- หน้าแรก
- ย้อนอดีต1977 จากคนพิการสู่ตำนานนักล่า
- บทที่ 4 เหลือเชื่อ! ไอ้ขาเป๋ได้เมียเป็นนางฟ้า
บทที่ 4 เหลือเชื่อ! ไอ้ขาเป๋ได้เมียเป็นนางฟ้า
บทที่ 4 เหลือเชื่อ! ไอ้ขาเป๋ได้เมียเป็นนางฟ้า
“แม่จ๋า! พี่ชายแต่งงานแล้ว นี่คือพี่สะใภ้ พี่สะใภ้สวยมาก แถมยังใจดีมากด้วยจ้ะ”
เมื่อกลับมาถึงลานบ้านที่ทรุดโทรม หลิน เสี่ยวเสวี่ยก็อดใจไม่ไหว รีบจูงมือหลิว หรูเมิ่งเข้าไปแนะนำให้แม่ที่นอนป่วยอยู่บนเตียงรู้จักทันที
“หือ? จือชิง... จือชิงหลิว คุณ... คุณจะแต่งกับอาวั่งจริงๆ หรือ?
ไม่ได้นะ เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด อาวั่งของเราไม่มี... ไม่มีบุญวาสนาขนาดนั้น เขาไม่คู่ควรกับคุณหรอก”
แม่ของหลิน ฮั่ววั่งตกใจในตอนแรก จากนั้นก็น้ำตาไหลพรากพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น “คุณดูสภาพบ้านเราสิ แม้แต่ข้าวดีๆ สักมื้อยังไม่มีจะกิน
วันนี้จะมีกินถึงพรุ่งนี้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้
แล้ว... แล้วจะปล่อยให้คุณมาลำบากกับพวกเราได้ยังไง?”
“คุณป้าคะ! อ้อ ไม่ใช่สิ... แม่คะ ในสายตาของหนู หลิน ฮั่ววั่งไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลยค่ะ
เขายังเป็นคนที่สะอาดสะอ้านและจิตใจดีกว่าคนอื่นเสียอีก หนูเต็มใจจะอยู่กับเขาค่ะ
หนูเชื่อว่า ขอเพียงเราช่วยกันพยายาม เราต้องมีข้าวกินอิ่มท้อง และต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ”
หลิว หรูเมิ่งพูดพร้อมรอยยิ้ม ตลอดสามปีที่ลงมาอยู่ชนบท จิตใจและความคิดของเธอไม่เคยปรอดโปร่งและราบรื่นเท่านี้มาก่อน
“อาวั่ง? อาวั่งอยู่ไหน? ลูกสาวเอ๊ย!
หรือว่าอาวั่งบ้านเราไปรังแกอะไรคุณเข้าหรือเปล่า?
ไปเรียกอาวั่งมา เป็นเพราะแม่สั่งสอนเขาไม่ดีเอง...”
“ไม่ใช่หรอกค่ะแม่ อาวั่งไม่ได้รังแกหนู หนูเต็มใจแต่งกับอาวั่งเองค่ะ
ตอนนี้เขาไปรับเด็กกำพร้าสองคนจากศาลเจ้าเจ้าที่มาที่นี่ค่ะ พวกเรากลับมาเตรียมทำแป้งข้าวโพดนี่ก่อนเถอะค่ะ”
หลิว หรูเมิ่งเริ่มเปลี่ยนคำเรียกขาน และเรียกหลิน ฮั่ววั่งอย่างสนิทสนมว่า “อาวั่ง”
หลังจากปลอบประโลมแม่ของหลิน ฮั่ววั่งเสร็จ เธอก็เริ่มทำอาหารกับหลิน เสี่ยวเสวี่ยทันที
พวกเธอใช้เตาไฟที่เหลือเพียงครึ่งซีกกับหม้อดินเผาแตกๆ ตักหิมะมาต้มให้ละลายเป็นน้ำ
จากนั้นแบ่งแป้งข้าวโพดสองจินออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอามานวดเพื่อทำแผ่นแป้งทอดติดขอบหม้อ (เทียปิ่งจื่อ)
อีกส่วนหนึ่งเตรียมเอาไว้ต้มเป็นโจ๊กแป้งข้าวโพดข้นๆ
หลิน เสี่ยวเสวี่ยหยิบผักป่าแห้งๆ กำมือหนึ่งออกมาจากข้างเตาแล้วบอกหลิว หรูเมิ่งว่า
“พี่สะใภ้จ๋า! สับผักป่านี่ให้ละเอียดแล้วใส่ลงไปในโจ๊กนะ หอมมากเลยล่ะ!”
มีทั้งของแห้งและของน้ำ ไม่นานนักกลิ่นหอมไหม้นิดๆ ของแผ่นแป้งทอดและกลิ่นหวานหอมของโจ๊กข้นๆ ก็อบอวลไปทั่วทั้งห้อง
หลิน เสี่ยวเสวี่ยที่หิวโซมาหลายวันลอบกลืนน้ำลาย แม้จะอยากซดโจ๊กข้นๆ สักชามใจจะขาด
แต่พอคิดว่าพี่ชายยังไม่กลับมา เธอก็ข่มใจไว้อย่างเข้มแข็ง ยืนกรานว่าจะรอพี่ชายกลับมากินพร้อมกัน
แน่นอนว่าเพียงไม่นาน หลิน ฮั่ววั่งก็พาสองพี่น้องกำพร้าจากศาลเจ้าเจ้าที่กลับมา
คนพี่อายุสิบสามปีชื่อจ้าว ต้านิว ส่วนคนน้องอายุเก้าปีชื่อจ้าว จวี๋ฮวา ทั้งคู่มาจากหน่วยผลิตหมู่บ้านจ้าวเจียถุนที่อยู่ติดกัน
ฐานะครอบครัวของพวกเขาแต่เดิมก็ไม่ได้แย่นัก แต่พ่อแม่ของพวกเขาประสบอุบัติเหตุตกหน้าผาไปพร้อมกับเกวียนวัวของหน่วยผลิตขณะไปขนปุ๋ยเคมีที่คอมมูน
แม้ภายหลังหน่วยผลิตจะให้เงินชดเชย แต่ทรัพย์สินเดิมที่มีอยู่กลับถูกครอบครัวของลุงยึดครองไปหมด
หลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกไล่ออกจากบ้าน กลายเป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อนไร้ที่พึ่งพา
ทุกคนนั่งล้อมวงกันที่ข้างเตียง กินแผ่นแป้งทอดร้อนๆ ซดโจ๊กข้นรสหวาน พลางฟังสองพี่น้องตระกูลจ้าวร้องไห้เล่าเรื่องราวชีวิตของตนเอง
“ล้วนแต่เป็นคนอาภัพกันทั้งนั้น! ลูกเอ๊ย อย่าร้องเลย
ต่อไปก็มาอยู่ด้วยกันกับพวกเรานี่แหละ สวรรค์ไม่ทอดทิ้งนกกระจอกตาบอดหรอก
ยิ่งคนอื่นคิดจะทำร้ายเรา ยิ่งเขาดูถูกเรา เราก็ยิ่งต้องมีชีวิตอยู่ให้สมศักดิ์ศรีให้พวกเขาดู”
แม่ของหลิน ฮั่ววั่งที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่คำพูดที่กล่าวออกมากลับทำให้ทุกคนรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา
แป้งข้าวโพดสองจินนั้นกินได้ไม่นานนัก แม่ของหลิน ฮั่ววั่งไม่ยอมกินแผ่นแป้งทอดแต่ยกให้สองพี่น้องตระกูลจ้าว ส่วนตัวเองกินเพียงโจ๊กข้นนิดหน่อย
แต่ถึงกระนั้น ทุกคนก็เพิ่งจะอิ่มเพียงครึ่งท้องเท่านั้น ยังรู้สึกไม่อยู่ท้องเท่าไรนัก
หลิน เสี่ยวเสวี่ยถึงกับโกยหิมะมาต้มน้ำล้างหม้ออีกชาม เมื่อดื่มลงไปแล้วจึงลูบท้องที่ป่องออกมานิดๆ พลางพูดอย่างมีความสุขว่า
“อิ่มจังเลย! กินจนอุ่นท้องไปหมด สบายจังเลยค่ะ!”
จ้าว ต้านิวและจ้าว จวี๋ฮวาสองพี่น้องเองก็นานมากแล้วที่ไม่ได้กินอาหารร้อนๆ แบบนี้
แต่หลิน ฮั่ววั่งที่มองดูบรรยากาศอันอบอุ่นภายในห้อง กลับขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม
แป้งข้าวโพดสองจินถูกกินจนหมดสิ้น ตอนนี้ในบ้านมีกันถึงหกชีวิต เป็นการมีกินมื้อนี้แต่ไม่รู้มื้อหน้าอย่างแท้จริง
หลิน ฮั่ววั่งมองออกไปที่ลมหนาวและหิมะด้านนอก ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
หลิว หรูเมิ่งเห็นดังนั้นก็รีบเดินตามออกมาทันที
“อาวั่ง! คุณจะไปไหนคะ?”
หลิว หรูเมิ่งถามด้วยความกังวล เมื่อเห็นหลิน ฮั่ววั่งไปหาลวดเหล็กที่เป็นสนิมมาจากไหนไม่รู้
“จือชิงหลิว คุณรีบกลับเข้าไปข้างในเถอะ ข้างนอกมันหนาว
ผมจะไปดูในป่าหลังบ้านหน่อย ว่าพอจะวางกับดักดักกระต่ายได้บ้างไหม...”
หลิน ฮั่ววั่งใช้น้ำหิมะขัดสนิมออกจากลวดเหล็กพลางขดมันให้เป็นวงบ่วง
“อาวั่ง เรียกฉันว่าเมิ่งเมิ่งเถอะค่ะ พรุ่งนี้พวกเราไปจดทะเบียนแต่งงานกันที่หน่วยผลิตนะ
ส่วนเรื่องเสบียงอาหาร พวกเราช่วยกันหาทางได้
เมื่อเดือนก่อนฉันเขียนจดหมายไปหาที่บ้าน ขอให้พวกเขาส่งคูปองเสบียงกับเงินมาให้บ้างแล้วค่ะ
แล้วก็ ฉันเคยสืบมาว่าที่คอมมูนมีงานพวกพับกล่องไม้ขีดกับงานเย็บปักถักร้อยให้รับมาทำที่บ้านได้ พวกเราไปรับมาทำกันก็ได้นะคะ
เมื่อก่อนฉันมีสถานะเป็นจือชิงเลยรับงานพวกนี้ไม่ได้
แต่พอจดทะเบียนกับคุณแล้ว ฉันก็จะมีสถานะเป็นสมาชิกของหน่วยผลิต ก็จะสามารถทำงานพวกนี้หาเสบียงเลี้ยงตัวได้แล้วค่ะ
คุณแม่พูดถูก สวรรค์ไม่ทอดทิ้งนกกระจอกตาบอด ขอเพียงเรามีสองมือที่ขยันขันแข็ง ต้องหาข้าวประทังชีวิตได้แน่นอนค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ แม้หลิน ฮั่ววั่งไม่อยากจะทำลายความหวังของเธอ แต่เขาก็ยังคงส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“งานเบาๆ พวกนั้นน่ะ ถูกคนที่มีเส้นสายในคอมมูนรับไปหมดตั้งนานแล้วล่ะ
ถ้าอยากจะกินให้อิ่มท้อง ยังไงก็ต้องหาทางอื่น...”
พูดจบ หลิน ฮั่ววั่งก็เดินมุ่งหน้าเข้าไปในป่าทึบหลังลานบ้านโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้หลิว หรูเมิ่งยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น
ตอนที่ไปรับสองพี่น้องกลับมา หลิน ฮั่ววั่งได้แอบสำรวจเส้นทางล่วงหน้าไว้แล้ว และพบร่องรอยเท้ากระต่ายอยู่หลายจุด
หลังจากวุ่นวายอยู่เกือบชั่วโมง หลิน ฮั่ววั่งก็วางบ่วงดักไว้ตามเส้นทางที่กระต่ายมักจะใช้สัญจร
เขาเดินเลี่ยงออกไปด้านข้างของร่องรอย วางบ่วงให้ตั้งฉากกับทางเดินของกระต่าย โดยให้บ่วงสูงจากพื้นดินหรือพื้นหิมะประมาณ 10 เซนติเมตร
หลังจากทำเสร็จ หลิน ฮั่ววั่งก็เหงื่อท่วมตัว เขาเดินกะเผลกๆ กลับบ้าน
ร่างกายในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป เขาต้องรีบรักษาขาเป๋และทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นโดยเร็ว
แต่ในเมื่อตอนนี้แม้แต่เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างการกินให้อิ่มท้องยังทำไม่ได้ แล้วจะไปพูดถึงเรื่องรักษาขาหรือเสริมสร้างร่างกายได้อย่างไร?
เมื่อกลับเข้าห้องมา เห็นหลิว หรูเมิ่งนอนซบอยู่ข้างแม่และน้องสาวของเขา รวมถึงสองพี่น้องตระกูลจ้าวที่พิงหลับอยู่ข้างเตียงเช่นกัน
หลิน ฮั่ววั่งสูดลมหายใจลึก ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจม เขาจึงทิ้งตัวลงนอนข้างๆ กองไฟตรงนั้นเอง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ตื่น
หลิน ฮั่ววั่งก็ถูกหลิว หรูเมิ่งดึงตัวไปยังที่ทำการหน่วยผลิต เธอได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนแต่งงานกับเขาต่อหน้าเจ้าหน้าที่หมู่บ้านหลายคน
โอ้โฮ!
การยื่นคำร้องขอแต่งงานที่กะทันหันนี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งหน่วยผลิตหมู่บ้านหลินเจียกูวทันที
ข่าวแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพวกป้าๆ ช่างเม้าท์ในหมู่บ้านที่พากันใส่สีตีไข่เล่ากันเป็นตุเป็นตะ
“เหลือเชื่อ! ไอ้ขาเป๋ได้เมียเป็นนางฟ้า”
“จือชิงที่สวยที่สุดจะแต่งกับไอ้ขาเป๋ ผู้ชายในหมู่บ้านหลินเจียโกวมันตายกันหมดแล้วหรือไง?”
“ไอ้ขาเป๋นั่นต้องใช้กำลังบังคับแน่ๆ ฝีมือไม่เบาเลยนะเนี่ย!”
...
ส่วนหลิน เจี้ยนกั๋ว หัวหน้าหน่วยผลิตที่ได้ยินข่าวก็รีบบึ่งมาทันที เขาโกรธจนตาแทบถลน เมื่อมองดูคำร้องขอแต่งงานของหลิว หรูเมิ่งกับหลิน ฮั่ววั่ง เขาก็ปฏิเสธออกมาอย่างอาฆาตมาดร้ายว่า
“ฉันไม่ยอม! คำร้องแต่งงานของพวกแก ฉันอนุมัติให้ไม่ได้ ทางหน่วยไม่เห็นชอบ พวกแกอย่าหวังว่าจะได้แต่งงานกันเลย!”
จบบท