครั้งนี้อย่างออกรส
“ได้ยินไหม? รางวัลสอบคราวนี้มีทั้งดาบชั้นยอด แถมยังมีผลปีศาจด้วย!”
“ได้ยินสิ! ผลปีศาจนี่มันสมบัติแห่งท้องทะเลชัด ๆ ลูกนึงขายได้เป็นร้อยล้านเบรี! ให้ตายสิ ทำงานทหารเรือทั้งชาติยังหาเงินซื้อไม่ได้สักลูกเลยมั้ง!”
“นั่นสิ! ถ้ารู้ว่ารางวัลจะโหดขนาดนี้ ชั้นคงสมัครเข้าค่ายฝึกไปขำ ๆ แล้ว!”
“เลิกฝันเหอะ พวกที่เข้าค่ายฝึกได้มีแต่อัจฉริยะ ยิ่งค่ายฝึกหัวกะทิแบบนี้ยิ่งเป็นปีศาจในหมู่ทหารเรือ คิดว่าจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปได้ง่าย ๆ รึไง?”
“เออ ๆ เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว... รู้ไหมว่าใครเป็นตัวเต็งแชมป์คราวนี้?”
“ก็ต้องอุจิวะ ชิกะ สิ! ได้ยินชื่อนี้จนหูจะด้านแล้วเนี่ย!”
“ไม่แน่หรอก... เพราะรางวัลมันล่อตาล่อใจแบบนี้ พวกศิษย์เก่าฝีมือดีที่ออกไปฝึกภาคสนามแล้วก็รีบบึ่งกลับมาลงแข่งด้วยนะ... อุจิวะ ชิกะ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ยังเป็นแค่ ‘ดอกไม้ในเรือนกระจก’ ประสบการณ์สู้จริงยังน้อยนัก!”
“ศิษย์เก่าก็ลงแข่งได้เหรอ? แบบนี้ไม่เอาเปรียบเด็กปีหนึ่งแย่เหรอวะ?”
“ใครจะไปรู้? ศูนย์บัญชาการอนุมัติแล้วนี่ สงสัยมาตรฐานเด็กปีนี้จะสูงลิบมั้ง”
“เหอะ... ใครจะได้รางวัลก็ไม่เกี่ยวกับเราหรอก แต่ได้ดูพวกอัจฉริยะตีกันก็ถือว่าเปิดหูเปิดตาแล้ว”
“จริง... การต่อสู้ต้องมันส์หยดแน่!”
“รายชื่อจับคู่แบ่งสายออกแล้ว! การสอบกำลังจะเริ่มแล้ว ตั้งใจดูให้ดีล่ะ”
...
วันนี้ชิกะสวมชุดคลุมสีดำลายพัดอุจิวะตัวเก่ง เพราะการสอบอนุญาตให้ผู้เข้าแข่งขันสวมชุดที่ถนัดที่สุดได้
เขาได้รับข้อมูลคู่ต่อสู้คนแรกมาแล้ว หลังจากกวาดตามองแผ่นกระดาษในมือแวบเดียว ชิกะก็โยนมันทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
บริดจ์เห็นเข้าก็ชะโงกหน้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ชิกะ คู่ต่อสู้นายใครน่ะ?”
ชิกะยักไหล่
“ไม่รู้จัก รู้แค่ว่าชื่อคริส”
เห็นท่าทีสบาย ๆ ของชิกะ บริดจ์ก็เริ่มเปิดโหมดอวยทันที
“สมเป็นลูกพี่! ไม่แคร์เลยสินะว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร!”
เกรฟส์รีบเสริมขึ้นมาทันควัน
“แหงล่ะ... ไม่เหมือนใครบางคนหรอก ถือกระดาษแผ่นเดียวยับยู่ยี่ อ่านกลับไปกลับมาเป็นสิบรอบ พนันได้เลยว่าป่านนี้คงรู้ยันสีกางเกงในที่คู่ต่อสู้ใส่มาวันนี้แล้วมั้ง!”
บริดจ์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ หันไปถลึงตาใส่เกรฟส์
“แกจะไปรู้อะไรเจ้าโง่? นี่เขาเรียกว่าความรอบคอบ... รอบคอบน่ะเข้าใจไหม? แกสวดมนต์ภาวนาเถอะว่าอย่ามาเจอชั้นในรอบแบ่งกลุ่ม คราวนี้แหละชั้นจะอัดแกให้น่วมจนรู้ซึ้งเลยว่านรกมีจริง!”
นับตั้งแต่ได้รับ ‘ยาใจขนานใหญ่’ (คำปลุกใจ) จากชิกะในหอพักคราวที่แล้ว บริดจ์ก็ขยันฝึกซ้อมอย่างหนัก จนตอนนี้อยู่ในช่วง ‘มือใหม่หัดกร่าง’ (อีโก้พุ่ง) นอกจากชิกะแล้ว เขาไม่ยอมก้มหัวให้ใครทั้งนั้น
เกรฟส์เลิกคิ้ว ยิ้มเยาะที่มุมปากบนใบหน้าเถื่อน ๆ แล้วเอ่ยอย่างดูแคลน
“เออ จะรอนะ... บอกไว้ก่อนเลย ถ้าแกแพ้ แกต้องเป็นคนจุดซิการ์ให้ชั้นตลอดหนึ่งปีเต็ม และตอนจุดต้องพูดว่า ‘ลูกพี่ครับ ผู้น้อยจุดไฟถวายครับ!’ ด้วยนะโว้ย!”
บริดจ์ไม่ยอมน้อยหน้า สวนกลับทันทีว่าถ้าเกรฟส์แพ้ ก็ต้องทำแบบเดียวกัน แถมเกรฟส์ต้องเป็นคนออกค่าซิการ์ทั้งหมดด้วย!