- หน้าแรก
- ราชาแห่งโลกสองมิติ
- บทที่ 19: ข้อเสนอของถังอิน
บทที่ 19: ข้อเสนอของถังอิน
บทที่ 19: ข้อเสนอของถังอิน
อันที่จริงเซี่ยเหยียนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบรรณาธิการมาชี้แนะเลยสักนิด ในเมื่อผลงานที่เขานำมาเผยแพร่นั้นคือผลงานระดับปรมาจารย์ที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์จากโลกคู่ขนาน การปรับเปลี่ยนอะไรไปอาจจะเป็นแค่การหาเหาใส่หัวเปล่าๆ
"ด้วยความสำเร็จในตอนนี้ของนิยายเธอ ฉันเองก็ต้องจริงจังกับมันเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเบื้องบนของสำนักพิมพ์วรรณกรรมเมเปิ้ลแดงคงตำหนิการทำงานของฉันแน่ๆ ในฐานะนักเรียน เธอคงไม่มีเวลาแวะเวียนมาที่บริษัทบ่อยๆ เพื่อถกเรื่องต้นฉบับและโครงเรื่องกับฉันหรอก ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป ฉันจะแวะไปหาเธอที่บ้านตามแต่โอกาสจะอำนวย เพื่อตรวจทานต้นฉบับนิยายที่เธอเขียน เราจะได้พยายามขัดเกลาคุณภาพของนิยายให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันไม่อยากเห็น ยูธทริป กลายเป็นนิยายที่ต้นดีปลายร้ายหรอกนะ"
เซี่ยเหยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินดังนั้น
"เอ่อ ขอถามอีกสักเรื่องนะครับ แล้วถ้าเกิดโครงเรื่องในต้นฉบับที่ผมเขียนเสร็จมันไม่ตรงกับความคิดเห็นของคุณล่ะครับ? เราจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?"
"ฉันก็จะชี้แจงมุมมองของฉันให้เธอฟัง พร้อมอธิบายเหตุผลโดยอิงจากกระแสตลาด หลุมพรางที่มักพบในนิยาย และบทเรียนจากความผิดพลาดของนักเขียนรุ่นก่อนๆ เพื่อโน้มน้าวให้เธอแก้ไขโครงเรื่องนั่นแหละ" ถังอินตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"แต่ถ้าผมยังยืนกรานในความคิดของตัวเองล่ะครับ?" เซี่ยเหยียนถามเสียงขรึม
ถังอินเงียบไปหลายวินาที
"ความคิดเห็นของเธอจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ในกรณีนั้น หากความนิยมของนิยายลดลงหรือได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบ ความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกอยู่ที่เธอแต่เพียงผู้เดียว และหากถึงตอนนั้น สำนักพิมพ์วรรณกรรมเมเปิ้ลแดงตัดสินใจสั่งตัดจบนิยายของเธอ ฉันจะไม่ออกหน้าไกล่เกลี่ยให้เธอเด็ดขาด" ถังอินกล่าวเสียงเรียบ
"เข้าใจแล้วครับ ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่คุณว่ามาเลย" เซี่ยเหยียนพยักหน้ารับ
ยังไงเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธข้อเสนอของถังอินอยู่แล้ว สำหรับเค้าโครงเรื่องหลักๆ หากเธอขอให้เขาแก้ เขาก็คงไม่ยอมแก้แน่นอน
แต่การที่ถังอินจะแวะเวียนมาตรวจต้นฉบับที่บ้านเป็นระยะๆ ก็ใช่ว่าจะเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยๆ ในเรื่องการบรรยายและรายละเอียดของโครงเรื่อง เธอก็มีประสบการณ์โชกโชน หลังจากรับฟังคำแนะนำและแก้ไขบทนำของ ยูธทริป ทั้งสามบทตามคำชี้แนะของเธอแล้ว อรรถรสในการอ่านก็ลื่นไหลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บทสนทนาทางโทรศัพท์จบลงอย่างรวดเร็ว
ในออฟฟิศ ถังอินบิดขี้เกียจสุดแขน ชุดเดรสสีดำเข้ารูปเน้นทรวดทรงองค์เอวที่งดงามของเธอให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
"เจ็ดโมงยี่สิบแล้วสิเนี่ย ต้องทำโอทีอีกคืนแล้วสิ"
ถังอินเหลือบมองนาฬิกา ไม่รอช้า รีบต่อสายหาซ่งหลิงอวิ๋นทันที
บ้านของซ่งหลิงอวิ๋นตั้งอยู่ในหมู่บ้านวิลล่าหรูทางตอนเหนือของเมือง ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของเศรษฐีผู้มีชื่อเสียงในหนานเฉิง และอาจจะรวมถึงมณฑลหนานด้วยซ้ำ
ในยามค่ำคืน เธอนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงในห้องนอน สายตาจดจ่ออยู่กับหนังสือในมือ
เธออ่านบทแรกของ ยูธทริป วนไปมาเป็นรอบที่สามแล้ว
ทั้งการพบกันครั้งแรกของฟุตาบะและโคว ความเข้าใจผิด การจากลา การกลับมาพบกันอีกครั้งในสามปีต่อมา และบทสนทนาในเรื่อง...
ซ่งหลิงอวิ๋นยกท่อนแขนขาวเนียนขึ้นก่ายหน้าผาก บังแสงไฟจากเพดาน
ในความมืดมิดหลังเปลือกตาที่ปิดสนิท ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ก็ฉายชัดขึ้นในห้วงคำนึง
สายฝนในนิยายเรื่องนั้น เด็กหนุ่มขี้อาย เด็กสาวผู้ไร้เดียงสา คำพูดจากความเข้าใจผิดที่หลุดออกจากปากเด็กสาว การกลับมาพบกันในอีกสามปีให้หลัง และคำพูดของเด็กหนุ่มที่ว่า "ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้หรอก!"
ทุกสิ่งทุกอย่างในเนื้อเรื่องราวกับปะติดปะต่อเป็นภาพอันแจ่มชัด สร้างความรู้สึกเศร้าหมองจางๆ ให้ก่อตัวขึ้นในใจของซ่งหลิงอวิ๋น
"เขาเขียนได้ดีเหลือเกิน" ซ่งหลิงอวิ๋นผุดลุกขึ้นจากเตียงแล้วมองดูตัวเองในกระจก
ในชุดนักเรียนสีขาวดำ รูปร่างของเธออรชรอ้อนแอ้น หน้าตาสะสวยหมดจด ทว่าในยามนี้ ใบหน้างามกลับฉายแววหงุดหงิดระคนน้อยใจ
เพราะเธอรู้ดีว่า หากวัดกันที่ความสนุกของบทแรกเพียงอย่างเดียว ยูธทริป นั้นเหนือกว่า แสงดาวเมื่อวันวาน ของเธออย่างเทียบไม่ติด
"แต่... เขาเป็นเด็กผู้ชายนะ! ทำไมเขาถึงเขียนไลต์โนเวลรักหวานแหววของเด็กผู้หญิงออกมาได้ลึกซึ้งขนาดนี้ล่ะ?" ประกายแห่งความสับสนและไม่ยอมแพ้วูบไหวในดวงตาของซ่งหลิงอวิ๋น
ยูธทริป ของเซี่ยเหยียนมีความละเอียดอ่อนยิ่งกว่านิยายที่เด็กผู้หญิงอย่างเธอเขียนเสียอีก แถมการสร้างตัวละครนางเอกก็น่ารักน่าเอ็นดูเสียจนเหนือกว่าตัวละครหญิงที่เธอซึ่งเป็นผู้หญิงแท้ๆ สร้างขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ มันออกจะทำใจยอมรับได้ยากไปสักหน่อย
"ไม่สิ! อย่าเพิ่งท้อแท้ นิยายเพิ่งจะลงตอนแรกเอง ยังไม่ถือว่าแพ้หรอกน่า"
ซ่งหลิงอวิ๋นมองตัวเองในกระจก พยายามปลุกปลอบใจตัวเอง
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก! เสี่ยวอวิ๋น ถ้าลูกเหนื่อยก็รีบนอนนะลูก อย่ามัวแต่อ่านหนังสือจนดึกดื่นล่ะ"
เสียงแม่เคาะประตูเรียกดังมาจากด้านนอก
"เข้าใจแล้วค่ะแม่" ซ่งหลิงอวิ๋นรีบขานรับ หัวใจเต้นโครมคราม
ต้นฉบับนิยายยังวางหราอยู่บนโต๊ะ ถ้าแม่พรวดพราดเข้ามาเห็นเข้า เธอคงไม่รู้จะสรรหาคำอธิบายไหนมาแก้ตัวแน่ๆ
แต่จะให้เธอนอนตอนนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะตามแผนที่วางไว้ คืนนี้เธอต้องปั่นนิยายให้ได้ห้าพันคำ
"กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!"
เสียงโทรศัพท์มือถือบนเตียงดังขึ้น ซ่งหลิงอวิ๋นเห็นว่าเป็นสายจากถังอินก็รีบตะครุบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายราวกับติดปีกบิน
เนื้อหาที่ถังอินโทรมาคุยก็เป็นเรื่องเดียวกับที่คุยกับเซี่ยเหยียนไปก่อนหน้านี้
ต่างกันก็แค่ผลตอบรับของนิยายที่แจ้งให้ซ่งหลิงอวิ๋นทราบเท่านั้น
"อันดับเจ็ดในคะแนนโหวต และอันดับสามในคะแนนความนิยม จากนิยายทั้งหมดสิบสามเรื่องในนิตยสารฉบับนี้เหรอคะ?" น้ำเสียงของซ่งหลิงอวิ๋นแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด
"เป็นอะไรไปล่ะ? ได้ผลตอบรับขนาดนี้ ดูเธอไม่ค่อยดีใจเลยนะ" ถังอินถามจากปลายสาย
"เปล่าค่ะ ฉันดีใจมากๆ เลย!" ซ่งหลิงอวิ๋นรีบปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวล
แต่ในความเป็นจริง เธอไม่สนข้อมูลอื่นใดนอกจากอันดับหนึ่งเท่านั้นแหละ
อันดับสาม? อันดับเจ็ด?
อันดับพรรค์นี้มันอะไรกัน! น่าเหลือเชื่อที่สุด
นี่เป็นอันดับที่เธอไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิตการเรียนกว่าสิบปี
ทว่า การเขียนนิยายก็ไม่ใช่การเรียนหนังสือ
และโลกแห่งความเป็นจริงในสายอาชีพนี้ก็ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนในโรงเรียน
แม้ซ่งหลิงอวิ๋นจะรู้สึกท้อแท้ แต่เปลวไฟแห่งการต่อสู้ก็ลุกโชนขึ้นมาในใจทันที
"เอ่อ บรรณาธิการถังอินคะ—"
"ฉันบอกตั้งหลายรอบแล้วไงว่าเรียกแค่ถังอินก็พอ ฉันชินกับแบบนั้นมากกว่า"
"ถัง... ถังอิน ฉันอยากรู้ว่า ยูธทริป นิยายที่เพิ่งลงตีพิมพ์ตอนแรกในนิตยสารฉบับนี้พร้อมกับ แสงดาวเมื่อวันวาน ได้ผลตอบรับเป็นยังไงบ้างคะ?"
"นิยายเรื่องนั้นน่ะเหรอ บอกตามตรงว่าน่าทึ่งมาก ได้อันดับสี่ในคะแนนโหวต แถมยังได้คะแนนความนิยมถึงเก้าจุดสองคะแนน คว้าอันดับหนึ่งจากนิยายทั้งหมดสิบสามเรื่องไปครองเลยล่ะ" ถังอินนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยปลอบใจ
"แต่ก็อย่าเพิ่งท้อไปเลย บทแรกทำผลงานได้ดีก็ใช่ว่าจะรักษามาตรฐานไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง ฉันเชื่อมั่นนะว่า แสงดาวเมื่อวันวาน ของเธอจะไล่ตามและแซงหน้า ยูธทริป ไปได้ในที่สุด"
ซ่งหลิงอวิ๋นสูดหายใจลึกๆ สองสามครั้งเมื่อได้ยินคำตอบ
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เธอพ่ายแพ้ให้กับนิยายเรื่องนั้น
ถึงจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่พอได้รับรู้ความจริง มันก็ยังยากที่จะทำใจยอมรับอยู่ดี
"เข้าใจแล้วค่ะ ถังอิน... ฉันจะ... ฉันจะพยายามให้เต็มที่ค่ะ"
บทสนทนาหลังจากนั้นวนเวียนอยู่กับเรื่องการตรวจทานต้นฉบับของถังอิน
"ตรวจต้นฉบับถึงบ้านเลยเหรอคะ?" พอได้ยินข้อเสนอนี้ ซ่งหลิงอวิ๋นก็แทบจะสติแตก
ถ้าถังอินมาหาที่บ้าน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ? ความลับที่ว่าซ่งหลิงอวิ๋นแอบอู้งานเรียนมานั่งปั่นนิยายลงนิตยสารทุกคืนก็แตกกันพอดีสิ!
"เอ่อ ถังอินคะ เราเลื่อนเรื่องนี้ไปเป็นช่วงสุดสัปดาห์ได้ไหมคะ? เดี๋ยวฉันเอาต้นฉบับไปให้ที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมเมเปิ้ลแดงเอง แล้วค่อยคุยเรื่องแก้พล็อตกับคุณที่นั่นเลย" ซ่งหลิงอวิ๋นต่อรอง
"ทำไมล่ะ?"
ซ่งหลิงอวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอ้อมแอ้มอธิบายสถานการณ์ในการเขียนนิยายของเธอให้ฟังอย่างระมัดระวัง
"ทางบ้านคงไม่สนับสนุนให้เธอเขียนนิยาย เธอเลยต้องแอบเขียนงั้นสิ?" ถังอินขมวดคิ้วเมื่อได้ฟัง
"แต่บริษัทเราปิดทำการช่วงเสาร์อาทิตย์นะ แถมฉันก็มีธุระอื่นต้องทำช่วงสุดสัปดาห์เหมือนกัน!"
คำพูดของถังอินดังทะลุโทรศัพท์มาเข้าหูซ่งหลิงอวิ๋น
"แต่ในเมื่อนิยายของเธอทำผลงานได้ดีขนาดนี้ ในฐานะบรรณาธิการ ฉันจะปล่อยปละละเลย รอรับต้นฉบับแค่สัปดาห์ละครั้งไม่ได้หรอก มันเสี่ยงเกินไป ยิ่งเธอเป็นนักเขียนหน้าใหม่ด้วย โอกาสที่เนื้อเรื่องจะออกทะเลหรือไปตกม้าตายตอนจบมันยิ่งมีสูงมาก"
ถังอินครุ่นคิดอยู่นานนับครึ่งนาที ส่วนซ่งหลิงอวิ๋นที่อยู่ปลายสายก็รู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ในที่สุด ถังอินก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"ตอนค่ำเธอพอจะออกมาข้างนอกได้ไหม?" ถังอินถาม
"ออกไปข้างนอกเหรอคะ?" ซ่งหลิงอวิ๋นคิดตามแล้วตอบ
"ก็น่าจะพอไหวค่ะ ฉันใช้ข้ออ้างว่าไปเรียนพิเศษเปียโน ศิลปะ จัดดอกไม้ หรือไม่ก็ชงชาได้ แล้วก็เรียนยาวไปจนเกือบเที่ยงคืนเลย"
"หืม ว่างขนาดนั้นเลยเหรอ?" ถังอินประหลาดใจ
"ก็ที่บ้านไว้ใจฉันมากน่ะค่ะ แล้วฉันก็เรียนหนักแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว นอกเหนือจากเวลาเรียนปกติ ตารางเวลาว่างของฉันก็อัดแน่นไปด้วยค่ายโอลิมปิกวิชาการ ร้องเพลง ศิลปะ แล้วก็เคนโด้ ทางบ้านชินแล้วล่ะค่ะ"
"แล้วปกติเธอมีงานอดิเรกอะไรบ้างไหม?"
"ก็... แอบอ่านนิยายในห้อง... แล้วก็แอบแต่งนิยายด้วยค่ะ ขืนดูอนิเมะหรือเล่นเกม เสียงมันดังเดี๋ยวจะความแตกเอาได้ แต่การอ่านนิยายมันต่างออกไป มันปลอดภัย มิดชิด แล้วก็ซ่อนง่ายด้วย" น้ำเสียงของซ่งหลิงอวิ๋นดูผ่อนคลายลงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
เป็นเพราะอีกฝ่ายคือบรรณาธิการที่ไว้ใจได้เพียงคนเดียวที่รู้ว่าเธอกำลังแต่งไลต์โนเวล ซ่งหลิงอวิ๋นจึงยอมเปิดอกเล่าเรื่องตัวเองมากขึ้นอีกนิด
วัยเด็กของเธอมันช่าง... น่าเวทนาเสียจริง
สีหน้าของถังอินเจื่อนลง แต่เธอกลืนคำพูดแทงใจดำเหล่านั้นลงคอไป
"เอาล่ะ ฉันเข้าใจสถานการณ์ของเธอแล้ว เธอไม่สะดวกให้ฉันไปหาที่บ้าน แต่ช่วงวันธรรมดาเธอก็ติดเรียน มาคุยเรื่องเนื้อหาและทิศทางของนิยายกับฉันที่สำนักพิมพ์ไม่ได้ ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉันก็ไม่ทำงานแถมมีธุระส่วนตัวอีก"
"ถ้าอย่างนั้น เวลาเดียวที่เราจะมาลุยเรื่องนิยายกันได้ก็คือช่วงค่ำวันธรรมดา ถ้าเธอพอจะปลีกตัวออกมาตอนค่ำได้ การหาสถานที่อื่นเพื่อจัดการเรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องจัดตารางเวลาให้ลงตัว... ขอฉันคิดดูก่อนนะ"
ถังอินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเปล่งประกาย
"เธอคงไม่รังเกียจใช่ไหม ถ้าจะมีคนอื่นอยู่ด้วยตอนที่เราคุยเรื่องพล็อตนิยาย?"
"คนอื่นเหรอคะ? ใครกัน?" ซ่งหลิงอวิ๋นถามทันที
"ผู้แต่ง ยูธทริป ไงล่ะ เขาเป็นนักเขียนในความดูแลของฉันเหมือนกับเธอนั่นแหละ นิยายของพวกเธอทั้งคู่ต่างก็ต้องการการตรวจทานจากฉัน และอาจจะรวมถึงคำแนะนำเรื่องทิศทางของพล็อตด้วยในระดับหนึ่ง และเวลาที่ว่างตรงกันก็มีแค่ช่วงค่ำวันจันทร์ถึงศุกร์เท่านั้น ถ้าเธอตกลง มันจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานฉันไปได้โขเลยล่ะ ฉันจะได้ไม่ต้องวิ่งรอกไปมาให้เสียเวลา"
"เอ๊ะ? ใช่ 'ย่วนฉิง' คนนั้นหรือเปล่าคะ?"
"อืม ใช่คนนั้นแหละ ยังไงซะพวกเธอทั้งคู่ก็เป็นนักเขียนไลต์โนเวลหน้าใหม่ อายุอานามก็รุ่นราวคราวเดียวกัน แถมยัง..." ถังอินรีบหุบปากฉับ เกือบหลุดปากไปแล้วว่าเซี่ยเหยียนกับซ่งหลิงอวิ๋นเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน
"เขาเป็นคนเข้าถึงยากไหมคะ?" ซ่งหลิงอวิ๋นถาม
"ไม่หรอก อันที่จริงฉันว่าเขาคุยง่ายจะตาย ถึงเขาจะไม่ค่อยกระตือรือร้นกับคนอื่นเท่าไหร่ แต่การทำงานร่วมกับเขาก็สบายใจดีนะ แล้วสำหรับนักเขียนหน้าใหม่สองคน การได้ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก็น่าจะช่วยพัฒนาฝีมือการเขียนได้ด้วย ว่าไงล่ะ? ถ้าเธอโอเคกับข้อเสนอของฉัน ฉันจะได้ไปคุยกับเขาดู แล้วฉันจะตัดสินใจทำแบบนี้ก็ต่อเมื่อฉันเคลียร์กับเขาเรียบร้อยแล้วว่าเขาจะปิดเรื่องตัวตนของเธอเป็นความลับ" ถังอินอธิบาย
"ฉัน... ฉัน..." ซ่งหลิงอวิ๋นลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
"ตกลงค่ะ"