- หน้าแรก
- ราชาแห่งโลกสองมิติ
- บทที่ 7: คำแนะนำจากบรรณาธิการ
บทที่ 7: คำแนะนำจากบรรณาธิการ
บทที่ 7: คำแนะนำจากบรรณาธิการ
"ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอรู้เรื่องของสำนักพิมพ์เรามากน้อยแค่ไหน แต่ฉันจะอธิบายคร่าวๆ ให้ฟัง สำนักพิมพ์วรรณกรรมเมเปิ้ลแดง มีนิตยสารในเครือทั้งเล็กและใหญ่รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยสามเล่ม ถือเป็นหนึ่งในห้าสำนักพิมพ์นิตยสารนิยายรายใหญ่ในมณฑลหนาน ในบรรดานิตยสารร้อยกว่าเล่มนี้ มีทั้งรายปักษ์ รายสัปดาห์ รายเดือน ไปจนถึงรายปี"
ข้อมูลพวกนี้ เซี่ยเหยียนพอจะรู้อยู่แล้ว
วัฒนธรรมสองมิติในอาณาจักรมังกรนั้นเฟื่องฟูมาก แต่ต่างจากโลกคู่ขนาน นิตยสารอนิเมะและนิยายในประเทศฮวาในความทรงจำเรื่องโลกคู่ขนานของเซี่ยเหยียน ส่วนใหญ่จะเป็นรายปักษ์หรือรายเดือน
ส่วนในประเทศหมู่เกาะ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดการเผยแพร่วัฒนธรรมสองมิติในโลกนั้น ไลต์โนเวลมักจะตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเดี่ยว โดยมีระยะเวลาวางแผงไม่แน่นอน ในขณะที่มังงะและอนิเมชั่นจะอัปเดตเป็นรายสัปดาห์
สำหรับไลต์โนเวลในอาณาจักรมังกร โดยพื้นฐานแล้วจะตีพิมพ์แบบเป็นตอนๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับตอนที่อาจารย์จินเริ่มตีพิมพ์นิยายกำลังภายในลงหนังสือพิมพ์รายวันในโลกคู่ขนาน
อย่างไรก็ตาม ไลต์โนเวลที่โด่งดังจากการตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในอาณาจักรมังกร มักจะถูกนำมารวมเล่มขายอีกครั้ง ก็แหงล่ะ ถ้าหาเงินรอบสองได้ ใครล่ะจะไม่อยากได้?
หากมองในมุมนี้ รูปแบบการตีพิมพ์ของไลต์โนเวลและคอมมิคในอาณาจักรมังกรก็แทบจะเหมือนกัน ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ผลงาน
ยิ่งภูมิภาคไหนมีวัฒนธรรมที่พัฒนาไปไกล ตารางการอัปเดตผลงานก็จะยิ่งเข้มงวดมากขึ้นเท่านั้น
ในอุตสาหกรรมไลต์โนเวลของอาณาจักรมังกร นิตยสารไลต์โนเวลยอดฮิตบางเล่มถึงกับตีพิมพ์ทุกๆ สามวันเลยทีเดียว
จำนวนคำของนิยายแต่ละเรื่องที่ลงในนิตยสารแต่ละฉบับมักจะอยู่ที่ราวๆ หนึ่งถึงสองหมื่นคำ ความเร็วในการอัปเดตระดับทุกๆ สามวันแบบนี้ เทียบได้กับนิยายออนไลน์ในโลกคู่ขนานเลยทีเดียว ต่างกันแค่ว่าอันหนึ่งตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม ส่วนอีกอันอ่านบนอินเทอร์เน็ต
ก็นะ ในอาณาจักรมังกรที่มีประชากรมากกว่าพันล้านคน บางคนเขียนนิยายได้ดี บางคนเขียนได้เร็ว แต่ถ้าจะโดดเด่นในอุตสาหกรรมอันโหดร้ายนี้ได้ คุณต้องเขียนให้ทั้งดีและเร็ว ต้องตามความเร็วในการตีพิมพ์ของนิตยสารรายปักษ์ให้ทัน
หากจะยึดเป็นอาชีพ ก็ต้องทนรับความเร็วและรักษาคุณภาพการสร้างสรรค์ระดับนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้น ในอาณาจักรมังกรก็ยังมีโรงงานอีกเพียบที่รับสมัครคนงาน ซึ่งไม่ได้มีข้อเรียกร้องทางวิชาชีพมากมายนัก
"จากสถานการณ์ของเธอ นิตยสารยอดขายอันดับหนึ่งของสำนักพิมพ์เราอย่าง 'เมเปิ้ลสีชาด' คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะทางกองบรรณาธิการคงไม่ยอมให้นักเขียนหน้าใหม่ที่ยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน มาลองวิชาในนิตยสารหัวหอกของสำนักพิมพ์หรอก" ถังอินอธิบายอย่างใจเย็น
เมเปิ้ลสีชาด นิตยสารไลต์โนเวลที่มียอดตีพิมพ์สูงสุดของสำนักพิมพ์วรรณกรรมเมเปิ้ลแดง ด้วยยอดพิมพ์ที่แกว่งอยู่ราวๆ เจ็ดแสนเล่ม เป็นนิตยสารรายปักษ์ขนานแท้ แน่นอนว่าแม้จะเรียกว่ารายปักษ์ แต่เพื่อสร้างนิสัยการซื้อให้ผู้อ่าน จริงๆ แล้วมันจะวางแผงทุกวันพุธและวันอาทิตย์ โดยเว้นระยะห่างสามวันและสี่วันสลับกันไป
เมื่อเซี่ยเหยียนได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แม้เขาจะรู้ว่ามันสมเหตุสมผลก็ตาม
"เอาจริงๆ ในมุมมองของฉัน ยูธทริป ของเธอน่าสนใจกว่านิยายหลายเรื่องที่ตีพิมพ์ในนิตยสารเมเปิ้ลสีชาดเสียอีก แต่ปัญหาคือ... ประสบการณ์ของเธอ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเราไม่ชอบความเสี่ยง เพราะงั้น พ่อหนุ่ม พยายามเข้าล่ะ สั่งสมผลงานตีพิมพ์นิยายให้ได้สักระยะ ในอนาคตการจะได้ลงผลงานในเมเปิ้ลสีชาดก็คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ" ถังอินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ส่วนนิตยสารในเครือที่เหมาะกับนิยายแนว ยูธทริป ของเธอ แล้วช่วงนี้บังเอิญมีนิยายที่กำลังจะจบ หรือถูกตัดจบจนมีโควตาว่าง... มีอยู่สามเล่ม" ถังอินพูดต่อ
"เล่มแรก 'ตามหาสุรเสียง' มีโควตาว่างหนึ่งที่ เล่มที่สอง 'ประกายแสงผ่านเลย' มีโควตาว่างสองที่ เล่มที่สาม 'ดวงใจสีส้ม' เล่มนี้เพิ่งมีโควตาว่างสามที่"
นิตยสารทั้งสามเล่มนี้ ล้วนเน้นไปที่ไลต์โนเวลแนวรักตาหวาน
ตามหาสุรเสียง มียอดพิมพ์ฉบับละราวหนึ่งแสนสามหมื่นเล่ม ถือเป็นนิตยสารนิยายที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในเครือวรรณกรรมเมเปิ้ลแดง
ดวงใจสีส้ม มียอดพิมพ์ฉบับละแค่สามหมื่นเล่ม จัดว่าเป็นนิตยสารเฉพาะกลุ่มของวรรณกรรมเมเปิ้ลแดง
ส่วน ประกายแสงผ่านเลย มียอดพิมพ์ฉบับละสองแสนห้าหมื่นเล่ม บางครั้งก็ทะลุสามแสนเล่ม ทำให้เป็นนิตยสารตีพิมพ์ต่อเนื่องที่มียอดพิมพ์สูงสุดเป็นอันดับสามของวรรณกรรมเมเปิ้ลแดง นิยายส่วนใหญ่ที่ได้ลงในเล่มนี้ ล้วนเป็นต้นฉบับคุณภาพสูงที่พ่ายแพ้ให้กับนิยายคุณภาพสูงกว่าในที่ประชุมพิจารณา ทำให้พลาดโอกาสลงในเมเปิ้ลสีชาดไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตาม สำนักพิมพ์ก็ทิ้งต้นฉบับเหล่านี้ไปไม่ได้ ดังนั้นจึงอาจมองได้ว่ามันเป็นศูนย์รวมของนิยายที่อยากลงในเมเปิ้ลสีชาดแต่สอบตกนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น นิตยสารประกายแสงผ่านเลยยังต่างจากเมเปิ้ลสีชาด เมเปิ้ลสีชาดไม่มีทางตีพิมพ์นิยายของนักเขียนหน้าใหม่เด็ดขาด แต่ประกายแสงผ่านเลยนั้นต่างออกไป ตราบใดที่ทุกคนในที่ประชุมพิจารณาเห็นพ้องต้องกัน ผลงานของหน้าใหม่ก็มีสิทธิ์ได้ตีพิมพ์
หลังจากการอธิบายของถังอิน เซี่ยเหยียนก็พอจะเข้าใจจุดยืนของนิตยสารทั้งสามเล่มนี้แล้ว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ ประกายแสงผ่านเลย รองลงมาคือ ตามหาสุรเสียง
ยอดพิมพ์ของนิตยสารเป็นตัวกำหนดการเข้าถึงของผลงาน ไม่ว่าผลงานจะดีแค่ไหน หากไปลงในนิตยสารที่มีคนซื้อแค่สองสามหมื่นคน อิทธิพลของมันก็ไม่มีทางแผ่ขยายไปได้
นอกจากนี้ ค่าลิขสิทธิ์ที่เซี่ยเหยียนจะได้รับ ก็ผูกพันกับแพลตฟอร์มนิตยสารที่ตีพิมพ์นิยายเรื่องนั้นด้วย
"ดังนั้น ฉันจะช่วยให้ ยูธทริป ของเธอได้มีโอกาสแข่งขันเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสารสามเล่มนี้ ในที่ประชุมพิจารณามะรืนนี้ แต่ฉันต้องแจ้งให้เธอทราบก่อน เธอมีความเห็นหรือมีไอเดียอะไรอยากจะบอกไหม?" ถังอินประสานนิ้วมือ วางคางเกยบนหลังมือขาวผ่อง พลางจ้องมองเซี่ยเหยียน
"ผมรับได้ถ้ายูธทริปจะได้ลงในประกายแสงผ่านเลยหรือตามหาสุรเสียง แต่สำหรับดวงใจสีส้ม ขอผ่านดีกว่าครับ" เซี่ยเหยียนกล่าว
นิตยสารที่มียอดพิมพ์แค่สามหมื่น คงให้ค่าลิขสิทธิ์แค่พื้นๆ และที่สำคัญที่สุด มันจะเป็นการเสียของสำหรับผลงานอย่าง ยูธทริป
ท้ายที่สุดแล้ว มันคือผลงานที่ฝ่าฟันอุตสาหกรรมอันโหดร้ายในญี่ปุ่นของโลกคู่ขนาน ซึ่งก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าโลกสองมิติของอาณาจักรมังกรเลย จากมังงะธรรมดาๆ ก้าวขึ้นมาเป็นอนิเมะ ภาพยนตร์ และนิยาย เนื้อเรื่องที่เซี่ยเหยียนให้ถังอินดู ยังไม่ถึงแก่นแท้ของเรื่องราวด้วยซ้ำ
ความยอดเยี่ยมที่แท้จริงของผลงานชิ้นนี้ มีมากกว่าความประทับใจที่ถังอินได้รับจากนิยายสามบทแรกหลายขุม
อันที่จริง เอาไปลงในเมเปิ้ลสีชาดก็ยังเหลือเฟือ คุณภาพของผลงานชิ้นนี้อยู่ในระดับท็อปฟอร์ม แต่เพราะเขาเป็นแค่หน้าใหม่ในวงการนิยาย และผู้บริหารระดับสูงไม่ยอมให้ตีพิมพ์ เขาก็เลยทำอะไรไม่ได้
ทว่า ไม่ว่าเซี่ยเหยียนจะเอาไปส่งสำนักพิมพ์ไหน สถานการณ์พื้นฐานแบบนี้ก็ไม่มีทางเปลี่ยน ดังนั้น เซี่ยเหยียนจึงรับได้หากผลงานเรื่องนี้จะได้ตีพิมพ์ในนิตยสารอย่างประกายแสงผ่านเลยหรือตามหาสุรเสียง ที่มียอดขายหลักหมื่นหรือสองสามแสนเล่มต่อฉบับ แต่ถ้าต้องไปลงในดวงใจสีส้มนั่น เซี่ยเหยียนยอมเอา ยูธทริป ไปส่งให้สำนักพิมพ์อื่นเสียยังดีกว่า
"เข้าใจแล้ว ฉันเคารพการตัดสินใจของเธอ" ถังอินนิ่งไปสองสามวินาทีแล้วพยักหน้า
"ถ้าอย่างนั้น ถือว่าความตั้งใจในการร่วมมือเบื้องต้นของเราตรงกันแล้วนะ" ถังอินยิ้ม บรรยากาศในห้องทำงานก็ดูสดใสขึ้นมาทันตา
ถังอินยื่นมือเรียวขาวผ่องไปทางเซี่ยเหยียน
"หวังว่าเราจะร่วมงานกันด้วยดีนะ! ถ้าทุกอย่างราบรื่น อีกสามวัน เธอจะได้เป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายภายใต้การดูแลของฉัน!"
เซี่ยเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปจับมือเธอ
นุ่มนวล เย็นนิดๆ แต่ก็หนักแน่น
"เซี่ยเหยียน ถึงแม้ผลงานของเธอจะยังไม่ผ่านมติในที่ประชุม แต่ในมุมมองของฉัน ฉันต้องเตือนเธอไว้ก่อนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ทางที่ดีเธอควรใช้ช่วงเวลานี้ ก่อนที่นิยายจะเริ่มตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ คิดเนื้อเรื่องตอนต่อไปของ ยูธทริป ให้กระจ่าง" ถังอินกล่าวพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าอันงดงาม
"แม้ผลการประชุมจะยังไม่รู้หมู่รู้จ่า แต่เธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมเผื่อว่าผลงานจะผ่านการอนุมัติ ทั้งประกายแสงผ่านเลยและตามหาสุรเสียงเป็นนิตยสารรายปักษ์ วางแผงพร้อมกันทั่วทั้งมณฑลหนานทุกวันพุธและวันอาทิตย์ นิยายความยาวสิบห้าบท ใช้เวลาตีพิมพ์แค่เดือนสองเดือนก็จบแล้ว ถึงตอนนั้น อย่ามาบอกฉันนะว่าสมองตันหรือขาดแรงบันดาลใจตอนใกล้เดดไลน์ส่งต้นฉบับ จนทำให้ส่งงานไม่ทัน"
"ถึงเวลานั้น ฉันจะตามไปทวงต้นฉบับถึงบ้านเลย ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน ต่อให้ต้องบังคับให้เธอถลึงตาตื่นติดกันสามวันสามคืน ฉันก็จะรีดเร้นพลังทั้งหมดของเธอออกมา เพื่อให้เธอทำงานเสร็จตรงเวลา... และส่งต้นฉบับได้อย่างราบรื่น" พูดถึงตรงนี้ ถังอินคงรู้สึกว่าคำพูดของตัวเองดูคลุมเครือไปหน่อย เลยพูดเสริมขึ้นมาอีกสองประโยค
"อีกอย่าง ถ้านิยายของเธอออกทะเลกลางคัน สำนักพิมพ์จะเป็นฝ่ายตัดจบผลงานของเธอเอง แต่ในฐานะนักเขียนที่มีสัญญาผูกมัด เธอจะหายตัวไปดื้อๆ ไม่ได้เด็ดขาด และที่สำคัญ เธอจะขอเทนิยายทิ้งหรือหยุดอัปเดตกลางคันไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้น..."
ใบหน้าของถังอินยังมีรอยยิ้มอันสงบเยือกเย็นประดับอยู่ แต่น้ำเสียงกลับแฝงความอันตรายไว้ลึกๆ
"ไม่อย่างนั้น ถึงตอนนั้นฉันคงคุยด้วยไม่จบง่ายๆ แน่"
เซี่ยเหยียนได้ยินดังนั้นหัวใจก็หล่นวูบ
เขารู้ตัวดี
เขาเพิ่งรู้เนื้อเรื่องแค่ครึ่งแรกของ ยูธทริป จริงๆ
แต่ในเวลานี้ ลูกผู้ชายจะมาแสดงความอ่อนแอให้เห็นไม่ได้
"ไม่ต้องห่วงครับ บรรณาธิการถัง ในเมื่อผม เซี่ยเหยียน กล้าก้าวเข้าสู่วงการไลต์โนเวล ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเจอกับอาการสมองตันหรอกครับ จนถึงตอนนี้ เส้นทางการเป็นนักเขียนของผมราบรื่นมาตลอด ความคิดแล่นฉิวไม่มีสะดุด เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้ อนาคตก็จะต้องเป็นแบบนี้แน่นอน คำว่าหยุดอัปเดต ดองงาน ตัดจบห่วยๆ หรือเทนิยายทิ้ง... ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมชีวิตผมหรอกครับ"
สีหน้าของเซี่ยเหยียนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น น้ำเสียงหนักแน่นกังวาน จนเขาเองยังอินไปกับอารมณ์เสแสร้งของตัวเองเลย
"แบบนั้นก็ดี"
ถังอินนั่งลง เอียงคอเล็กน้อย นัยน์ตาใสกระจ่างดั่งน้ำพุจับจ้องใบหน้าเซี่ยเหยียนอย่างพินิจพิเคราะห์ ท้ายที่สุดเธอก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"คราวหน้าอย่าเรียกฉันว่าบรรณาธิการถังอีกนะ ฉันไม่ชอบคำเรียกแบบนั้นเลย มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนพวกบรรณาธิการแก่ๆ แถมยังทำให้รู้สึกแก่ด้วย ต่อไปเรียกฉันด้วยชื่อ ถังอิน ก็พอ"
"งั้นเรียก พี่ถัง ดีไหมครับ?" เซี่ยเหยียนยังรู้สึกว่าเรียกชื่อเฉยๆ มันไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
"ตอนฉันเด็กๆ มีคนเรียกป้าฉันว่า 'พี่ถัง' ตั้งเยอะแยะ ฉันเลยไม่ชอบคำเรียกนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ"
เซี่ยเหยียนเห็นถังอินหรี่ตาลงเล็กน้อย ก็รีบเปลี่ยนสรรพนามตามน้ำไปทันที
"ถังอิน"
ถังอินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
"เอาล่ะ ฉันไม่กวนเวลาเธอแล้ว อย่างช้าที่สุดอีกสามวัน เธอจะได้รู้ผลการพิจารณา ยูธทริป จากที่ประชุมของสำนักพิมพ์วรรณกรรมเมเปิ้ลแดงของเรา"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยเหยียนก็รีบขอตัวออกจากห้องทำงานของถังอินทันที
พูดตามตรง ช่วงครึ่งหลังของบทสนทนา เซี่ยเหยียนรู้สึกกดดันไม่น้อย
โดยเฉพาะตอนที่เธอพูดคำว่าหยุดอัปเดต ดองงาน หรือเทนิยายทิ้ง น้ำเสียงของเธอมันมีกลิ่นอายความอันตรายรุนแรงมาก
เซี่ยเหยียนรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ
ด้วยความที่มัวแต่คิดเรื่องนี้ เซี่ยเหยียนจึงไม่ทันสังเกตเห็นเด็กสาวสวมหน้ากากอนามัยที่เดินสวนกันตอนเข้าลิฟต์ด้วยซ้ำ
คนคนนั้นก็คือเด็กสาวที่ขึ้นลิฟต์มาส่งต้นฉบับพร้อมกับเขาเมื่อวานนี้นั่นเอง
ซ่งหลิงอวิ๋นหันหน้ามองตามแผ่นหลังของเซี่ยเหยียนด้วยความสงสัย จนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลง
หลังจากยืนครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาที เธอก็หอบต้นฉบับนิยายเรื่อง 'แสงดาวเมื่อวันวาน' ฉบับแก้ไข แล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานของถังอิน